คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8368/2563 ฉบับเต็ม

#649862
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8368/2563 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ผู้ร้อง นาง ศ. กับพวก ผู้คัดค้าน ป.วิ.พ. มาตรา 73 ทวิ, มาตรา 74, มาตรา 76, มาตรา 77, มาตรา 170 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 วรรคห้า, มาตรา 59 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.ไปรษณีย์ พ.ศ.2477 มาตรา 22 พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 พ.ร.ฎ.กำหนดอำนาจ สิทธิ และประโยชน์ของบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด พ.ศ.2546 มาตรา 6 ประกาศคณะกรรมการกิจการไปรษณีย์ เรื่อง ให้ใช้ไปรษณียนิเทศ พ.ศ. 2557 มาตรา ข้อ 59, 60, 61, 62, 63, 64 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 59 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้นำ ป.วิ.พ. มาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งรวมถึงการยื่นและการส่งคำคู่ความและเอกสารตามมาตรา 67 ถึงมาตรา 83 อัฏฐ ด้วย การที่ภายหลังจากศาลรับคำร้องที่พนักงานอัยการผู้ร้องยื่นต่อศาล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินต้องมีหนังสือแจ้งให้ผู้คัดค้านทั้งสามรวมทั้ง ฐ. ซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของหรือมีส่วนได้เสียในทรัพย์สินทราบเพื่อใช้สิทธิยื่นคำร้องคัดค้านนั้น คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแล้ว การส่งหนังสือของเลขาธิการจึงเป็นการส่งคำคู่ความหรือเอกสารในการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นประการหนึ่ง เพียงแต่ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 บัญญัติกำหนดไว้โดยเฉพาะให้เลขาธิการส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ทั้งยังบัญญัติไว้เป็นพิเศษว่าให้ส่งไปยังที่อยู่ครั้งสุดท้ายของผู้นั้นเท่าที่ปรากฏในหลักฐาน การส่งหนังสือของเลขาธิการทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับย่อมมีผลเป็นการส่งตามหลักเกณฑ์การนำจ่ายสิ่งของทางไปรษณีย์ที่กำหนดในไปรษณียนิเทศ พ.ศ.2557 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะมีการส่งหนังสือทางไปรษณีย์ในคดีนี้ ซึ่งกำหนดให้ต้องนำจ่ายด้วยการส่งมอบหนังสือให้แก่ผู้รับที่มีชื่อระบุอยู่บนจ่าหน้า หรือผู้ได้รับมอบฉันทะจากผู้รับหรือผู้แทนของผู้รับ โดยต้องนำจ่าย ณ ที่ทำการหรือ ณ ที่อยู่ของผู้รับตามไปรษณียนิเทศ พ.ศ.2557 ข้อ 59 ถึงข้อ 63 ดังนั้น การส่งหนังสือของเลขาธิการไปยังผู้คัดค้านทั้งสามและ ฐ. ที่ส่งไม่ได้เพราะบ้านปิดและไม่มีผู้มารับที่ที่ทำการไปรษณีย์ในกำหนดเวลา อันเป็นการนำจ่ายให้แก่ผู้รับไม่ได้และพนักงานไปรษณีย์ต้องส่งหนังสือคืนผู้ฝากตามข้อ 64 นั้น จึงถือไม่ได้ว่ามีการส่งหนังสือให้แก่ผู้คัดค้านทั้งสามและ ฐ. ตามที่กำหนดใน พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 วรรคห้า โดยเมื่อมีข้อขัดข้องในการส่งหนังสือแก่ผู้มีส่วนได้เสีย อันเป็นข้อขัดข้องในการส่งคำคู่ความและเอกสารตาม ป.วิ.พ. จึงชอบที่เลขาธิการจะแจ้งให้ผู้ร้องแถลงต่อศาลชั้นต้นเพื่อมีคำสั่งให้ดำเนินการส่งโดยวิธีอื่นตามที่กำหนดใน ป.วิ.พ. ต่อไป ส่วนที่ศาลชั้นต้นลงประกาศคำร้องในหนังสือพิมพ์ เป็นการประกาศให้บุคคลภายนอกอื่นที่อาจอ้างว่าเป็นเจ้าของหรือมีส่วนได้เสียในทรัพย์สินที่ขอให้ตกเป็นของแผ่นดินได้ทราบ เพื่อยื่นคำคัดค้านเข้ามาในคดี มิได้หมายถึงผู้คัดค้านทั้งสามกับพวก จะถือว่าผู้คัดค้านทั้งสามและ ฐ. ทราบคำร้องของผู้ร้องหาได้ไม่ ___________________________ คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทรัพย์สิน บัญชีเงินฝาก 22 รายการ และที่ดิน 5 รายการ รวมราคา 35,703,103.32 บาท ตามบัญชีทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินรายนางศรัณยากับพวกพร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คดีถึงที่สุดแล้ว เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2560 ผู้คัดค้านทั้งสามต่างยื่นคำร้องคนละ 1 ฉบับ ใจความทำนองเดียวกันว่า ผู้คัดค้านทั้งสามมีภูมิลำเนาอยู่ที่ตำบลชุมแพ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ผู้คัดค้านทั้งสามไม่ทราบว่าผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสามตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจากบุคคลที่เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งประกาศของศาลชั้นต้น (ประกาศศาลแพ่ง) ให้คือนายผนิกร และนางเหนียว ซึ่งไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินที่ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดิน ประกาศของศาลชั้นต้นที่เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินอ้างว่าได้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 วรรคห้า ประกอบมาตรา 51 มิใช่ประกาศของศาลชั้นต้นในคดีนี้ แต่เป็นประกาศในคดีหมายเลขดำที่ ฟ.15/2559 สถานีตำรวจที่เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินอ้างว่าได้ดำเนินการ (น่าจะหมายถึงปิดสำเนาประกาศศาลแพ่ง) เป็นสถานีตำรวจภูธรเมืองนครศรีธรรมราชซึ่งไม่ใช่สถานีตำรวจท้องที่ซึ่งทรัพย์สินตั้งอยู่ สถานีตำรวจท้องที่ซึ่งทรัพย์สินตั้งอยู่คือสถานีตำรวจภูธรชุมแพ ส่วนหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ที่ลงประกาศของศาลชั้นต้นในคดีนี้ก็มิใช่หนังสือพิมพ์ที่มีจำหน่ายในท้องที่อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น อันเป็นภูมิลำเนาของผู้คัดค้านทั้งสาม การดำเนินการไม่ถูกต้องดังกล่าวปรากฏแล้วในชั้นไต่สวนของศาลชั้นต้น การที่ศาลชั้นต้นไต่สวนพยานตามคำร้องของผู้ร้องต่อไปและมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสามตกเป็นของแผ่นดินจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ และไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 วรรคห้า ประกอบมาตรา 51 ผู้คัดค้านทั้งสามถูกพนักงานอัยการฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน และความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ระหว่างสืบพยานโจทก์ในคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2560 ทนายความของโจทก์ร่วมอ้างคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสามตกเป็นของแผ่นดินเป็นพยานเอกสาร ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จึงให้ผู้คัดค้านที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรสาวมาขอดูสำนวนคดีนี้เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2560 จึงทราบว่าผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสามตกเป็นของแผ่นดินโดยเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดำเนินการไม่ถูกต้องและศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบดังกล่าว และเป็นเหตุให้ผู้คัดค้านทั้งสามไม่อาจยื่นคำคัดค้านเข้ามาในคดีได้ ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตั้งแต่วันนัดไต่สวนคำร้องเป็นต้นไป ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้คัดค้านทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้คัดค้านทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งรับฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559 ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสามรวม 27 รายการ รวมราคาประเมิน 35,703,103.32 บาท พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน และให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหาย 45 ราย รวม 54 รายการ รวมราคาประเมิน 17,715,000 บาท พร้อมกันนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินรวม 81 รายการ ของผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกไว้ชั่วคราวเป็นการด่วนตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 55 ศาลชั้นต้นรับคำร้องคดีนี้ไว้เป็นคดีหมายเลขดำที่ ฟ.11/2559 แล้วไต่สวนคำร้องที่ขอให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้นไว้ชั่วคราวในวันนั้น และมีคำสั่งในวันเดียวกันให้อายัดทรัพย์สินดังกล่าวไว้ชั่วคราวแล้วมีหมายไปยังเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินแจ้งคำสั่งอายัดทรัพย์สินดังกล่าวให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ ซึ่งนางสาวทิพย์วรรณ พนักงานสืบสวนชำนาญการพิเศษ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการส่วนปฏิบัติการคดี 2 กองคดี 2 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินลงลายมือชื่อรับหมายไปในวันนั้นแล้วตามสำเนาหมายอายัดชั่วคราวเอกสารสารบาญอันดับที่ 11 ในสำนวน จากนั้นศาลชั้นต้นออกประกาศศาลแพ่ง เรื่องร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินคดีหมายเลขดำฟอกเงิน ฟ.11/2559 ระบุนัดไต่สวนคำร้องวันที่ 16 พฤษภาคม 2559 เวลา 9 นาฬิกา ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลแพ่งส่งประกาศศาลแพ่งดังกล่าวไปให้หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ที่มีจำหน่ายแพร่หลายในราชอาณาจักรและในท้องถิ่นลงประกาศศาลแพ่งดังกล่าว 2 วัน รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งทำการแทนอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งมีหนังสือและส่งสำเนาประกาศศาลแพ่งดังกล่าวและสำเนาบัญชีทรัพย์สินรวม 3 ชุด ไปให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดำเนินการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 วรรคห้า จากนั้นสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งสำเนาหมายอายัดชั่วคราว สำเนารายงานกระบวนพิจารณา สำเนาคำสั่ง และสำเนาบัญชีทรัพย์สินที่อายัดชั่วคราวให้แก่ผู้คัดค้านทั้งสามและนายณัฏฐ์ ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ โดยส่งให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ที่บ้านเลขที่ 87 หมู่ที่ 1 ตำบลไชยสอ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ส่งให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 ที่บ้านเลขที่ 2/24 หมู่ที่ 10 ตำบลไชยสอ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ส่งให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 ที่บ้านเลขที่ 1216 หมู่ที่ 1 ตำบลชุมแพ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น และส่งให้แก่นายณัฏฐ์ที่บ้านเลขที่ 2/24 หมู่ที่ 10 ตำบลไชยสอ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น แต่ไม่สามารถส่งได้เพราะบ้านปิด และผู้คัดค้านทั้งสามและนายณัฏฐ์ไม่ไปรับไปรษณีย์ดังกล่าว ณ ที่ทำการไปรษณีย์ภายในกำหนด นางสาวทิพย์วรรณจึงมอบหมายให้นายพิเชฐ และนายชัยวัฒน์ ไปปิดหมายอายัดชั่วคราวที่บ้านสามหลังดังกล่าวโดยมีเจ้าพนักงานตำรวจไปด้วย ต่อมาเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2559 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งหนังสือแจ้งประกาศศาลแพ่งและสำเนาประกาศศาลแพ่งให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 และนายณัฏฐ์ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ โดยส่งให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ที่บ้านเลขที่ 87 หมู่ที่ 1 ตำบลไชยสอ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ส่งให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 ที่บ้านเลขที่ 2/24 หมู่ที่ 10 ตำบลไชยสอ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น และส่งให้แก่นายณัฏฐ์ที่บ้านเลขที่ 2/24 หมู่ที่ 10 ตำบลไชยสอ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น แต่ไม่สามารถส่งได้เพราะบ้านปิด และผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 และนายณัฏฐ์ไม่ไปรับไปรษณีย์ดังกล่าว ณ ที่ทำการไปรษณีย์ภายในกำหนด จากนั้นกรรมการบริหารบริษัทสารสู่อนาคต จำกัด ผู้ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์มีหนังสือถึงผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลแพ่งว่าหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ลงประกาศศาลแพ่งดังกล่าวในวันที่ 4 เมษายน 2559 และวันที่ 5 เมษายน 2559 แล้ว ผู้คัดค้านทั้งสามไม่ยื่นคำคัดค้าน หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2559 ศาลชั้นต้นจึงไต่สวนพยานหลักฐานไปฝ่ายเดียวแล้วมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามว่า เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดำเนินการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 วรรคห้า โดยชอบแล้วหรือไม่ และมีเหตุให้ต้องเพิกถอนการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ไต่สวนและมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสามตกเป็นของแผ่นดินหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "... ในกรณีที่ปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าทรัพย์สินใดเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ให้เลขาธิการส่งเรื่องให้พนักงานอัยการพิจารณาเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินโดยเร็ว" และวรรคห้าบัญญัติว่า "เมื่อศาลรับคำร้องที่พนักงานอัยการยื่นต่อศาลแล้ว ให้ศาลสั่งให้ปิดประกาศไว้ที่ศาลนั้น และประกาศอย่างน้อยสองวันติดต่อกันในหนังสือพิมพ์ที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่นเพื่อให้ผู้ซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของหรือมีส่วนได้เสียในทรัพย์สินมายื่นคำร้องขอก่อนศาลมีคำสั่งกับให้ศาลสั่งให้ส่งสำเนาประกาศไปยังเลขาธิการเพื่อปิดประกาศไว้ที่สำนักงานและสถานีตำรวจท้องที่ที่ทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่และถ้ามีหลักฐานแสดงว่าผู้ใดอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของหรือมีส่วนได้เสียในทรัพย์สิน ก็ให้เลขาธิการมีหนังสือแจ้งให้ผู้นั้นทราบ เพื่อใช้สิทธิดังกล่าว