คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 692/2564 ฉบับเต็ม

#646739
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 692/2564 นางสาว พ. โจทก์ วัด บ. กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1623, มาตรา 1629, มาตรา 1646, มาตรา 1649, มาตรา 1663 การจัดการทำศพเป็นกิจการซึ่งไม่เกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้ตาย การจะทำให้บังเกิดผลบังคับได้ตามกฎหมายต้องแสดงเจตนาโดยทำเป็นพินัยกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1646 แต่คำสั่งเสียด้วยวาจาของผู้มรณภาพที่ให้โจทก์เป็นผู้จัดการทำศพไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์การทำพินัยกรรมด้วยวาจาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1663 ย่อมไม่บังเกิดผลบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อผู้มรณภาพมิได้ทำพินัยกรรมตั้งผู้จัดการมรดก และทรัพย์สินของผู้มรณภาพได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศ ย่อมตกเป็นสมบัติของวัดจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1623 ส่วนโจทก์และน้องคนอื่นของผู้มรณภาพ แม้เป็นทายาทโดยธรรมในลำดับที่ 3 ตามมาตรา 1629 (3) ก็ไม่มีสิทธิรับมรดกของผู้มรณภาพ ย่อมไม่อาจมอบหมายตั้งให้บุคคลใดเป็นผู้จัดการทำศพผู้มรณภาพ การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลผู้ได้รับทรัพย์มรดกโดยสิทธิโดยธรรมตามผลของมาตรา 1623 อันเป็นจำนวนมากที่สุด จึงเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่จัดการทำศพผู้มรณภาพตาม ป.พ.พ. มาตรา 1649 วรรคสอง จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องส่งมอบศพผู้มรณภาพแก่โจทก์ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบร่วมกันส่งมอบศพพระครูสว่าง หรือพระครูวิจิตรสารธรรมแก่โจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หากจำเลยทั้งสิบเพิกเฉย ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสิบ ห้ามจำเลยทั้งสิบและบริวารเกี่ยวข้องกับศพ และให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันส่งมอบเหรียญวัตถุมงคลพระครูสว่าง 48 ถุง 65 รายการ แก่โจทก์ หากไม่สามารถคืนได้ให้ร่วมกันชดใช้เงิน 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสิบให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 8 ศาลชั้นต้นอนุญาตและมีคำสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 8 ออกจากสารบบความ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบศพพระครูวิจิตรสารธรรม ผู้มรณภาพ ให้แก่โจทก์ ห้ามจำเลยที่ 1 เกี่ยวข้องกับศพผู้มรณภาพ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้โต้แย้งกันว่า พระครูสว่าง หรือพระครูวิจิตรสารธรรม เป็นเจ้าอาวาสวัดบางลายเหนือ จำเลยที่ 1 จนกระทั่งถึงแก่มรณภาพเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2543 ผู้มรณภาพมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันรวม 11 คน ขณะมรณภาพคงเหลือโจทก์ นางเปีย นายเรือง และนางสาวดอกรัง ที่มีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบันและเป็นทายาทโดยธรรม จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทวัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าอาวาสถัดจากผู้มรณภาพ จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 7 เป็นไวยาวัจกร ส่วนจำเลยที่ 4 ที่ 6 ที่ 9 และที่ 10 เป็นกรรมการวัดจำเลยที่ 1 หลังจากพระครูวิจิตรสารธรรมมรณภาพแล้ว ได้นำศพผู้มรณภาพไปบำเพ็ญกุศลที่วัดจำเลยที่ 1 จากนั้นได้สร้างมณฑปเพื่อเก็บศพผู้มรณภาพจนแล้วเสร็จในปี 2545 โดยนำศพผู้มรณภาพบรรจุในโลงแก้วตั้งอยู่ภายในมณฑปดังกล่าวภายในวัดจำเลยที่ 1 จนถึงปัจจุบัน ต่อมาปี 2559 โจทก์ขอศพผู้มรณภาพจากจำเลยที่ 2 เพื่อนำไปฌาปนกิจ จำเลยที่ 2 ไม่ยินยอม คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ที่ 9 และที่ 10 รวมทั้งคำขอให้ร่วมกันส่งมอบเหรียญวัตถุมงคลตามฟ้อง เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองโดยโจทก์มิได้อุทธรณ์และฎีกา มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องส่งมอบศพพระครูวิจิตรสารธรรม ผู้มรณภาพ แก่โจทก์หรือไม่ ในประเด็นนี้เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่าโจทก์หรือจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจและหน้าที่ที่ต้องจัดการทำศพผู้มรณภาพ สำหรับผู้มีอำนาจหน้าที่ในการจัดการทำศพนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1649 กำหนดลำดับก่อนและหลังไว้ดังนี้ คือ 1. บุคคลซึ่งผู้ตายตั้งไว้ให้เป็นผู้จัดการทำศพของผู้ตาย 2. ผู้จัดการมรดกโดยพินัยกรรม 3. บุคคลที่ทายาทมอบหมายให้เป็นผู้จัดการทำศพ 4. บุคคลผู้ได้รับทรัพย์มรดกโดยพินัยกรรมหรือโดยสิทธิโดยธรรมเป็นจำนวนมากที่สุด 5. บุคคลที่ศาลมีคำสั่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทำศพ คดีนี้ปรากฏว่า ผู้มรณภาพมิได้ทำพินัยกรรมตั้งผู้จัดการมรดก ส่วนข้อที่โจทก์นำสืบว่า ก่อนมรณภาพ ผู้มรณภาพได้สั่งเสียให้โจทก์นำศพผู้มรณภาพไปฌาปนกิจด้วยวาจานั้น เมื่อพิจารณาถึงบทบัญญัติตามมาตรา 1646 ที่ว่า "บุคคลใดจะแสดงเจตนาโดยพินัยกรรมกำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของตนเอง หรือในการต่าง ๆ อันจะให้เกิดเป็นผลบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อตนตายก็ได้" แสดงว่าการจัดการทำศพเป็นกิจการอย่างหนึ่งซึ่งไม่เกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้ตาย ดังนั้น การจะทำให้บังเกิดผลบังคับได้ตามกฎหมายก็ต้องแสดงเจตนาโดยทำเป็นพินัยกรรม ซึ่งจะต้องทำตามแบบใดแบบหนึ่งที่กฎหมายกำหนดไว้ 5 แบบ ตามมาตรา 1655 ถึงมาตรา 1663 โดยมาตรา 1663 กำหนดหลักเกณฑ์ที่จะทำพินัยกรรมด้วยวาจาไว้หลายประการ ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าผู้มรณภาพสั่งเสียโจทก์ให้ช่วยฌาปนกิจศพผู้มรณภาพก็ตาม แต่ไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ที่จะกระทำได้ กล่าวคือ 1. ไม่มีพฤติการณ์พิเศษซึ่งผู้มรณภาพไม่สามารถทำพินัยกรรมแบบอื่นที่กำหนดไว้ได้ เช่น ตกอยู่ในอันตรายใกล้ความตาย หรือเวลามีโรคระบาด หรือสงคราม เป็นต้น 2. ผู้รับการแสดงเจตนาซึ่งเป็นพยานอย่างน้อยสองคนต้องไปแสดงตนต่อกรมการอำเภอโดยมิชักช้าและแจ้งข้อความที่ผู้ทำพินัยกรรมได้สั่งด้วยวาจา ทั้งต้องแจ้งวัน เดือน ปี สถานที่ที่ทำพินัยกรรมและพฤติการณ์พิเศษนั้นไว้ด้วย 3. กรมการอำเภอจดข้อความที่พยานแจ้งนั้นไว้ และให้พยานสองคนนั้นลงลายมือชื่อไว้ ดังนั้น คำสั่งเสียของผู้มรณภาพที่ให้โจทก์เป็นผู้จัดการทำศพผู้มรณภาพย่อมไม่บังเกิดผลตามบทกฎหมายข้างต้น อย่างไรก็ดี ตามคำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างว่าผู้มรณภาพมีทรัพย์มรดกได้แก่เงินฝากในธนาคารและวัตถุมงคล แม้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าวัตถุมงคล ไม่เชื่อว่ามีอยู่จริง ส่วนเงินฝากในธนาคารนั้นจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นไวยาวัจกรและกรรมการวัดของจำเลยที่ 1 ในปี 2561 ก็เบิกความว่าไม่ทราบเรื่องดังกล่าว เนื่องจากไวยาวัจกรและกรรมการวัดของจำเลยที่ 1 ในขณะนั้นถึงแก่ความตายไปหมดแล้ว อันเป็นการเจือสมกับพยานเอกสารซึ่งเป็นรายงานการตรวจสอบบัญชีการเงินของวัดจำเลยที่ 1 ที่ระบุว่า "1. ส่วนปัจจัยเงินสดที่ติดตัวพระครูวิจิตรสารธรรมที่ค้นพบและรวบรวมตอนย้ายจากวัดบ่อปิ้งเกลือไปวัดพร้าว ประมาณ 300,000 บาท (แจ้งว่าจดไว้ขณะไปส่งที่วัดพร้าว อำเภอโพทะเล เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2543) ตามที่ผู้ร้องเรียนมา ปรากฏว่าคณะกรรมการวัดชุดใหม่ไม่ทราบ... เพราะคณะกรรมการชุดเก่าได้เสียชีวิตไปหมดแล้ว" ข้อเท็จจริงจึงมีน้ำหนักให้รับฟังว่า ขณะถึงแก่มรณภาพ ผู้มรณภาพมีทรัพย์มรดกเป็นเงินสดและที่ฝากไว้กับธนาคารจำนวนหนึ่ง ซึ่งโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าทรัพย์สินดังกล่าวได้มาเมื่อใด แต่ปรากฏว่าผู้มรณภาพอุปสมบทเป็นพระภิกษุมาเป็นเวลานานจนกระทั่งได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดจำเลยที่ 1 ทั้งมีภูมิลำเนาอยู่ที่วัดจำเลยที่ 1 เชื่อว่า ทรัพย์สินดังกล่าวของผู้มรณภาพได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศ ย่อมตกเป็นสมบัติของวัดจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1623 ส่วนโจทก์และน้องคนอื่นของผู้มรณภาพ แม้เป็นทายาทโดยธรรมในลำดับที่ 3 ตามมาตรา 1629 (3) ก็ไม่มีสิทธิรับทรัพย์มรดกดังกล่าวของผู้มรณภาพ ย่อมไม่อาจที่จะมอบหมายตั้งให้บุคคลใดเป็นผู้จัดการทำศพผู้มรณภาพ การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลผู้ได้รับทรัพย์มรดกโดยสิทธิโดยธรรมตามผลของมาตรา 1623 อันเป็นจำนวนมากที่สุด จึงเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่จัดการทำศพผู้มรณภาพตามมาตรา 1649 วรรคสอง เมื่อวินิจฉัยมาดังนี้แล้วจึงไม่ต้องพิจารณาฎีกาในประเด็นอื่น