คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 353/2564 ฉบับเต็ม

#656657
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 353/2564 พนักงานอัยการจังหวัดน่าน (สาขาปัว) โจทก์ นาย ส. กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 90, มาตรา 91, มาตรา 265, มาตรา 268, มาตรา 335 ป.วิ.อ. มาตรา 226/3, มาตรา 227/1 คำรับของจำเลยทั้งสองแม้จะถือว่าเป็นคำรับอันเป็นปฏิปักษ์ต่อผลประโยชน์ของจำเลยทั้งสองและสามารถใช้ยันจำเลยทั้งสองในชั้นพิจารณาของศาลได้ก็ตาม แต่โจทก์ต้องมีพยานหลักฐานอื่นมาประกอบให้มั่นคงว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้กระทำผิดตามคำรับด้วยจึงจะลงโทษจำเลยทั้งสองได้ แม้จำเลยที่ 2 ปลอมใบส่งสินค้าและนำใบส่งสินค้าปลอมไปใช้ภายหลังจากที่จำเลยที่ 2 ได้ลักทรัพย์ของนายจ้างสำเร็จไปแล้ว แต่ก็เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกัน โดยจำเลยที่ 2 มีเจตนาที่จะนำเอกสารปลอมที่ทำขึ้นไปใช้เป็นหลักฐานเพื่อปกปิดการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ที่ตนก่อขึ้น ความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมกับความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างจึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกัน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตาม ป.อ. มาตรา 90 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 334, 335, 261, 265, 268 ริบใบส่งสินค้าปลอมของกลาง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินที่ผู้เสียหายยังไม่ได้รับคืน 488,254 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามมาตรา 265, 268 วรรคแรก การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้าง จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 4 ปี รวม 21 กระทง เป็นจำคุก 84 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 4 ปี รวม 29 กระทงเป็นจำคุก 116 ปี ฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 วรรคแรก (ที่ถูก มาตรา 265) แต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 2 ปีรวม 4 กระทง เป็นจำคุก 8 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 2 ทั้งสิ้น 124 ปี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี และคงให้จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินแก่ผู้เสียหาย 451,561บาท และให้จำเลยที่ 2 คืนเงินแก่ผู้เสียหาย 36,693 บาท คำขออื่นให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม) มาตรา 335 (11) วรรคแรก (เดิม) การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานลักทรัพย์นายจ้างกับฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานลักทรัพย์นายจ้าง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 8 ปี ให้จำเลยที่ 2 คืนเงินแก่ผู้เสียหาย 93,385 บาท ข้อหาและคำขออื่นสำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้จำเลยที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง กับความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ ความผิดทั้งสามฐานตามฟ้อง ข้อดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการแรกว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ และจำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คำรับของจำเลยทั้งสอง แม้จะถือว่าเป็นคำรับอันเป็นปฏิปักษ์ต่อผลประโยชน์ของจำเลยทั้งสองและสามารถใช้ยันจำเลยทั้งสองในชั้นพิจารณาของศาลได้ก็ตาม แต่โจทก์ต้องมีพยานหลักฐานอื่นมาประกอบให้มั่นคงว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้กระทำผิดตามคำรับด้วย จึงจะลงโทษจำเลยทั้งสองได้ ซึ่งแม้โจทก์จะมีนางสาวบุณยพรพนักงานบัญชีของผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความ แต่นางสาวบุณยพรก็เบิกความปากเดียวลอย ๆ โดยไม่มีพยานบุคคลหรือพยานเอกสารสนับสนุนให้เห็นว่าผู้เสียหายยังไม่ได้รับเงินค่าสินค้าจากลูกค้าทั้ง 18 ราย จริงดังที่อ้าง พยานหลักฐานโจทก์ข้างต้นจึงมีข้อพิรุธบกพร่องและไม่ได้ทำให้คำรับของจำเลยทั้งสองมีน้ำหนักมั่นคงขึ้นแต่อย่างใด ดังนี้ เมื่อข้อนำสืบของโจทก์ที่วินิจฉัยเป็นลำดับมา มีแต่คำรับของจำเลยทั้งสองโดยไม่มีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาแสดงให้เห็นว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้กระทำความผิด คดีจึงมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้อง และจำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้อง ดังที่โจทก์ฎีกาหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างตามฟ้องข้อดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างกับฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม หรือไม่เห็นว่า เอกสารสิทธิที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายขายมีอำนาจจัดทำในหน้าที่เพียงคนเดียว ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 จัดทำใบส่งสินค้ารายการเดียวกันซ้ำกัน โดยมีข้อความแตกต่างกัน และมีลายมือชื่อปลอมของผู้ที่เกี่ยวข้องอยู่ในเอกสารดังกล่าวโดยเจ้าของลายมือชื่อที่แท้จริงมิได้รู้เห็นยินยอมย่อมแสดงให้เห็นถึงข้อพิรุธอย่างชัดแจ้งของจำเลยที่ 2 ทั้งการที่จำเลยที่ 2 พิมพ์ใบส่งสินค้าซ้ำขึ้นมาโดยมีการแก้ไขข้อความในเอกสารและมีการลงลายมือชื่อปลอมของผู้ที่เกี่ยวข้อง ก็ทำให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยที่ 2 ว่าจะทำใบส่งสินค้าปลอมไปใช้ปกปิดการกระทำของตนที่ได้ลักเงินค่าสินค้าของผู้เสียหายไปนั่นเอง ส่วนที่จำเลยที่ 2 นำสืบว่า ใบส่งสินค้าสามารถสั่งพิมพ์ได้เพียงครั้งเดียว และหากจะสั่งพิมพ์ซ้ำครั้งต่อไประบบจะล็อกไว้โดยต้องขออนุญาตผู้บริหารของผู้เสียหายเสียก่อนจึงจะสั่งพิมพ์ได้นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 เบิกความปากเดียวโดยไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบหักล้างให้เห็นประจักษ์ จึงง่ายแก่การกล่าวอ้าง ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง กับฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม รวม 4 กระทง และให้จำเลยที่ 2 คืนเงินแก่ผู้เสียหาย 93,385 บาท มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการสุดท้ายมีว่า ความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมกับความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างตามฟ้องเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 ปลอมใบส่งสินค้าและนำใบส่งสินค้าปลอมไปใช้ภายหลังจากที่จำเลยที่ 2 ได้ลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างสำเร็จไปแล้วก็ตาม แต่ก็เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันโดยจำเลยที่ 2 มีเจตนาที่จะนำเอกสารปลอมที่ทำขึ้นไปใช้เป็นหลักฐานเพื่อปกปิดการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ที่ตนก่อขึ้น ดังนี้ ความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมกับความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างจึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกันอันเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดตามฟ้องข้อดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบใบส่งสินค้าปลอมของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5. (ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์-วินัย เรืองศรี-อุทัย โสภาโชติ) ศาลจังหวัดน่าน - นายภูมิเกียรติ วรรณแก้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายศุภลักษณ์ พิชญเวคิน แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2496/2563 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
656657
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดน่าน",
        "judge": "นายภูมิเกียรติ วรรณแก้ว"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 5",
        "judge": "นายศุภลักษณ์ พิชญเวคิน"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081949612"
    }
}
date
2564
deka_no
353/2564
deka_running_no
353
deka_year
2564
department
แผนก
judges
[
    "ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์",
    "วินัย เรืองศรี",
    "อุทัย โสภาโชติ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 90",
            "ม. 91",
            "ม. 265",
            "ม. 268",
            "ม. 335"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 226/3",
            "ม. 227/1"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดน่าน (สาขาปัว)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ส. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 334, 335, 261, 265, 268 ริบใบส่งสินค้าปลอมของกลาง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินที่ผู้เสียหายยังไม่ได้รับคืน 488,254 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามมาตรา 265, 268 วรรคแรก การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้าง จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 4 ปี รวม 21 กระทง เป็นจำคุก 84 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 4 ปี รวม 29 กระทงเป็นจำคุก 116 ปี ฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 วรรคแรก (ที่ถูก มาตรา 265) แต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 2 ปีรวม 4 กระทง เป็นจำคุก 8 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 2 ทั้งสิ้น 124 ปี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี และคงให้จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินแก่ผู้เสียหาย 451,561บาท และให้จำเลยที่ 2 คืนเงินแก่ผู้เสียหาย 36,693 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม) มาตรา 