คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1105/2564 ฉบับเต็ม

#649841
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1105/2564 พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ โจทก์ ธนาคาร ท. โจทก์ร่วม นาย ป. กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 21 วรรคสอง, มาตรา 54 จำเลยที่ 2 กระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 รวมโทษทุกกระทงแล้วจึงลดโทษให้ แทนที่จะลดโทษในแต่ละกระทงก่อนแล้วจึงรวมโทษ ย่อมเป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 2 มากกว่าการลดโทษแต่ละกระทงเสียก่อนแล้วจึงรวมเข้าด้วยกัน เพราะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 21 วรรคสอง หากกำหนดโทษจำคุกเป็นเดือน ให้นับสามสิบวันเป็นหนึ่งเดือน แต่ถ้ากำหนดเป็นปี ให้คำนวณตามปีปฏิทินในราชการ ดังนั้นการกำหนดโทษจำคุก 12 เดือน ย่อมมีกำหนดเท่ากับ 360 วัน ซึ่งน้อยกว่าจำนวนวันตามปีปฏิทินที่อาจมีถึง 366 วัน หรือ 365 วัน สุดแท้แต่ว่าจะเป็นปีอธิกสุรทินหรือปีจันทรคติ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 91, 269/5, 269/7, 269/8, 269/9, 269/11, 335 นำโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2250/2559 ของศาลจังหวัดแพร่ มาบวกเข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 940,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ ระหว่างพิจารณาธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/5, 269/7, 269/8, 269/9 วรรคหนึ่ง, 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันปลอมหนังสือเดินทางและร่วมกันใช้หนังสือเดินทางปลอม เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ปลอมซึ่งหนังสือเดินทาง ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้หนังสือเดินทางปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/9 วรรคท้าย จำนวน 3 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมเป็น 3 ปี ฐานร่วมกันลักทรัพย์และร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยไม่ชอบ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยไม่ชอบที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำนวน 8 กระทง จำคุกกระทงละ 9 เดือน รวมเป็น 72 เดือน ฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนและร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยไม่ชอบ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยไม่ชอบที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำนวน 4 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมเป็น 4 ปี รวมจำคุก 7 ปี 72 เดือน คำให้การของจำเลยที่ 2 ในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี 56 เดือน ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับนางสาวจิดาภา จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ. 5701/2561 ของศาลชั้นต้น คืนเงิน 940,000 บาท แก่โจทก์ร่วม ยกฟ้องจำเลยที่ 1 สำหรับคำขอให้นำโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2520/2559 (ที่ถูก 2250/2559) ของศาลจังหวัดแพร่ มาบวกเข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ เนื่องจากศาลพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันใช้หนังสือเดินทางปลอม จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 1 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันลักทรัพย์และฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 1 ปี รวม 12 กระทง เป็นจำคุก 12 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละหนึ่งในสาม ฐานร่วมกันใช้หนังสือเดินทางปลอม รวม 2 กระทง คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันลักทรัพย์และฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน รวม 12 กระทง คงจำคุก 8 ปี รวมทุกกระทงคงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 ปี 4 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นเบิกถอนเงินสดโดยมิชอบ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของโจทก์ที่ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันใช้หนังสือเดินทางปลอมกระทงละ 1 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันลักทรัพย์และฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนกระทงละ 1 ปี รวม 12 กระทง เป็นจำคุก 12 ปี ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ฐานร่วมกันใช้หนังสือเดินทางปลอม รวม 2 กระทง คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันลักทรัพย์และฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน รวม 12 กระทง คงจำคุก 8 ปี รวมทุกกระทงแล้วคงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 ปี 4 เดือน โดยไม่ลดโทษให้ในแต่ละกระทงก่อนจึงเป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 2 เพราะต้องถูกคุมขังนานขึ้นนั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 2 กระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 รวมโทษทุกกระทงแล้วจึงลดโทษให้จำเลยที่ 2 แทนที่จะลดโทษในแต่ละกระทงก่อนแล้วจึงรวมโทษ ย่อมเป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 2 มากกว่าการลดโทษแต่ละกระทงเสียก่อนแล้วจึงรวมเข้าด้วยกัน เพราะประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 21 วรรคสอง บัญญัติว่า หากกำหนดโทษจำคุกเป็นเดือน ให้นับสามสิบวันเป็นหนึ่งเดือน แต่ถ้ากำหนดเป็นปี ให้คำนวณตามปีปฏิทินในราชการ ดังนั้นการกำหนดโทษจำคุก 12 เดือน ย่อมมีกำหนดเท่ากับ 360 วัน ซึ่งน้อยกว่าจำนวนวันตามปีปฏิทินที่อาจมีถึง 366 วัน หรือ 365 วัน สุดแท้แต่ว่าจะเป็นปีอธิกสุรทินหรือปีจันทรคติ ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำคุกฐานร่วมกันใช้หนังสือเดินทางปลอม ฐานร่วมกันลักทรัพย์และฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน กระทงละ 1 ปี ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม คงจำคุกกระทงละ 8 เดือน รวม 14 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 112 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 (อุทัย โสภาโชติ-ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์-วินัย เรืองศรี) ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นางสาวพิมพ์อร พิรุณ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นางอลิศรา มานะจิตต์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.205/2564 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