การแจ้งนั้นให้แจ้งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับตามที่อยู่ครั้งหลังสุดของผู้นั้นเท่าที่ปรากฏในหลักฐาน" จากบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่า เมื่อศาลรับคำร้องที่พนักงานอัยการยื่นขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินแล้ว กฎหมายกำหนดหน้าที่ของศาลและเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินให้ดำเนินการไว้ในขั้นตอนที่ต่างกัน โดยกำหนดหน้าที่ของศาลให้ดำเนินการดังนี้ 1. ให้ศาลสั่งให้ปิดประกาศไว้ที่ศาลที่รับคำร้องนั้น 2. ลงประกาศในหนังสือพิมพ์ที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่นอย่างน้อยสองวันติดต่อกันเพื่อให้ผู้ซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของหรือมีส่วนได้เสียในทรัพย์สินมายื่นคำร้องขอ (คำคัดค้าน) ก่อนศาลมีคำสั่งว่าจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินหรือไม่ 3. ส่งสำเนาประกาศไปยังเลขาธิการเพื่อปิดประกาศไว้ที่สำนักงานและสถานีตำรวจท้องที่ที่ทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่ ในสามข้อนี้ผู้คัดค้านทั้งสามไม่ได้ฎีกาคัดค้านจึงฟังเป็นยุติว่า ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนนี้ชอบแล้ว ส่วนเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กฎหมายบัญญัติว่าเมื่อได้รับสำเนาประกาศจากศาลแล้วให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมีหน้าที่ 3 ประการ ดังนี้ 1. ปิดสำเนาประกาศของศาลดังกล่าวไว้ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน 2. จัดให้ปิดสำเนาประกาศของศาลดังกล่าวไว้ที่สถานีตำรวจท้องที่ที่ทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่ 3. ถ้ามีหลักฐานแสดงว่าผู้ใดอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของหรือมีส่วนได้เสียในทรัพย์สิน ก็ให้เลขาธิการมีหนังสือแจ้งให้ผู้นั้นทราบ เพื่อใช้สิทธิดังกล่าว การแจ้งนั้นให้แจ้งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับตามที่อยู่ครั้งหลังสุดของผู้นั้นเท่าที่ปรากฏในหลักฐาน การดำเนินการของเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในข้อ 1 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งจึงฟังเป็นยุติว่า เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดำเนินการตามข้อ 1 ถูกต้องแล้ว ส่วนการดำเนินการตามข้อ 2 และข้อ 3 ผู้คัดค้านทั้งสามยังฎีกาโต้แย้งอยู่ ปัญหาที่ผู้คัดค้านทั้งสามฎีกาว่า พนักงานไปรษณีย์ไม่สามารถส่งไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับดังกล่าวให้แก่ผู้คัดค้านทั้งสามตามจ่าหน้าได้ และไม่มีผู้มารับไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับดังกล่าว ณ ที่ทำการไปรษณีย์ภายในกำหนด ถือไม่ได้ว่าเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมีหนังสือแจ้งให้ผู้คัดค้านทั้งสามทราบโดยชอบแล้วนั้น เห็นว่า การดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินเช่นในคดีนี้ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 59 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 170 วรรคสอง บัญญัติว่า "...การฟ้อง การพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในศาลชั้นต้น นอกจากจะต้องบังคับตามบทบัญญัติทั่วไปแห่งภาค 1 แล้ว ให้บังคับตามบทบัญญัติในลักษณะนี้ด้วย" ซึ่งมีความหมายว่า การพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในศาลชั้นต้นจะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติทั่วไปของมาตรา 1 ถึงมาตรา 169/3 และมาตรา 170 ถึงมาตรา 188 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งรวมถึงการยื่นและการส่งคำคู่ความและเอกสารตามมาตรา 67 ถึงมาตรา 83 อัฎฐ ด้วย กรณีนี้เมื่อภายหลังจากศาลรับคำร้องที่พนักงานอัยการผู้ร้องยื่นต่อศาลแล้ว เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินต้องมีหนังสือแจ้งให้ผู้คัดค้านทั้งสามรวมทั้งนายณัฏฐ์ ซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของหรือมีส่วนได้เสียในทรัพย์สินทราบเพื่อใช้สิทธิยื่นคำร้องคัดค้าน ซึ่งเมื่อคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแล้ว การส่งหนังสือของเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดังกล่าวจึงเป็นการส่งคำคู่ความหรือเอกสารในการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นประการหนึ่ง เพียงแต่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 บัญญัติกำหนดไว้โดยเฉพาะให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเป็นผู้ดำเนินการส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ทั้งยังบัญญัติไว้เป็นพิเศษว่าให้ส่งไปยังที่อยู่ครั้งสุดท้ายของผู้นั้นเท่าที่ปรากฏในหลักฐาน การส่งจึงไม่จำต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 73 ทวิ ซึ่งบัญญัติให้นำมาตรา 74 มาตรา 76 และมาตรา 77 มาใช้บังคับโดยอนุโลม อันเป็นกฎเกณฑ์ของการส่งคำคู่ความโดยทั่วไป ได้แก่ ไม่ต้องส่ง ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของผู้นั้น และกรณีไม่พบผู้นั้น การส่งเอกสารให้บุคคลซึ่งอยู่หรือทำการงานในบ้านเรือนหรือสำนักทำการงานของผู้นั้น ไม่จำต้องเป็นบุคคลที่มีอายุเกิน 20 ปีเท่านั้น ทั้งนี้ การส่งหนังสือของเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับย่อมมีผลเป็นการส่งตามหลักเกณฑ์การนำจ่ายสิ่งของทางไปรษณีย์ที่กำหนดในไปรษณียนิเทศ พ.ศ.2557 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะมีการส่งหนังสือทางไปรษณีย์ในคดีนี้ ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติไปรษณีย์ พุทธศักราช 2477 และโดยอำนาจของคณะกรรมการกิจการไปรษณีย์ ตามมาตรา 6 แห่งพระราชกฤษฎีกากำหนดอำนาจ สิทธิ และประโยชน์ของบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด พ.ศ.2546 ซึ่งกำหนดให้ต้องนำจ่ายด้วยการส่งมอบหนังสือให้แก่ผู้รับที่มีชื่อระบุอยู่บนจ่าหน้า หรือผู้ได้รับมอบฉันทะจากผู้รับหรือผู้แทนของผู้รับ โดยต้องนำจ่าย ณ ที่ทำการหรือ ณ ที่อยู่ของผู้รับตามไปรษณียนิเทศ พ.