คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 26/2564 ฉบับเต็ม

#646736
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 26/2564 นางสาว จ. โจทก์ นาง ล. จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 229 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 บัญญัติว่า การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในกำหนดหนึ่งเดือน นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น และผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย จำเลยยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยพิพากษาให้จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ แต่ปรากฏว่าจำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในทุนทรัพย์ตามฟ้องและฟ้องแย้งเท่านั้น โดยมิได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว เมื่อจำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ได้ทันที และทนายจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ ทนายจำเลยย่อมต้องทราบว่าต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางพร้อมกับอุทธรณ์ แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยมาก็ไม่มีผลทำให้อุทธรณ์ของจำเลยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลับเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมาย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวาร รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 16509 โดยค่าใช้จ่ายของจำเลย กับให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้พิพากษาว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 16509 เนื้อที่ 1 ไร่ โดยการครอบครองปรปักษ์ ให้โจทก์ดำเนินการโอนโฉนดที่ดินพิพาทเป็นชื่อจำเลย หากไม่ดำเนินการขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนโจทก์ โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 16509 กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท แก่โจทก์ นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป (ฟ้องวันที่ 18 กันยายน 2561) จนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินของโจทก์ กับใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 16509 กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท แก่โจทก์ นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป (ฟ้องวันที่ 18 กันยายน 2561) จนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินของโจทก์ กับใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกอุทธรณ์ของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 บัญญัติว่า "การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น และผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย..." จำเลยยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยพิพากษาให้จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ แต่ปรากฏว่าจำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในทุนทรัพย์ตามฟ้องและฟ้องแย้งเท่านั้น โดยมิได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว เมื่อจำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ได้ทันที และทนายความจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ ดังนั้น ทนายความจำเลยย่อมต้องทราบว่าต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางพร้อมกับอุทธรณ์ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า เจ้าหน้าที่ศาลชั้นต้นนำสำนวนคดีมาคิดค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์เป็นเหตุให้จำเลยชำระค่าธรรมเนียมศาลไม่ครบเป็นความผิดหลงของเจ้าหน้าที่ศาลชั้นต้นนั้น จะเห็นได้ว่าสำนวนศาลในส่วนบัญชีค่าฤชาธรรมเนียม มีการบันทึกเกี่ยวกับค่าขึ้นศาล ค่าส่งคำคู่ความ ค่าป่วยการพยานโจทก์ ค่าทนายความ รวม 4,260 บาท ชัดเจน จำเลยสามารถตรวจสอบได้ว่าค่าฤชาค่าธรรมเนียมที่จำเลยต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นนั้นเป็นจำนวนเท่าใด ดังนั้นข้ออ้างของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยมาก็ไม่มีผลทำให้อุทธรณ์ของจำเลยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลับเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยยกฟ้องแย้งของจำเลย แต่มิได้มีคำพิพากษายกฟ้องแย้งและมิได้มีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งเป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 และ 167 วรรคหนึ่ง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) และจำเลยฎีกาเพียงขอให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาพิพากษาใหม่ มิได้ขอให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดี จึงเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาเพียง 200 บาท ตามตาราง 1 (2) (ข) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลมาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ทั้งส่วนฟ้องจำนวน 4,000 บาท และฟ้องแย้งจำนวน 4,000 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่จำเลย พิพากษายืน ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนฟ้องและฟ้องแย้งที่เกิน 200 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ (เธียรดนัย ธรรมดุษฎี-ศิริชัย ศิริชื่นวิจิตร-ไชยผล สุรวงษ์สิน) ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี - นายอธิคม ถนัดกตัญญู ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายพิทยา ลิ้มสุวัฒน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.677/2563 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
646736
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี",
        "judge": "นายอธิคม ถนัดกตัญญู"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายพิทยา ลิ้มสุวัฒน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081949730"
    }
}
date
2564
deka_no
26/2564
deka_running_no
26
deka_year
2564
department
แผนก
judges
[
    "เธียรดนัย ธรรมดุษฎี",
    "ศิริชัย ศิริชื่นวิจิตร",
    "ไชยผล สุรวงษ์สิน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 229"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาว จ."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง ล."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวาร รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 16509 โดยค่าใช้จ่ายของจำเลย กับให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้พิพากษาว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 16509 เนื้อที่ 1 ไร่ โดยการครอบครองปรปักษ์ ให้โจทก์ดำเนินการโอนโฉนดที่ดินพิพาทเป็นชื่อจำเลย หากไม่ดำเนินการขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนโจทก์

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 16509 กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท แก่โจทก์ นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป (ฟ้องวันที่ 18 กันยายน 2561) จนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินของโจทก์ กับใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 16509 กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท แก่โจทก์ นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป (ฟ้องวันที่ 18 กันยายน 2561) จนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินของโจทก์ กับใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกอุทธรณ์ของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 บัญญัติว่า "การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น และผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย..." จำเลยยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยพิพากษาให้จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ แต่ปรากฏว่าจำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในทุนทรัพย์ตามฟ้องและฟ้องแย้งเท่านั้น โดยมิได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว เมื่อจำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ได้ทันที และทนายความจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ ดังนั้น ทนายความจำเลยย่อมต้องทราบว่าต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางพร้อมกับอุทธรณ์ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า เจ้าหน้าที่ศาลชั้นต้นนำสำนวนคดีมาคิดค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์เป็นเหตุให้จำเลยชำระค่าธรรมเนียมศาลไม่ครบเป็นความผิดหลงของเจ้าหน้าที่ศาลชั้นต้นนั้น จะเห็นได้ว่าสำนวนศาลในส่วนบัญชีค่าฤชาธรรมเนียม มีการบันทึกเกี่ยวกับค่าขึ้นศาล ค่าส่งคำคู่ความ ค่าป่วยการพยานโจทก์ ค่าทนายความ รวม 4,260 บาท ชัดเจน จำเลยสามารถตรวจสอบได้ว่าค่าฤชาค่าธรรมเนียมที่จำเลยต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นนั้นเป็นจำนวนเท่าใด ดังนั้นข้ออ้างของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยมาก็ไม่มีผลทำให้อุทธรณ์ของจำเลยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลับเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยยกฟ้องแย้งของจำเลย แต่มิได้มีคำพิพากษายกฟ้องแย้งและมิได้มีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งเป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 และ 167 วรรคหนึ่ง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) และจำเลยฎีกาเพียงขอให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาพิพากษาใหม่ มิได้ขอให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดี จึงเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาเพียง 200 บาท ตามตาราง 1 (2) (ข) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลมาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ทั้งส่วนฟ้องจำนวน 4,000 บาท และฟ้องแย้งจำนวน 4,000 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่จำเลย

พิพากษายืน ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนฟ้องและฟ้องแย้งที่เกิน 200 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000096.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.677/2563
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2564