649841
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดเชียงใหม่",
        "judge": "นางสาวพิมพ์อร พิรุณ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 5",
        "judge": "นางอลิศรา มานะจิตต์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081949377"
    }
}
date
2564
deka_no
1105/2564
deka_running_no
1105
deka_year
2564
department
แผนก
judges
[
    "อุทัย โสภาโชติ",
    "ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์",
    "วินัย เรืองศรี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 21 วรรคสอง",
            "ม. 54"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "ธนาคาร ท."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ป. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 91, 269/5, 269/7, 269/8, 269/9, 269/11, 335 นำโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2250/2559 ของศาลจังหวัดแพร่ มาบวกเข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 940,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ระหว่างพิจารณาธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/5, 269/7, 269/8, 269/9 วรรคหนึ่ง, 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันปลอมหนังสือเดินทางและร่วมกันใช้หนังสือเดินทางปลอม เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ปลอมซึ่งหนังสือเดินทาง ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้หนังสือเดินทางปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/9 วรรคท้าย จำนวน 3 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมเป็น 3 ปี ฐานร่วมกันลักทรัพย์และร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยไม่ชอบ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยไม่ชอบที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำนวน 8 กระทง จำคุกกระทงละ 9 เดือน รวมเป็น 72 เดือน ฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนและร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยไม่ชอบ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยไม่ชอบที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำนวน 4 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมเป็น 4 ปี รวมจำคุก 7 ปี 72 เดือน คำให้การของจำเลยที่ 2 ในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี 56 เดือน ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับนางสาวจิดาภา จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ. 5701/2561 ของศาลชั้นต้น คืนเงิน 940,000 บาท แก่โจทก์ร่วม ยกฟ้องจำเลยที่ 1 สำหรับคำขอให้นำโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2520/2559 (ที่ถูก 2250/2559) ของศาลจังหวัดแพร่ มาบวกเข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ เนื่องจากศาลพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันใช้หนังสือเดินทางปลอม จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 1 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันลักทรัพย์และฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 1 ปี รวม 12 กระทง เป็นจำคุก 12 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละหนึ่งในสาม ฐานร่วมกันใช้หนังสือเดินทางปลอม รวม 2 กระทง คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันลักทรัพย์และฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน รวม 12 กระทง คงจำคุก 8 ปี รวมทุกกระทงคงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 ปี 4 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นเบิกถอนเงินสดโดยมิชอบ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของโจทก์ที่ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันใช้หนังสือเดินทางปลอมกระทงละ 1 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันลักทรัพย์และฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนกระทงละ 1 ปี รวม 12 กระทง เป็นจำคุก 12 ปี ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ฐานร่วมกันใช้หนังสือเดินทางปลอม รวม 2 กระทง คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันลักทรัพย์และฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน รวม 12 กระทง คงจำคุก 8 ปี รวมทุกกระทงแล้วคงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 ปี 4 เดือน โดยไม่ลดโทษให้ในแต่ละกระทงก่อนจึงเป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 2 เพราะต้องถูกคุมขังนานขึ้นนั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 2 กระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 รวมโทษทุกกระทงแล้วจึงลดโทษให้จำเลยที่ 2 แทนที่จะลดโทษในแต่ละกระทงก่อนแล้วจึงรวมโทษ ย่อมเป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 2 มากกว่าการลดโทษแต่ละกระทงเสียก่อนแล้วจึงรวมเข้าด้วยกัน เพราะประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 21 วรรคสอง บัญญัติว่า หากกำหนดโทษจำคุกเป็นเดือน ให้นับสามสิบวันเป็นหนึ่งเดือน แต่ถ้ากำหนดเป็นปี ให้คำนวณตามปีปฏิทินในราชการ ดังนั้นการกำหนดโทษจำคุก 12 เดือน ย่อมมีกำหนดเท่ากับ 360 วัน ซึ่งน้อยกว่าจำนวนวันตามปีปฏิทินที่อาจมีถึง 366 วัน หรือ 365 วัน สุดแท้แต่ว่าจะเป็นปีอธิกสุรทินหรือปีจันทรคติ ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำคุกฐานร่วมกันใช้หนังสือเดินทางปลอม ฐานร่วมกันลักทรัพย์และฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน กระทงละ 1 ปี ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม คงจำคุกกระทงละ 8 เดือน รวม 14 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 112 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000093.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.205/2564
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2564