ๆ ของจำเลยที่ 1 เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบศพผู้มรณภาพแก่โจทก์ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอที่ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบศพพระครูวิจิตรสารธรรมผู้มรณภาพ ให้แก่โจทก์ และคำขอห้ามจำเลยที่ 1 เกี่ยวข้องกับศพผู้มรณภาพ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 (ชาติชาย อัครวิบูลย์-อธิคม อินทุภูติ-พิชัย เพ็งผ่อง) ศาลจังหวัดพิจิตร - นายอธิชัย ยงคะอักษร ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายสังคม เมฆอรุณลักษณ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.845/2563 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
646739
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดพิจิตร",
        "judge": "นายอธิชัย ยงคะอักษร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 6",
        "judge": "นายสังคม เมฆอรุณลักษณ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081949496"
    }
}
date
2564
deka_no
692/2564
deka_running_no
692
deka_year
2564
department
แผนก
judges
[
    "ชาติชาย อัครวิบูลย์",
    "อธิคม อินทุภูติ",
    "พิชัย เพ็งผ่อง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1623",
            "ม. 1629",
            "ม. 1646",
            "ม. 1649",
            "ม. 1663"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาว พ."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "วัด บ. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบร่วมกันส่งมอบศพพระครูสว่าง หรือพระครูวิจิตรสารธรรมแก่โจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หากจำเลยทั้งสิบเพิกเฉย ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสิบ ห้ามจำเลยทั้งสิบและบริวารเกี่ยวข้องกับศพ และให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันส่งมอบเหรียญวัตถุมงคลพระครูสว่าง 48 ถุง 65 รายการ แก่โจทก์ หากไม่สามารถคืนได้ให้ร่วมกันชดใช้เงิน 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสิบให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 8 ศาลชั้นต้นอนุญาตและมีคำสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 8 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบศพพระครูวิจิตรสารธรรม ผู้มรณภาพ ให้แก่โจทก์ ห้ามจำเลยที่ 1 เกี่ยวข้องกับศพผู้มรณภาพ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้โต้แย้งกันว่า พระครูสว่าง หรือพระครูวิจิตรสารธรรม เป็นเจ้าอาวาสวัดบางลายเหนือ จำเลยที่ 1 จนกระทั่งถึงแก่มรณภาพเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2543 ผู้มรณภาพมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันรวม 11 คน ขณะมรณภาพคงเหลือโจทก์ นางเปีย นายเรือง และนางสาวดอกรัง ที่มีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบันและเป็นทายาทโดยธรรม จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทวัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าอาวาสถัดจากผู้มรณภาพ จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 7 เป็นไวยาวัจกร ส่วนจำเลยที่ 4 ที่ 6 ที่ 9 และที่ 10 เป็นกรรมการวัดจำเลยที่ 1 หลังจากพระครูวิจิตรสารธรรมมรณภาพแล้ว ได้นำศพผู้มรณภาพไปบำเพ็ญกุศลที่วัดจำเลยที่ 1 จากนั้นได้สร้างมณฑปเพื่อเก็บศพผู้มรณภาพจนแล้วเสร็จในปี 2545 โดยนำศพผู้มรณภาพบรรจุในโลงแก้วตั้งอยู่ภายในมณฑปดังกล่าวภายในวัดจำเลยที่ 1 จนถึงปัจจุบัน ต่อมาปี 2559 โจทก์ขอศพผู้มรณภาพจากจำเลยที่ 2 เพื่อนำไปฌาปนกิจ จำเลยที่ 2 ไม่ยินยอม คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ที่ 9 และที่ 10 รวมทั้งคำขอให้ร่วมกันส่งมอบเหรียญวัตถุมงคลตามฟ้อง เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองโดยโจทก์มิได้อุทธรณ์และฎีกา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องส่งมอบศพพระครูวิจิตรสารธรรม ผู้มรณภาพ แก่โจทก์หรือไม่ ในประเด็นนี้เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่าโจทก์หรือจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจและหน้าที่ที่ต้องจัดการทำศพผู้มรณภาพ สำหรับผู้มีอำนาจหน้าที่ในการจัดการทำศพนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1649 กำหนดลำดับก่อนและหลังไว้ดังนี้ คือ