335 (11) วรรคแรก (เดิม) การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานลักทรัพย์นายจ้างกับฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานลักทรัพย์นายจ้าง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 8 ปี ให้จำเลยที่ 2 คืนเงินแก่ผู้เสียหาย 93,385 บาท ข้อหาและคำขออื่นสำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้จำเลยที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง กับความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ ความผิดทั้งสามฐานตามฟ้อง ข้อดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการแรกว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ และจำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คำรับของจำเลยทั้งสอง แม้จะถือว่าเป็นคำรับอันเป็นปฏิปักษ์ต่อผลประโยชน์ของจำเลยทั้งสองและสามารถใช้ยันจำเลยทั้งสองในชั้นพิจารณาของศาลได้ก็ตาม แต่โจทก์ต้องมีพยานหลักฐานอื่นมาประกอบให้มั่นคงว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้กระทำผิดตามคำรับด้วย จึงจะลงโทษจำเลยทั้งสองได้ ซึ่งแม้โจทก์จะมีนางสาวบุณยพรพนักงานบัญชีของผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความ แต่นางสาวบุณยพรก็เบิกความปากเดียวลอย ๆ โดยไม่มีพยานบุคคลหรือพยานเอกสารสนับสนุนให้เห็นว่าผู้เสียหายยังไม่ได้รับเงินค่าสินค้าจากลูกค้าทั้ง 18 ราย จริงดังที่อ้าง พยานหลักฐานโจทก์ข้างต้นจึงมีข้อพิรุธบกพร่องและไม่ได้ทำให้คำรับของจำเลยทั้งสองมีน้ำหนักมั่นคงขึ้นแต่อย่างใด ดังนี้ เมื่อข้อนำสืบของโจทก์ที่วินิจฉัยเป็นลำดับมา มีแต่คำรับของจำเลยทั้งสองโดยไม่มีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาแสดงให้เห็นว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้กระทำความผิด คดีจึงมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้อง และจำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้อง ดังที่โจทก์ฎีกาหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างตามฟ้องข้อดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างกับฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม หรือไม่เห็นว่า เอกสารสิทธิที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายขายมีอำนาจจัดทำในหน้าที่เพียงคนเดียว ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 จัดทำใบส่งสินค้ารายการเดียวกันซ้ำกัน โดยมีข้อความแตกต่างกัน และมีลายมือชื่อปลอมของผู้ที่เกี่ยวข้องอยู่ในเอกสารดังกล่าวโดยเจ้าของลายมือชื่อที่แท้จริงมิได้รู้เห็นยินยอมย่อมแสดงให้เห็นถึงข้อพิรุธอย่างชัดแจ้งของจำเลยที่ 2 ทั้งการที่จำเลยที่ 2 พิมพ์ใบส่งสินค้าซ้ำขึ้นมาโดยมีการแก้ไขข้อความในเอกสารและมีการลงลายมือชื่อปลอมของผู้ที่เกี่ยวข้อง ก็ทำให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยที่ 2 ว่าจะทำใบส่งสินค้าปลอมไปใช้ปกปิดการกระทำของตนที่ได้ลักเงินค่าสินค้าของผู้เสียหายไปนั่นเอง ส่วนที่จำเลยที่ 2 นำสืบว่า ใบส่งสินค้าสามารถสั่งพิมพ์ได้เพียงครั้งเดียว และหากจะสั่งพิมพ์ซ้ำครั้งต่อไประบบจะล็อกไว้โดยต้องขออนุญาตผู้บริหารของผู้เสียหายเสียก่อนจึงจะสั่งพิมพ์ได้นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 เบิกความปากเดียวโดยไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบหักล้างให้เห็นประจักษ์ จึงง่ายแก่การกล่าวอ้าง ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง กับฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม รวม 4 กระทง และให้จำเลยที่ 2 คืนเงินแก่ผู้เสียหาย 93,385 บาท มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการสุดท้ายมีว่า ความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมกับความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างตามฟ้องเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 ปลอมใบส่งสินค้าและนำใบส่งสินค้าปลอมไปใช้ภายหลังจากที่จำเลยที่ 2 ได้ลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างสำเร็จไปแล้วก็ตาม แต่ก็เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันโดยจำเลยที่ 2 มีเจตนาที่จะนำเอกสารปลอมที่ทำขึ้นไปใช้เป็นหลักฐานเพื่อปกปิดการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ที่ตนก่อขึ้น ดังนี้ ความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมกับความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างจึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกันอันเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดตามฟ้องข้อดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบใบส่งสินค้าปลอมของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000095.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2496/2563
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2564