ศ.2557 ข้อ 59 ถึงข้อ 63 ดังนั้น การส่งหนังสือของเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินไปยังผู้คัดค้านทั้งสามและนายณัฏฐ์ที่ส่งไม่ได้เพราะบ้านปิดและไม่มีผู้มารับที่ที่ทำการไปรษณีย์ในกำหนดเวลา อันเป็นการนำจ่ายให้แก่ผู้รับไม่ได้และพนักงานไปรษณีย์ต้องส่งหนังสือคืนผู้ฝากตามข้อ 64 นั้น จึงถือไม่ได้ว่าได้มีการส่งหนังสือนั้นให้แก่ผู้คัดค้านทั้งสามและนายณัฏฐ์ตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 วรรคห้า กรณีจึงไม่จำต้องพิจารณาว่าการส่งหนังสือให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 ไปยังที่อยู่ซึ่งไม่ใช่ที่อยู่ตามหลักฐานทะเบียนราษฎรนั้นชอบหรือไม่ ซึ่งเมื่อมีข้อขัดข้องในการดำเนินการส่งหนังสือแก่ผู้มีส่วนได้เสียตามที่มาตรา 49 วรรคห้ากำหนด อันเป็นข้อขัดข้องในการส่งคำคู่ความและเอกสารตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จึงชอบที่เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินจะแจ้งให้ผู้ร้องแถลงต่อศาลชั้นต้นเพื่อมีคำสั่งให้ดำเนินการส่งโดยวิธีอื่นใดตามที่กำหนดในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งต่อไป การที่ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนคำร้องของผู้ร้องไปและมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตามคำร้อง โดยยังมิได้ดำเนินการส่งหนังสือให้ผู้คัดค้านทั้งสามและนายณัฏฐ์เพื่อใช้สิทธิคัดค้าน จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณาในส่วนของการยื่น และการส่งคำคู่ความและเอกสาร เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ทั้งข้อเท็จจริงปรากฏว่าสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินไม่เคยส่งเอกสารใดตั้งแต่ในชั้นตรวจสอบรายงานและข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรม และชั้นอายัดชั่วคราวตามคำสั่งของศาลชั้นต้นให้ผู้คัดค้านทั้งสามและนายณัฏฐ์ได้ด้วยเหตุที่บ้านปิดตลอดมา ผู้คัดค้านทั้งสามและนายณัฏฐ์จึงไม่มีพฤติการณ์ไม่สุจริตหลีกเลี่ยงไม่รับหนังสือที่เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดำเนินการส่งให้ ส่วนที่ศาลชั้นต้นลงประกาศคำร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินในหนังสือพิมพ์นั้น เป็นการประกาศให้บุคคลภายนอกอื่นที่อาจอ้างว่าเป็นเจ้าของหรือมีส่วนได้เสียในทรัพย์สินที่ขอให้ตกเป็นของแผ่นดินได้ทราบ เพื่อยื่นคำคัดค้านเข้ามาในคดี มิได้หมายถึงผู้คัดค้านทั้งสามกับพวก ซึ่งจะถือว่าผู้คัดค้านทั้งสามและนายณัฏฐ์ทราบคำร้องของผู้ร้องหาได้ไม่ จึงเป็นการที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบดังที่ผู้คัดค้านทั้งสามฎีกา มีเหตุอันสมควรที่ศาลฎีกาจะย้อนสำนวนคืนศาลชั้นต้นให้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในเรื่องการพิจารณาคดีและการส่งคำคู่ความและเอกสารให้ครบถ้วนก่อน ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามข้อนี้ฟังขึ้น สำหรับที่ผู้คัดค้านทั้งสามฎีกาว่า สำเนาหนังสือแจ้งประกาศของศาลชั้นต้นเป็นเอกสารที่ส่งเข้ามาในสำนวนโดยพยานผู้ร้องมิได้เบิกความยืนยันว่าเป็นเอกสารที่เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งประกาศให้ผู้คัดค้านทั้งสามทราบ และสถานีตำรวจภูธรเมืองนครศรีธรรมราชที่เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินให้นำสำเนาประกาศศาลแพ่งไปปิดไว้ในส่วนการดำเนินการตามข้อ 2 ไม่ใช่สถานีตำรวจท้องที่ที่ทรัพย์สินในคดีนี้ตั้งอยู่นั้น เห็นว่า นางสาวทิพย์วรรณพยานผู้ร้องเบิกความว่า เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องในคดีนี้แล้ว ได้แจ้งประกาศศาลแพ่งตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 วรรคห้า ให้แก่ผู้คัดค้านทั้งสามและนายณัฏฐ์โดยส่งทางไปรษณีย์ไปยังภูมิลำเนาของบุคคลดังกล่าว นอกจากนี้ยังปิดประกาศ ณ สถานีตำรวจที่ทรัพย์สินตั้งอยู่และปิดประกาศที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ประกาศศาลแพ่งที่ผู้ร้องส่งให้แก่ผู้คัดค้านทั้งสาม จากคำเบิกความดังกล่าวถือว่านางสาวทิพย์วรรณพยานผู้ร้องเบิกความถึงความเป็นมาของการที่เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินขอให้ปิดประกาศศาลแพ่ง ณ สถานีตำรวจที่ทรัพย์สินตั้งอยู่แล้ว และเมื่อพิจารณาสำเนาหนังสือสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เรื่องขอความร่วมมือปิดประกาศศาลแพ่ง ลงวันที่ 28 มีนาคม 2559 จำนวน 10 ฉบับแล้ว ปรากฏว่าเป็นหนังสือที่พันตำรวจโทณรงค์ฤทธิ์ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองคดี 2 ปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินออกหนังสือสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินไปถึงผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรในจังหวัดขอนแก่น 4 แห่ง ได้แก่ สถานีตำรวจภูธรชุมแพ สถานีตำรวจภูธรหนองเรือ สถานีตำรวจภูธรสีชมพู และสถานีตำรวจภูธรพระยืน ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรในจังหวัดชัยภูมิ 5 แห่ง ได้แก่ สถานีตำรวจภูธรภูเขียว สถานีตำรวจภูธรเกษตรสมบูรณ์ สถานีตำรวจภูธรบ้านแท่น สถานีตำรวจภูธรบ้านเป้า และสถานีตำรวจภูธรคอนสาร และผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรในจังหวัดหนองบัวลำภู 1 แห่ง คือสถานีตำรวจภูธรศรีบุญเรือง ขอให้ปิดสำเนาประกาศศาลแพ่งตามคดีหมายเลขดำฟอกเงิน ฟ.11/2559 จำนวน 17 แผ่น ไว้ที่สถานีตำรวจแต่ละแห่งดังกล่าว รวมทั้งเมื่อพิจารณาสำเนาแบบตอบรับการดำเนินการปิดประกาศ จำนวน 6 ฉบับแล้ว ปรากฏว่าเป็นหนังสือที่สถานีตำรวจ 6 แห่ง ได้แก่ สถานีตำรวจภูธรเกษตรสมบูรณ์ สถานีตำรวจภูธรบ้านแท่น สถานีตำรวจภูธรบ้านเป้า สถานีตำรวจภูธรคอนสาร สถานีตำรวจภูธรพระยืน และสถานีตำรวจภูธรศรีบุญเรืองตอบกลับมายังเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินว่าสถานีตำรวจทั้ง 6 แห่ง ได้ปิดสำเนาประกาศศาลแพ่งดังกล่าวให้ตามความประสงค์เรียบร้อยแล้ว เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารราชการและจัดทำขึ้นจากหลายหน่วยงานย่อมมีน้ำหนักรับฟังได้ จึงฟังได้ว่า เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินจัดให้ปิดสำเนาประกาศของศาลดังกล่าวไว้ที่สถานีตำรวจท้องที่ที่ทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่เท่าที่ทำได้และเพียงพอที่จะทำให้ผู้ซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของหรือมีส่วนได้เสียในทรัพย์สินทราบและใช้สิทธิโต้แย้งคัดค้านได้ เป็นการดำเนินการที่ชอบตามมาตรา 49 วรรคห้าแล้ว ส่วนกรณีที่เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งสำเนาประกาศศาลแพ่งไปปิดที่สถานีตำรวจภูธรเมืองนครศรีธรรมราชซึ่งไม่ใช่สถานีตำรวจท้องที่ที่ทรัพย์สินในคดีนี้ตั้งอยู่นั้น เอกสารการส่งสำเนาประกาศและการปิดสำเนาประกาศศาลแพ่งดังกล่าวเป็นกรณีการดำเนินการในคดีหมายเลขดำฟอกเงิน ฟ.15/2559 ซึ่งเป็นคดีอื่นไม่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ เอกสารดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความผิดพลาดสับสนในการอ้างพยานหลักฐาน ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่ผู้คัดค้านทั้งสามฎีกาว่า ศาลอาญามีคำพิพากษายกฟ้องคดีที่พนักงานอัยการฟ้องขอให้ลงโทษผู้คัดค้านทั้งสามในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ซึ่งเป็นความผิดมูลฐาน ย่อมส่งผลให้ศาลยกคำร้องที่ขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินในคดีนี้ได้นั้น เมื่อได้วินิจฉัยเรื่องการส่งหนังสือตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 วรรคห้ามาแล้วข้างต้น กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาข้อนี้ของผู้คัดค้านทั้งสามอีก เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง พิพากษากลับว่า ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาไต่สวนคำร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินของศาลชั้นต้น และยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งให้ทรัพย์สิน บัญชีเงินฝาก 22 รายการ และที่ดิน 5 รายการ รวมราคา 35,703,103.32 บาท พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน ให้ศาลชั้นต้นแจ้งกำหนดนัดไต่สวนคำร้องใหม่ให้ผู้คัดค้านทั้งสามและผู้อื่นซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของหรือมีส่วนได้เสียในทรัพย์สินทราบ เพื่อให้ผู้คัดค้านทั้งสามและผู้อื่นนั้นมีโอกาสยื่นคำคัดค้าน จากนั้นให้ศาลชั้นต้นพิจารณาไต่สวนและมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ (เรวัตร สกุลคล้อย-เสรี เพศประเสริฐ-นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ) ศาลแพ่ง - นางสาวจรรยา สีเจริญ ศาลอุทธรณ์ - นายประทีป เหมือนเตย แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ปค.5/2563 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
649862
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นางสาวจรรยา สีเจริญ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายประทีป เหมือนเตย"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081949868"
    }
}
date
2563
deka_no
8368/2563
deka_running_no
8368
deka_year
2563
department
แผนก
judges
[
    "เรวัตร สกุลคล้อย",
    "เสรี เพศประเสริฐ",
    "นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 73 ทวิ",
            "ม. 74",
            "ม. 76",
            "ม. 77",
            "ม. 170"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542",
        "sections": [
            "ม. 49 วรรคห้า",
            "ม. 59 วรรคหนึ่ง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ.2477",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ไปรษณีย์ พ.ศ.2477",
        "sections": [
            "ม. 22"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475",
        "sections": [
            "ม. 3"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชกฤษฎีกากำหนดอำนาจ สิทธิ และประโยชน์ของบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด พ.ศ.2546",
        "law_abbr": "พ.ร.ฎ.กำหนดอำนาจ สิทธิ และประโยชน์ของบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด พ.ศ.2546",
        "sections": [
            "ม. 6"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประกาศคณะกรรมการกิจการไปรษณีย์ เรื่อง ให้ใช้ไปรษณียนิเทศ พ.ศ. 2557",
        "law_abbr": "ประกาศคณะกรรมการกิจการไปรษณีย์ เรื่อง ให้ใช้ไปรษณียนิเทศ พ.ศ. 2557",
        "sections": []
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "ผู้คัดค้าน",
        "name": "นาง ศ. กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทรัพย์สิน บัญชีเงินฝาก 22 รายการ และที่ดิน 5 รายการ รวมราคา 35,703,103.32 บาท ตามบัญชีทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินรายนางศรัณยากับพวกพร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คดีถึงที่สุดแล้ว

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2560 ผู้คัดค้านทั้งสามต่างยื่นคำร้องคนละ 1 ฉบับ ใจความทำนองเดียวกันว่า ผู้คัดค้านทั้งสามมีภูมิลำเนาอยู่ที่ตำบลชุมแพ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ผู้คัดค้านทั้งสามไม่ทราบว่าผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสามตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจากบุคคลที่เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งประกาศของศาลชั้นต้น (ประกาศศาลแพ่ง) ให้คือนายผนิกร และนางเหนียว ซึ่งไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินที่ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดิน ประกาศของศาลชั้นต้นที่เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินอ้างว่าได้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 วรรคห้า ประกอบมาตรา 51 มิใช่ประกาศของศาลชั้นต้นในคดีนี้ แต่เป็นประกาศในคดีหมายเลขดำที่ ฟ.15/2559 สถานีตำรวจที่เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินอ้างว่าได้ดำเนินการ (น่าจะหมายถึงปิดสำเนาประกาศศาลแพ่ง) เป็นสถานีตำรวจภูธรเมืองนครศรีธรรมราชซึ่งไม่ใช่สถานีตำรวจท้องที่ซึ่งทรัพย์สินตั้งอยู่ สถานีตำรวจท้องที่ซึ่งทรัพย์สินตั้งอยู่คือสถานีตำรวจภูธรชุมแพ ส่วนหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ที่ลงประกาศของศาลชั้นต้นในคดีนี้ก็มิใช่หนังสือพิมพ์ที่มีจำหน่ายในท้องที่อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น อันเป็นภูมิลำเนาของผู้คัดค้านทั้งสาม การดำเนินการไม่ถูกต้องดังกล่าวปรากฏแล้วในชั้นไต่สวนของศาลชั้นต้น การที่ศาลชั้นต้นไต่สวนพยานตามคำร้องของผู้ร้องต่อไปและมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสามตกเป็นของแผ่นดินจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ และไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 วรรคห้า ประกอบมาตรา 51 ผู้คัดค้านทั้งสามถูกพนักงานอัยการฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน และความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ระหว่างสืบพยานโจทก์ในคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2560 ทนายความของโจทก์ร่วมอ้างคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสามตกเป็นของแผ่นดินเป็นพยานเอกสาร ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จึงให้ผู้คัดค้านที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรสาวมาขอดูสำนวนคดีนี้เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2560 จึงทราบว่าผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสามตกเป็นของแผ่นดินโดยเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดำเนินการไม่ถูกต้องและศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบดังกล่าว และเป็นเหตุให้ผู้คัดค้านทั้งสามไม่อาจยื่นคำคัดค้านเข้ามาในคดีได้ ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตั้งแต่วันนัดไต่สวนคำร้องเป็นต้นไป