1. บุคคลซึ่งผู้ตายตั้งไว้ให้เป็นผู้จัดการทำศพของผู้ตาย

2. ผู้จัดการมรดกโดยพินัยกรรม

3. บุคคลที่ทายาทมอบหมายให้เป็นผู้จัดการทำศพ

4. บุคคลผู้ได้รับทรัพย์มรดกโดยพินัยกรรมหรือโดยสิทธิโดยธรรมเป็นจำนวนมากที่สุด

5. บุคคลที่ศาลมีคำสั่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทำศพ

คดีนี้ปรากฏว่า ผู้มรณภาพมิได้ทำพินัยกรรมตั้งผู้จัดการมรดก ส่วนข้อที่โจทก์นำสืบว่า ก่อนมรณภาพ ผู้มรณภาพได้สั่งเสียให้โจทก์นำศพผู้มรณภาพไปฌาปนกิจด้วยวาจานั้น เมื่อพิจารณาถึงบทบัญญัติตามมาตรา 1646 ที่ว่า "บุคคลใดจะแสดงเจตนาโดยพินัยกรรมกำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของตนเอง หรือในการต่าง ๆ อันจะให้เกิดเป็นผลบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อตนตายก็ได้" แสดงว่าการจัดการทำศพเป็นกิจการอย่างหนึ่งซึ่งไม่เกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้ตาย ดังนั้น การจะทำให้บังเกิดผลบังคับได้ตามกฎหมายก็ต้องแสดงเจตนาโดยทำเป็นพินัยกรรม ซึ่งจะต้องทำตามแบบใดแบบหนึ่งที่กฎหมายกำหนดไว้ 5 แบบ ตามมาตรา 1655 ถึงมาตรา 1663 โดยมาตรา 1663 กำหนดหลักเกณฑ์ที่จะทำพินัยกรรมด้วยวาจาไว้หลายประการ ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าผู้มรณภาพสั่งเสียโจทก์ให้ช่วยฌาปนกิจศพผู้มรณภาพก็ตาม แต่ไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ที่จะกระทำได้ กล่าวคือ

1. ไม่มีพฤติการณ์พิเศษซึ่งผู้มรณภาพไม่สามารถทำพินัยกรรมแบบอื่นที่กำหนดไว้ได้ เช่น ตกอยู่ในอันตรายใกล้ความตาย หรือเวลามีโรคระบาด หรือสงคราม เป็นต้น

