คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1517/2564 ฉบับเต็ม

#649849
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1517/2564 พนักงานอัยการจังหวัดกันทรลักษ์ โจทก์ ธนาคาร ก. โจทก์ร่วม นาย ค. จำเลย ป.อ. มาตรา 1 (7), มาตรา 1 (9), มาตรา 265, มาตรา 269/1, มาตรา 269/2, มาตรา 269/4, มาตรา 269/7 บัตรเดบิต บัตรเดบิตวีซ่าการ์ด บัตรมาสเตอร์การ์ด บัตรเครดิตวีซ่าการ์ด และบัตรเติมเงินวีซ่าการ์ดปลอม ซึ่งเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ออกให้เพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสด หรือใช้เบิกถอนเงินสดจากบัญชีเงินฝากธนาคาร แต่ละใบมีข้อมูลในบัตรของผู้ถือบัตรต่างรายกันและต่างหมายเลขกัน กับออกโดยต่างธนาคารกัน ทั้งโดยสภาพของการปลอมและใช้หรือมีไว้เพื่อใช้บัตรดังกล่าวต้องปลอมทีละใบและใช้แต่ละใบแยกต่างหากจากกัน ดังนี้ จำเลยจึงไม่ได้มีเจตนาเดียวในการปลอมและใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ซึ่งบัตรนั้น แต่มีเจตนาปลอมและใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ซึ่งบัตรดังกล่าวแต่ละฉบับ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน บัตรเดบิต บัตรเดบิตวีซ่าการ์ด บัตรมาสเตอร์การ์ด บัตรเครดิตวีซ่าการ์ด และบัตรเติมเงินวีซ่าการ์ดปลอม เป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ออกให้เพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสด หรือใช้เบิกถอนเงินสดจากบัญชีเงินฝากธนาคาร บัตรดังกล่าวจึงเป็นเอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิ ตามความหมายของคำว่า เอกสารและเอกสารสิทธิ แห่ง ป.อ. มาตรา 1 (7) และ (9) ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 188, 264, 265, 266, 269/1, 269/2, 269/4, 269/7, 334 และริบของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณาธนาคาร ก. ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 269/1, 269/2, 269/4 วรรคแรก ประกอบมาตรา 269/7, 334 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมเอกสารสิทธิและฐานปลอมบัตรอิเล็กทรอนิกส์ เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานปลอมบัตร อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมที่ได้ออกให้เพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้าและบริการ เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมเอง จึงให้ลงโทษฐานใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมตามมาตรา 269/4 แต่เพียง กระทงเดียว ตามมาตรา 269/4 วรรคสาม ฐานใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมที่ได้ออกให้เพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้าและบริการ จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 30 กระทง เป็นจำคุก 60 ปี ฐานมีเครื่องมือเพื่อใช้หรือให้ได้ข้อมูลในการปลอมบัตรอิเล็กทรอนิกส์ จำคุก 2 ปี ฐานลักทรัพย์ของผู้อื่น จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 3 ปี รวมจำคุก 65 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ให้จำคุก 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ริบบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอม 29 ใบ เครื่องอ่านและเขียนบัตรพลาสติกชนิดแถบแม่เหล็ก ยี่ห้อเอ็มเอสอาร์ เอ็กซ์ 6 (MSR X6) และคอมพิวเตอร์พกพา ส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่ซัมซุง สีดำ รุ่นเอห้า แฟลชไดรฟ์สีขาว ซิมการ์ดโทรศัพท์ 6 อัน และบรรจุภัณฑ์ซิมการ์ดโทรศัพท์ระบบเติมเงิน 8 อัน ให้คืนแก่เจ้าของ ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า เมื่อรวมโทษทุกกระทงความผิดแล้ว ให้จำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้โดยปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ให้ถูกต้อง อันเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและยังคงลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตาม คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการ รับฟังพยานหลักฐานและการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 3 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อแรกว่า การกระทำของจำเลยฐานปลอมบัตรอิเล็กทรอนิกส์และฐานใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมเป็นการกระทำผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม เห็นว่า บัตรเดบิต บัตรเดบิตวีซ่าการ์ด บัตรมาสเตอร์การ์ด บัตรเครดิตวีซ่าการ์ด และบัตรเติมเงินวีซ่าการ์ดปลอม เป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ออกให้เพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทน การชำระด้วยเงินสด หรือใช้เบิกถอนเงินสดจากบัญชีเงินฝากธนาคาร แต่ละใบมีข้อมูลในบัตรของผู้ถือบัตรต่างรายกันและต่างหมายเลขกัน กับออกโดยต่างธนาคารกัน ทั้งโดยสภาพของการปลอมและใช้หรือมีไว้เพื่อใช้บัตรดังกล่าวต้องปลอมทีละใบและใช้แต่ละใบแยกต่างหากจาก กัน ดังนี้ จำเลยจึงไม่ได้มีเจตนาเดียวในการปลอมและใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ซึ่งบัตรนั้น แต่มีเจตนา ปลอมและใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ซึ่งบัตรเดบิต บัตรเดบิตวีซ่าการ์ด บัตรมาสเตอร์การ์ด บัตรเครดิต วีซ่าการ์ด และบัตรเติมเงินวีซ่าการ์ดซึ่งเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์แต่ละฉบับ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อต่อไปว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ชอบหรือไม่ โดย จำเลยฎีกาว่า หากจะลงโทษจำเลยต้องปรับบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า บัตรเดบิต บัตรเดบิตวีซ่าการ์ด บัตรมาสเตอร์การ์ด บัตรเครดิตวีซ่าการ์ด และบัตรเติมเงินวีซ่าการ์ดปลอม เป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ออกให้เพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสด หรือใช้เบิกถอน เงินสดจากบัญชีเงินฝากธนาคาร บัตรดังกล่าวจึงเป็นเอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิ ตามความหมายของคำว่า เอกสารและเอกสารสิทธิ แห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (7) และ (9) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ชอบแล้ว ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน (เทพ อิงคสิทธิ์-พงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ-จาตุรงค์ สรนุวัตร) ศาลจังหวัดกันทรลักษ์ - นางสาวณัชชา หนึ่งน้ำใจ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายชัยฤทธิ์ เทวะผลิน แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.94/2564 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