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งรับฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559 ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสามรวม 27 รายการ รวมราคาประเมิน 35,703,103.32 บาท พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน และให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหาย 45 ราย รวม 54 รายการ รวมราคาประเมิน 17,715,000 บาท พร้อมกันนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินรวม 81 รายการ ของผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกไว้ชั่วคราวเป็นการด่วนตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 55 ศาลชั้นต้นรับคำร้องคดีนี้ไว้เป็นคดีหมายเลขดำที่ ฟ.11/2559 แล้วไต่สวนคำร้องที่ขอให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้นไว้ชั่วคราวในวันนั้น และมีคำสั่งในวันเดียวกันให้อายัดทรัพย์สินดังกล่าวไว้ชั่วคราวแล้วมีหมายไปยังเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินแจ้งคำสั่งอายัดทรัพย์สินดังกล่าวให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ ซึ่งนางสาวทิพย์วรรณ พนักงานสืบสวนชำนาญการพิเศษ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการส่วนปฏิบัติการคดี 2 กองคดี 2 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินลงลายมือชื่อรับหมายไปในวันนั้นแล้วตามสำเนาหมายอายัดชั่วคราวเอกสารสารบาญอันดับที่ 11 ในสำนวน จากนั้นศาลชั้นต้นออกประกาศศาลแพ่ง เรื่องร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินคดีหมายเลขดำฟอกเงิน ฟ.11/2559 ระบุนัดไต่สวนคำร้องวันที่ 16 พฤษภาคม 2559 เวลา 9 นาฬิกา ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลแพ่งส่งประกาศศาลแพ่งดังกล่าวไปให้หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ที่มีจำหน่ายแพร่หลายในราชอาณาจักรและในท้องถิ่นลงประกาศศาลแพ่งดังกล่าว 2 วัน รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งทำการแทนอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งมีหนังสือและส่งสำเนาประกาศศาลแพ่งดังกล่าวและสำเนาบัญชีทรัพย์สินรวม 3 ชุด ไปให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดำเนินการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 วรรคห้า จากนั้นสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งสำเนาหมายอายัดชั่วคราว สำเนารายงานกระบวนพิจารณา สำเนาคำสั่ง และสำเนาบัญชีทรัพย์สินที่อายัดชั่วคราวให้แก่ผู้คัดค้านทั้งสามและนายณัฏฐ์ ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ โดยส่งให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ที่บ้านเลขที่ 87 หมู่ที่ 1 ตำบลไชยสอ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ส่งให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 ที่บ้านเลขที่ 2/24 หมู่ที่ 10 ตำบลไชยสอ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ส่งให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 ที่บ้านเลขที่ 1216 หมู่ที่ 1 ตำบลชุมแพ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น และส่งให้แก่นายณัฏฐ์ที่บ้านเลขที่ 2/24 หมู่ที่ 10 ตำบลไชยสอ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น แต่ไม่สามารถส่งได้เพราะบ้านปิด และผู้คัดค้านทั้งสามและนายณัฏฐ์ไม่ไปรับไปรษณีย์ดังกล่าว ณ ที่ทำการไปรษณีย์ภายในกำหนด นางสาวทิพย์วรรณจึงมอบหมายให้นายพิเชฐ และนายชัยวัฒน์ ไปปิดหมายอายัดชั่วคราวที่บ้านสามหลังดังกล่าวโดยมีเจ้าพนักงานตำรวจไปด้วย ต่อมาเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2559 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งหนังสือแจ้งประกาศศาลแพ่งและสำเนาประกาศศาลแพ่งให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 และนายณัฏฐ์ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ โดยส่งให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ที่บ้านเลขที่ 87 หมู่ที่ 1 ตำบลไชยสอ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ส่งให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 ที่บ้านเลขที่ 2/24 หมู่ที่ 10 ตำบลไชยสอ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น และส่งให้แก่นายณัฏฐ์ที่บ้านเลขที่ 2/24 หมู่ที่ 10 ตำบลไชยสอ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น แต่ไม่สามารถส่งได้เพราะบ้านปิด และผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 และนายณัฏฐ์ไม่ไปรับไปรษณีย์ดังกล่าว ณ ที่ทำการไปรษณีย์ภายในกำหนด จากนั้นกรรมการบริหารบริษัทสารสู่อนาคต จำกัด ผู้ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์มีหนังสือถึงผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลแพ่งว่าหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ลงประกาศศาลแพ่งดังกล่าวในวันที่ 4 เมษายน 2559 และวันที่ 5 เมษายน 2559 แล้ว ผู้คัดค้านทั้งสามไม่ยื่นคำคัดค้าน หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2559 ศาลชั้นต้นจึงไต่สวนพยานหลักฐานไปฝ่ายเดียวแล้วมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามว่า เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดำเนินการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 วรรคห้า โดยชอบแล้วหรือไม่ และมีเหตุให้ต้องเพิกถอนการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ไต่สวนและมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสามตกเป็นของแผ่นดินหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "... ในกรณีที่ปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าทรัพย์สินใดเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ให้เลขาธิการส่งเรื่องให้พนักงานอัยการพิจารณาเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินโดยเร็ว" และวรรคห้าบัญญัติว่า "เมื่อศาลรับคำร้องที่พนักงานอัยการยื่นต่อศาลแล้ว ให้ศาลสั่งให้ปิดประกาศไว้ที่ศาลนั้น และประกาศอย่างน้อยสองวันติดต่อกันในหนังสือพิมพ์ที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่นเพื่อให้ผู้ซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของหรือมีส่วนได้เสียในทรัพย์สินมายื่นคำร้องขอก่อนศาลมีคำสั่งกับให้ศาลสั่งให้ส่งสำเนาประกาศไปยังเลขาธิการเพื่อปิดประกาศไว้ที่สำนักงานและสถานีตำรวจท้องที่ที่ทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่และถ้ามีหลักฐานแสดงว่าผู้ใดอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของหรือมีส่วนได้เสียในทรัพย์สิน ก็ให้เลขาธิการมีหนังสือแจ้งให้ผู้นั้นทราบ เพื่อใช้สิทธิดังกล่าว การแจ้งนั้นให้แจ้งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับตามที่อยู่ครั้งหลังสุดของผู้นั้นเท่าที่ปรากฏในหลักฐาน" จากบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่า เมื่อศาลรับคำร้องที่พนักงานอัยการยื่นขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินแล้ว กฎหมายกำหนดหน้าที่ของศาลและเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินให้ดำเนินการไว้ในขั้นตอนที่ต่างกัน โดยกำหนดหน้าที่ของศาลให้ดำเนินการดังนี้

1. ให้ศาลสั่งให้ปิดประกาศไว้ที่ศาลที่รับคำร้องนั้น

2. ลงประกาศในหนังสือพิมพ์ที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่นอย่างน้อยสองวันติดต่อกันเพื่อให้ผู้ซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของหรือมีส่วนได้เสียในทรัพย์สินมายื่นคำร้องขอ (คำคัดค้าน) ก่อนศาลมีคำสั่งว่าจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินหรือไม่