2. ผู้รับการแสดงเจตนาซึ่งเป็นพยานอย่างน้อยสองคนต้องไปแสดงตนต่อกรมการอำเภอโดยมิชักช้าและแจ้งข้อความที่ผู้ทำพินัยกรรมได้สั่งด้วยวาจา ทั้งต้องแจ้งวัน เดือน ปี สถานที่ที่ทำพินัยกรรมและพฤติการณ์พิเศษนั้นไว้ด้วย

3. กรมการอำเภอจดข้อความที่พยานแจ้งนั้นไว้ และให้พยานสองคนนั้นลงลายมือชื่อไว้

ดังนั้น คำสั่งเสียของผู้มรณภาพที่ให้โจทก์เป็นผู้จัดการทำศพผู้มรณภาพย่อมไม่บังเกิดผลตามบทกฎหมายข้างต้น อย่างไรก็ดี ตามคำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างว่าผู้มรณภาพมีทรัพย์มรดกได้แก่เงินฝากในธนาคารและวัตถุมงคล แม้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าวัตถุมงคล ไม่เชื่อว่ามีอยู่จริง ส่วนเงินฝากในธนาคารนั้นจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นไวยาวัจกรและกรรมการวัดของจำเลยที่ 1 ในปี 2561 ก็เบิกความว่าไม่ทราบเรื่องดังกล่าว เนื่องจากไวยาวัจกรและกรรมการวัดของจำเลยที่ 1 ในขณะนั้นถึงแก่ความตายไปหมดแล้ว อันเป็นการเจือสมกับพยานเอกสารซึ่งเป็นรายงานการตรวจสอบบัญชีการเงินของวัดจำเลยที่ 1 ที่ระบุว่า "1. ส่วนปัจจัยเงินสดที่ติดตัวพระครูวิจิตรสารธรรมที่ค้นพบและรวบรวมตอนย้ายจากวัดบ่อปิ้งเกลือไปวัดพร้าว ประมาณ 300,000 บาท (แจ้งว่าจดไว้ขณะไปส่งที่วัดพร้าว อำเภอโพทะเล เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2543) ตามที่ผู้ร้องเรียนมา ปรากฏว่าคณะกรรมการวัดชุดใหม่ไม่ทราบ... เพราะคณะกรรมการชุดเก่าได้เสียชีวิตไปหมดแล้ว" ข้อเท็จจริงจึงมีน้ำหนักให้รับฟังว่า ขณะถึงแก่มรณภาพ ผู้มรณภาพมีทรัพย์มรดกเป็นเงินสดและที่ฝากไว้กับธนาคารจำนวนหนึ่ง ซึ่งโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าทรัพย์สินดังกล่าวได้มาเมื่อใด แต่ปรากฏว่าผู้มรณภาพอุปสมบทเป็นพระภิกษุมาเป็นเวลานานจนกระทั่งได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดจำเลยที่ 1 ทั้งมีภูมิลำเนาอยู่ที่วัดจำเลยที่ 1 เชื่อว่า ทรัพย์สินดังกล่าวของผู้มรณภาพได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศ ย่อมตกเป็นสมบัติของวัดจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1623 ส่วนโจทก์และน้องคนอื่นของผู้มรณภาพ แม้เป็นทายาทโดยธรรมในลำดับที่ 3 ตามมาตรา 1629 (3) ก็ไม่มีสิทธิรับทรัพย์มรดกดังกล่าวของผู้มรณภาพ ย่อมไม่อาจที่จะมอบหมายตั้งให้บุคคลใดเป็นผู้จัดการทำศพผู้มรณภาพ การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลผู้ได้รับทรัพย์มรดกโดยสิทธิโดยธรรมตามผลของมาตรา 1623 อันเป็นจำนวนมากที่สุด จึงเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่จัดการทำศพผู้มรณภาพตามมาตรา 1649 วรรคสอง เมื่อวินิจฉัยมาดังนี้แล้วจึงไม่ต้องพิจารณาฎีกาในประเด็นอื่น ๆ ของจำเลยที่ 1 เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบศพผู้มรณภาพแก่โจทก์ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอที่ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบศพพระครูวิจิตรสารธรรมผู้มรณภาพ ให้แก่โจทก์ และคำขอห้ามจำเลยที่ 1 เกี่ยวข้องกับศพผู้มรณภาพ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000094.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.845/2563
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2564