649849
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดกันทรลักษ์",
        "judge": "นางสาวณัชชา หนึ่งน้ำใจ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นายชัยฤทธิ์ เทวะผลิน"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081949235"
    }
}
date
2564
deka_no
1517/2564
deka_running_no
1517
deka_year
2564
department
แผนก
judges
[
    "เทพ อิงคสิทธิ์",
    "พงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ",
    "จาตุรงค์ สรนุวัตร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 1 (7)",
            "ม. 1 (9)",
            "ม. 265",
            "ม. 269/1",
            "ม. 269/2",
            "ม. 269/4",
            "ม. 269/7"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดกันทรลักษ์"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "ธนาคาร ก."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ค."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 188, 264, 265, 266, 269/1, 269/2, 269/4, 269/7, 334 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาธนาคาร ก. ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 269/1, 269/2, 269/4 วรรคแรก ประกอบมาตรา 269/7, 334 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมเอกสารสิทธิและฐานปลอมบัตรอิเล็กทรอนิกส์ เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานปลอมบัตร อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมที่ได้ออกให้เพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้าและบริการ เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมเอง จึงให้ลงโทษฐานใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมตามมาตรา 269/4 แต่เพียง กระทงเดียว ตามมาตรา 269/4 วรรคสาม ฐานใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมที่ได้ออกให้เพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้าและบริการ จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 30 กระทง เป็นจำคุก 60 ปี ฐานมีเครื่องมือเพื่อใช้หรือให้ได้ข้อมูลในการปลอมบัตรอิเล็กทรอนิกส์ จำคุก 2 ปี ฐานลักทรัพย์ของผู้อื่น จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 3 ปี รวมจำคุก 65 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ให้จำคุก 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ริบบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอม 29 ใบ เครื่องอ่านและเขียนบัตรพลาสติกชนิดแถบแม่เหล็ก ยี่ห้อเอ็มเอสอาร์ เอ็กซ์ 6 (MSR X6) และคอมพิวเตอร์พกพา ส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่ซัมซุง สีดำ รุ่นเอห้า แฟลชไดรฟ์สีขาว ซิมการ์ดโทรศัพท์ 6 อัน และบรรจุภัณฑ์ซิมการ์ดโทรศัพท์ระบบเติมเงิน 8 อัน ให้คืนแก่เจ้าของ ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า เมื่อรวมโทษทุกกระทงความผิดแล้ว ให้จำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้โดยปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ให้ถูกต้อง อันเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและยังคงลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตาม คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการ รับฟังพยานหลักฐานและการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 3 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อแรกว่า การกระทำของจำเลยฐานปลอมบัตรอิเล็กทรอนิกส์และฐานใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมเป็นการกระทำผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม เห็นว่า บัตรเดบิต บัตรเดบิตวีซ่าการ์ด บัตรมาสเตอร์การ์ด บัตรเครดิตวีซ่าการ์ด และบัตรเติมเงินวีซ่าการ์ดปลอม เป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ออกให้เพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทน การชำระด้วยเงินสด หรือใช้เบิกถอนเงินสดจากบัญชีเงินฝากธนาคาร แต่ละใบมีข้อมูลในบัตรของผู้ถือบัตรต่างรายกันและต่างหมายเลขกัน กับออกโดยต่างธนาคารกัน ทั้งโดยสภาพของการปลอมและใช้หรือมีไว้เพื่อใช้บัตรดังกล่าวต้องปลอมทีละใบและใช้แต่ละใบแยกต่างหากจาก กัน ดังนี้ จำเลยจึงไม่ได้มีเจตนาเดียวในการปลอมและใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ซึ่งบัตรนั้น แต่มีเจตนา ปลอมและใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ซึ่งบัตรเดบิต บัตรเดบิตวีซ่าการ์ด บัตรมาสเตอร์การ์ด บัตรเครดิต วีซ่าการ์ด และบัตรเติมเงินวีซ่าการ์ดซึ่งเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์แต่ละฉบับ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อต่อไปว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ชอบหรือไม่ โดย จำเลยฎีกาว่า หากจะลงโทษจำเลยต้องปรับบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า บัตรเดบิต บัตรเดบิตวีซ่าการ์ด บัตรมาสเตอร์การ์ด บัตรเครดิตวีซ่าการ์ด และบัตรเติมเงินวีซ่าการ์ดปลอม เป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ออกให้เพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสด หรือใช้เบิกถอน เงินสดจากบัญชีเงินฝากธนาคาร บัตรดังกล่าวจึงเป็นเอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิ ตามความหมายของคำว่า เอกสารและเอกสารสิทธิ แห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (7) และ (9) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ชอบแล้ว ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000092.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.94/2564
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2564