3. ส่งสำเนาประกาศไปยังเลขาธิการเพื่อปิดประกาศไว้ที่สำนักงานและสถานีตำรวจท้องที่ที่ทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่

ในสามข้อนี้ผู้คัดค้านทั้งสามไม่ได้ฎีกาคัดค้านจึงฟังเป็นยุติว่า ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนนี้ชอบแล้ว ส่วนเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กฎหมายบัญญัติว่าเมื่อได้รับสำเนาประกาศจากศาลแล้วให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมีหน้าที่ 3 ประการ ดังนี้

1. ปิดสำเนาประกาศของศาลดังกล่าวไว้ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

2. จัดให้ปิดสำเนาประกาศของศาลดังกล่าวไว้ที่สถานีตำรวจท้องที่ที่ทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่

3. ถ้ามีหลักฐานแสดงว่าผู้ใดอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของหรือมีส่วนได้เสียในทรัพย์สิน ก็ให้เลขาธิการมีหนังสือแจ้งให้ผู้นั้นทราบ เพื่อใช้สิทธิดังกล่าว การแจ้งนั้นให้แจ้งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับตามที่อยู่ครั้งหลังสุดของผู้นั้นเท่าที่ปรากฏในหลักฐาน

การดำเนินการของเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในข้อ 1 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งจึงฟังเป็นยุติว่า เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดำเนินการตามข้อ 1 ถูกต้องแล้ว ส่วนการดำเนินการตามข้อ 2 และข้อ 3 ผู้คัดค้านทั้งสามยังฎีกาโต้แย้งอยู่

ปัญหาที่ผู้คัดค้านทั้งสามฎีกาว่า พนักงานไปรษณีย์ไม่สามารถส่งไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับดังกล่าวให้แก่ผู้คัดค้านทั้งสามตามจ่าหน้าได้ และไม่มีผู้มารับไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับดังกล่าว ณ ที่ทำการไปรษณีย์ภายในกำหนด ถือไม่ได้ว่าเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมีหนังสือแจ้งให้ผู้คัดค้านทั้งสามทราบโดยชอบแล้วนั้น เห็นว่า การดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินเช่นในคดีนี้ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 59 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 170 วรรคสอง บัญญัติว่า "...การฟ้อง การพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในศาลชั้นต้น นอกจากจะต้องบังคับตามบทบัญญัติทั่วไปแห่งภาค 1 แล้ว ให้บังคับตามบทบัญญัติในลักษณะนี้ด้วย" ซึ่งมีความหมายว่า การพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในศาลชั้นต้นจะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติทั่วไปของมาตรา 1 ถึงมาตรา 169/3 และมาตรา 170 ถึงมาตรา 188 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งรวมถึงการยื่นและการส่งคำคู่ความและเอกสารตามมาตรา 67 ถึงมาตรา 83 อัฎฐ ด้วย กรณีนี้เมื่อภายหลังจากศาลรับคำร้องที่พนักงานอัยการผู้ร้องยื่นต่อศาลแล้ว เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินต้องมีหนังสือแจ้งให้ผู้คัดค้านทั้งสามรวมทั้งนายณัฏฐ์ ซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของหรือมีส่วนได้เสียในทรัพย์สินทราบเพื่อใช้สิทธิยื่นคำร้องคัดค้าน ซึ่งเมื่อคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแล้ว การส่งหนังสือของเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดังกล่าวจึงเป็นการส่งคำคู่ความหรือเอกสารในการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นประการหนึ่ง เพียงแต่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 บัญญัติกำหนดไว้โดยเฉพาะให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเป็นผู้ดำเนินการส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ทั้งยังบัญญัติไว้เป็นพิเศษว่าให้ส่งไปยังที่อยู่ครั้งสุดท้ายของผู้นั้นเท่าที่ปรากฏในหลักฐาน การส่งจึงไม่จำต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 73 ทวิ ซึ่งบัญญัติให้นำมาตรา 74 มาตรา 76 และมาตรา 77 มาใช้บังคับโดยอนุโลม อันเป็นกฎเกณฑ์ของการส่งคำคู่ความโดยทั่วไป ได้แก่ ไม่ต้องส่ง ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของผู้นั้น และกรณีไม่พบผู้นั้น การส่งเอกสารให้บุคคลซึ่งอยู่หรือทำการงานในบ้านเรือนหรือสำนักทำการงานของผู้นั้น ไม่จำต้องเป็นบุคคลที่มีอายุเกิน 20 ปีเท่านั้น ทั้งนี้ การส่งหนังสือของเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับย่อมมีผลเป็นการส่งตามหลักเกณฑ์การนำจ่ายสิ่งของทางไปรษณีย์ที่กำหนดในไปรษณียนิเทศ พ.ศ.2557 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะมีการส่งหนังสือทางไปรษณีย์ในคดีนี้ ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติไปรษณีย์ พุทธศักราช 2477 และโดยอำนาจของคณะกรรมการกิจการไปรษณีย์ ตามมาตรา 6 แห่งพระราชกฤษฎีกากำหนดอำนาจ สิทธิ และประโยชน์ของบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด พ.ศ.2546 ซึ่งกำหนดให้ต้องนำจ่ายด้วยการส่งมอบหนังสือให้แก่ผู้รับที่มีชื่อระบุอยู่บนจ่าหน้า หรือผู้ได้รับมอบฉันทะจากผู้รับหรือผู้แทนของผู้รับ โดยต้องนำจ่าย ณ ที่ทำการหรือ ณ ที่อยู่ของผู้รับตามไปรษณียนิเทศ พ.ศ.2557 ข้อ 59 ถึงข้อ 63 ดังนั้น การส่งหนังสือของเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินไปยังผู้คัดค้านทั้งสามและนายณัฏฐ์ที่ส่งไม่ได้เพราะบ้านปิดและไม่มีผู้มารับที่ที่ทำการไปรษณีย์ในกำหนดเวลา อันเป็นการนำจ่ายให้แก่ผู้รับไม่ได้และพนักงานไปรษณีย์ต้องส่งหนังสือคืนผู้ฝากตามข้อ 64 นั้น จึงถือไม่ได้ว่าได้มีการส่งหนังสือนั้นให้แก่ผู้คัดค้านทั้งสามและนายณัฏฐ์ตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 วรรคห้า กรณีจึงไม่จำต้องพิจารณาว่าการส่งหนังสือให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 ไปยังที่อยู่ซึ่งไม่ใช่ที่อยู่ตามหลักฐานทะเบียนราษฎรนั้นชอบหรือไม่ ซึ่งเมื่อมีข้อขัดข้องในการดำเนินการส่งหนังสือแก่ผู้มีส่วนได้เสียตามที่มาตรา 49 วรรคห้ากำหนด อันเป็นข้อขัดข้องในการส่งคำคู่ความและเอกสารตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จึงชอบที่เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินจะแจ้งให้ผู้ร้องแถลงต่อศาลชั้นต้นเพื่อมีคำสั่งให้ดำเนินการส่งโดยวิธีอื่นใดตามที่กำหนดในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งต่อไป การที่ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนคำร้องของผู้ร้องไปและมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตามคำร้อง โดยยังมิได้ดำเนินการส่งหนังสือให้ผู้คัดค้านทั้งสามและนายณัฏฐ์เพื่อใช้สิทธิคัดค้าน จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณาในส่วนของการยื่น และการส่งคำคู่ความและเอกสาร เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ทั้งข้อเท็จจริงปรากฏว่าสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินไม่เคยส่งเอกสารใดตั้งแต่ในชั้นตรวจสอบรายงานและข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรม และชั้นอายัดชั่วคราวตามคำสั่งของศาลชั้นต้นให้ผู้คัดค้านทั้งสามและนายณัฏฐ์ได้ด้วยเหตุที่บ้านปิดตลอดมา ผู้คัดค้านทั้งสามและนายณัฏฐ์จึงไม่มีพฤติการณ์ไม่สุจริตหลีกเลี่ยงไม่รับหนังสือที่เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดำเนินการส่งให้ ส่วนที่ศาลชั้นต้นลงประกาศคำร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินในหนังสือพิมพ์นั้น เป็นการประกาศให้บุคคลภายนอกอื่นที่อาจอ้างว่าเป็นเจ้าของหรือมีส่วนได้เสียในทรัพย์สินที่ขอให้ตกเป็นของแผ่นดินได้ทราบ เพื่อยื่นคำคัดค้านเข้ามาในคดี มิได้หมายถึงผู้คัดค้านทั้งสามกับพวก ซึ่งจะถือว่าผู้คัดค้านทั้งสามและนายณัฏฐ์ทราบคำร้องของผู้ร้องหาได้ไม่ จึงเป็นการที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบดังที่ผู้คัดค้านทั้งสามฎีกา มีเหตุอันสมควรที่ศาลฎีกาจะย้อนสำนวนคืนศาลชั้นต้นให้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในเรื่องการพิจารณาคดีและการส่งคำคู่ความและเอกสารให้ครบถ้วนก่อน ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามข้อนี้ฟังขึ้น

สำหรับที่ผู้คัดค้านทั้งสามฎีกาว่า สำเนาหนังสือแจ้งประกาศของศาลชั้นต้นเป็นเอกสารที่ส่งเข้ามาในสำนวนโดยพยานผู้ร้องมิได้เบิกความยืนยันว่าเป็นเอกสารที่เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งประกาศให้ผู้คัดค้านทั้งสามทราบ และสถานีตำรวจภูธรเมืองนครศรีธรรมราชที่เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินให้นำสำเนาประกาศศาลแพ่งไปปิดไว้ในส่วนการดำเนินการตามข้อ 2 ไม่ใช่สถานีตำรวจท้องที่ที่ทรัพย์สินในคดีนี้ตั้งอยู่นั้น เห็นว่า นางสาวทิพย์วรรณพยานผู้ร้องเบิกความว่า เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องในคดีนี้แล้ว ได้แจ้งประกาศศาลแพ่งตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 วรรคห้า ให้แก่ผู้คัดค้านทั้งสามและนายณัฏฐ์โดยส่งทางไปรษณีย์ไปยังภูมิลำเนาของบุคคลดังกล่าว นอกจากนี้ยังปิดประกาศ ณ สถานีตำรวจที่ทรัพย์สินตั้งอยู่และปิดประกาศที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ประกาศศาลแพ่งที่ผู้ร้องส่งให้แก่ผู้คัดค้านทั้งสาม จากคำเบิกความดังกล่าวถือว่านางสาวทิพย์วรรณพยานผู้ร้องเบิกความถึงความเป็นมาของการที่เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินขอให้ปิดประกาศศาลแพ่ง ณ สถานีตำรวจที่ทรัพย์สินตั้งอยู่แล้ว และเมื่อพิจารณาสำเนาหนังสือสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เรื่องขอความร่วมมือปิดประกาศศาลแพ่ง ลงวันที่ 28 มีนาคม 2559 จำนวน 10 ฉบับแล้ว ปรากฏว่าเป็นหนังสือที่พันตำรวจโทณรงค์ฤทธิ์ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองคดี 2 ปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินออกหนังสือสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินไปถึงผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรในจังหวัดขอนแก่น 4 แห่ง ได้แก่ สถานีตำรวจภูธรชุมแพ สถานีตำรวจภูธรหนองเรือ สถานีตำรวจภูธรสีชมพู และสถานีตำรวจภูธรพระยืน ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรในจังหวัดชัยภูมิ 5 แห่ง ได้แก่ สถานีตำรวจภูธรภูเขียว สถานีตำรวจภูธรเกษตรสมบูรณ์ สถานีตำรวจภูธรบ้านแท่น สถานีตำรวจภูธรบ้านเป้า และสถานีตำรวจภูธรคอนสาร และผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรในจังหวัดหนองบัวลำภู 1 แห่ง คือสถานีตำรวจภูธรศรีบุญเรือง ขอให้ปิดสำเนาประกาศศาลแพ่งตามคดีหมายเลขดำฟอกเงิน ฟ.11/2559 จำนวน 17 แผ่น ไว้ที่สถานีตำรวจแต่ละแห่งดังกล่าว รวมทั้งเมื่อพิจารณาสำเนาแบบตอบรับการดำเนินการปิดประกาศ จำนวน 6 ฉบับแล้ว ปรากฏว่าเป็นหนังสือที่สถานีตำรวจ 6 แห่ง ได้แก่ สถานีตำรวจภูธรเกษตรสมบูรณ์ สถานีตำรวจภูธรบ้านแท่น สถานีตำรวจภูธรบ้านเป้า สถานีตำรวจภูธรคอนสาร สถานีตำรวจภูธรพระยืน และสถานีตำรวจภูธรศรีบุญเรืองตอบกลับมายังเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินว่าสถานีตำรวจทั้ง 6 แห่ง ได้ปิดสำเนาประกาศศาลแพ่งดังกล่าวให้ตามความประสงค์เรียบร้อยแล้ว เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารราชการและจัดทำขึ้นจากหลายหน่วยงานย่อมมีน้ำหนักรับฟังได้ จึงฟังได้ว่า เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินจัดให้ปิดสำเนาประกาศของศาลดังกล่าวไว้ที่สถานีตำรวจท้องที่ที่ทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่เท่าที่ทำได้และเพียงพอที่จะทำให้ผู้ซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของหรือมีส่วนได้เสียในทรัพย์สินทราบและใช้สิทธิโต้แย้งคัดค้านได้ เป็นการดำเนินการที่ชอบตามมาตรา 49 วรรคห้าแล้ว ส่วนกรณีที่เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งสำเนาประกาศศาลแพ่งไปปิดที่สถานีตำรวจภูธรเมืองนครศรีธรรมราชซึ่งไม่ใช่สถานีตำรวจท้องที่ที่ทรัพย์สินในคดีนี้ตั้งอยู่นั้น เอกสารการส่งสำเนาประกาศและการปิดสำเนาประกาศศาลแพ่งดังกล่าวเป็นกรณีการดำเนินการในคดีหมายเลขดำฟอกเงิน ฟ.15/2559 ซึ่งเป็นคดีอื่นไม่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ เอกสารดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความผิดพลาดสับสนในการอ้างพยานหลักฐาน ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่ผู้คัดค้านทั้งสามฎีกาว่า ศาลอาญามีคำพิพากษายกฟ้องคดีที่พนักงานอัยการฟ้องขอให้ลงโทษผู้คัดค้านทั้งสามในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ซึ่งเป็นความผิดมูลฐาน ย่อมส่งผลให้ศาลยกคำร้องที่ขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินในคดีนี้ได้นั้น เมื่อได้วินิจฉัยเรื่องการส่งหนังสือตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 วรรคห้ามาแล้วข้างต้น กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาข้อนี้ของผู้คัดค้านทั้งสามอีก เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับว่า ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาไต่สวนคำร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินของศาลชั้นต้น และยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งให้ทรัพย์สิน บัญชีเงินฝาก 22 รายการ และที่ดิน 5 รายการ รวมราคา 35,703,103.32 บาท พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน ให้ศาลชั้นต้นแจ้งกำหนดนัดไต่สวนคำร้องใหม่ให้ผู้คัดค้านทั้งสามและผู้อื่นซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของหรือมีส่วนได้เสียในทรัพย์สินทราบ เพื่อให้ผู้คัดค้านทั้งสามและผู้อื่นนั้นมีโอกาสยื่นคำคัดค้าน จากนั้นให้ศาลชั้นต้นพิจารณาไต่สวนและมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000097.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ปค.5/2563
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2563