คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 285/2563 ฉบับเต็ม

#656685
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 285/2563 พนักงานอัยการจังหวัดเวียงสระ โจทก์ นาย ป. จำเลย ป.อ. มาตรา 339 วรรคแรก, มาตรา 371 ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, มาตรา 215, มาตรา 225, มาตรา 227 วรรคสอง พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, มาตรา 72 วรรคสาม, มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 339, 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคารถจักรยานยนต์ 40,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานชิงทรัพย์โดยมีและใช้อาวุธปืน จำคุก 15 ปี ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 16 ปี 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 11 ปี ให้จำเลยคืนรถจักรยานยนต์หรือใช้ราคาทรัพย์ดังกล่าวเป็นเงิน 40,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2560 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา ขณะนายสัญญา ผู้เสียหาย ซึ่งประกอบอาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง ขับรถจักรยานยนต์ ไปซื้ออาหารที่ตลาดนัดหน้าอำเภอเคียนซา มีคนร้ายสวมหมวกไหมพรมปิดถึงหน้าผากยืนอยู่ริมถนนหน้าโรงเรียนเคียนซาเรียกผู้เสียหายให้หยุดรถ แล้วว่าจ้างผู้เสียหายให้ขับรถจักรยานยนต์ไปส่งที่บ้านกำนันขาว ระหว่างทางผู้เสียหายแวะจอดรถจักรยานยนต์หน้าร้านฮีโร่ยานยนต์ เพื่อสอบถามเกี่ยวกับป้ายทะเบียนรถจักรยานยนต์ คนร้ายจึงขอยืมรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายเพื่อขับไปดูแบตเตอรี่ที่ร้านจำหน่ายแบตเตอรี่ซึ่งอยู่ห่างประมาณ 500 เมตร ผู้เสียหายให้คนร้ายยืมรถจักรยานยนต์ไปและยืนรออยู่หน้าร้านฮีโร่ยานยนต์ ต่อมาประมาณ 10 นาที คนร้ายขับรถจักรยานยนต์กลับมา จากนั้นผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์มีคนร้ายนั่งซ้อนท้ายไปตามถนนปลายหริกและถนนเซาเทิร์นสาย 44 มุ่งหน้าไปทางจังหวัดกระบี่เพื่อไปส่งคนร้ายที่บ้านกำนันขาว เมื่อผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์มาถึงที่เกิดเหตุ คนร้ายใช้อาวุธจี้ด้านหลังผู้เสียหายแล้วเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไป ต่อมาเวลา 16.20 นาฬิกา ผู้เสียหายแจ้งความร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจเอกสมนึก พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเคียนซา วันที่ 2 มกราคม 2561 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้ในความผิดฐานอื่น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่าพยานหลักฐานโจทก์ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานดังกล่าว เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 8 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนความผิดฐานชิงทรัพย์โดยมีและใช้อาวุธปืนนั้น เห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน ผู้เสียหายมีโอกาสเห็นคนร้าย 2 ครั้ง ครั้งแรก ขณะคนร้ายยืนเรียกรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายแล้วว่าจ้างให้ผู้เสียหายไปส่งที่บ้านกำนันขาว และครั้งที่สอง ขณะคนร้ายพูดขอยืมรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายเพื่อขับไปดูแบตเตอรี่ โดยผู้เสียหายเบิกความตอบโจทก์ถามติงว่า ผู้เสียหายเห็นคนร้ายทั้งสองครั้งในระยะ 1 เมตร ดังนี้ แม้คนร้ายจะสวมใส่หมวกไหมพรมปิดถึงหน้าผาก แต่ก็มิได้บังใบหน้าแต่อย่างใด เชื่อว่าผู้เสียหายมีโอกาสเห็นและจดจำคนร้ายได้ว่าเป็นจำเลย ประกอบกับหลังเกิดเหตุ 8 วัน เมื่อผู้เสียหายพบจำเลยที่สถานีตำรวจภูธรเคียนซา ผู้เสียหายก็แจ้งต่อร้อยตำรวจเอกธานี ผู้จับกุมจำเลยว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ชิงทรัพย์ผู้เสียหายไป ตามคำเบิกความของผู้เสียหายและบันทึกคำให้การของร้อยตำรวจเอกธานี อันเป็นการสนับสนุนคำเบิกความของผู้เสียหายให้มีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น ฟังได้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ชิงทรัพย์รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไป ส่วนฎีกาของจำเลยข้ออื่น ๆ ที่คัดค้านว่าจำเลยไม่ใช่คนร้ายเป็นเพียงรายละเอียดไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยข้างต้น จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่าจำเลยมีและใช้อาวุธปืนในการชิงทรัพย์หรือไม่ ผู้เสียหายเบิกความว่า เมื่อจอดรถจักรยานยนต์ จำเลยลงจากรถและใช้อาวุธมีดหรืออาวุธปืนซึ่งผู้เสียหายไม่เห็นจี้ที่หลังผู้เสียหายขณะที่ผู้เสียหายนั่งอยู่บนรถจักรยานยนต์ แล้วบอกผู้เสียหายให้ลงจากรถจักรยานยนต์และไม่ให้ผู้เสียหายหันมามอง พร้อมพูดว่า ถ้าหันมามองจะยิง แต่ผู้เสียหายให้การชั้นสอบสวนว่า เมื่อผู้เสียหายจอดรถจักรยานยนต์แล้ว คนร้ายลงจากรถและชักอาวุธปืนจี้ด้านหลังผู้เสียหาย ผู้เสียหายหันไปมองจึงเห็นว่าคนร้ายถืออาวุธปืนลูกโม่สีขาว ยาวประมาณ 4 นิ้ว ในมือขวา จากนั้นคนร้ายพูดขู่ว่า อย่าหันหน้ามาทางนี้ หันไปทางกระบี่ ถ้าหันมาจะฆ่าให้ตาย แตกต่างกัน เมื่อขณะเกิดเหตุจำเลยใช้อาวุธจี้หลังผู้เสียหายในขณะที่ผู้เสียหายนั่งคร่อมอยู่บนรถจักรยานยนต์ การที่ผู้เสียหายจะหันไปมองอาวุธที่อยู่ด้านหลังในระยะประชิดตัวและในลักษณะเอี้ยวตัวย่อมไม่สามารถมองเห็นได้อย่างถนัดนัก ประกอบกับผู้เสียหายเบิกความและให้การตรงกันว่า เมื่อหันไปมอง คนร้ายก็ร้องห้ามในทันทีว่าไม่ให้หันไปมอง เชื่อว่าผู้เสียหายต้องเกิดความกลัวและไม่กล้าหันมองไปอีก ผู้เสียหายจึงมีเวลาหันไปมองอาวุธที่จำเลยใช้จี้หลังผู้เสียหายในระยะเวลาอันสั้นมาก ทำให้สงสัยว่าผู้เสียหายมีโอกาสเห็นอาวุธที่คนร้ายใช้จี้หลังผู้เสียหายว่าเป็นอาวุธปืนดังที่ให้การไว้ในชั้นสอบสวนหรือไม่ หรือเป็นเพียงความเข้าใจของผู้เสียหายเองว่าเป็นอาวุธปืน จึงฟังไม่ได้ว่าผู้เสียหายเห็นอาวุธที่จำเลยใช้จี้ชิงรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายว่าเป็นอาวุธปืน ประกอบกับเจ้าพนักงานตำรวจไม่สามารถตรวจยึดอาวุธปืนได้จากจำเลย พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงยังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยมีและใช้อาวุธปืนชิงรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคแรก เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์เป็นที่สงสัยว่า จำเลยมีและใช้อาวุธปืนในการชิงรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายหรือไม่ดังวินิจฉัยข้างต้น ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองและพาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แม้ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกฟ้องในความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาตได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และ 225 เพราะเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคแรก จำคุก 6 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 (เทพ อิงคสิทธิ์-ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์-พิสุทธิ์ ศรีขจร) ศาลจังหวัดเวียงสระ - นางชนิดาภา ปราบปราม ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายสหวิทย์ ธรรมสานุกุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2487/2562 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ817/2561 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ2997/2561 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
656685
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดเวียงสระ",
        "judge": "นางชนิดาภา ปราบปราม"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 8",
        "judge": "นายสหวิทย์ ธรรมสานุกุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081953235"
    }
}
date
2563
deka_no
285/2563
deka_running_no
285
deka_year
2563
department
แผนก
judges
[
    "เทพ อิงคสิทธิ์",
    "ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์",
    "พิสุทธิ์ ศรีขจร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 339 วรรคแรก",
            "ม. 371"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 185 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 215",
            "ม. 225",
            "ม. 227 วรรคสอง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490",
        "sections": [
            "ม. 7",
            "ม. 8 ทวิ วรรคหนึ่ง",
            "ม. 72 วรรคสาม",
            "ม. 72 ทวิ วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดเวียงสระ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ป."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 91, 339, 340 ตรี, 371

พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง

และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7,

8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคารถจักรยานยนต์ 40,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า

จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 371

พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72

วรรคสาม, 72 ทวิ

วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานชิงทรัพย์โดยมีและใช้อาวุธปืน จำคุก 15 ปี

ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน

หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ

ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 16 ปี 6 เดือน

ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ

ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 11 ปี

ให้จำเลยคืนรถจักรยานยนต์หรือใช้ราคาทรัพย์ดังกล่าวเป็นเงิน 40,000 บาท

แก่ผู้เสียหาย ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค

8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม

2560 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา ขณะนายสัญญา ผู้เสียหาย

ซึ่งประกอบอาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง ขับรถจักรยานยนต์ ไปซื้ออาหารที่ตลาดนัดหน้าอำเภอเคียนซา

มีคนร้ายสวมหมวกไหมพรมปิดถึงหน้าผากยืนอยู่ริมถนนหน้าโรงเรียนเคียนซาเรียกผู้เสียหายให้หยุดรถ

แล้วว่าจ้างผู้เสียหายให้ขับรถจักรยานยนต์ไปส่งที่บ้านกำนันขาว

ระหว่างทางผู้เสียหายแวะจอดรถจักรยานยนต์หน้าร้านฮีโร่ยานยนต์ เพื่อสอบถามเกี่ยวกับป้ายทะเบียนรถจักรยานยนต์

คนร้ายจึงขอยืมรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายเพื่อขับไปดูแบตเตอรี่ที่ร้านจำหน่ายแบตเตอรี่ซึ่งอยู่ห่างประมาณ

500 เมตร ผู้เสียหายให้คนร้ายยืมรถจักรยานยนต์ไปและยืนรออยู่หน้าร้านฮีโร่ยานยนต์ ต่อมาประมาณ 10 นาที คนร้ายขับรถจักรยานยนต์กลับมา จากนั้นผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์มีคนร้ายนั่งซ้อนท้ายไปตามถนนปลายหริกและถนนเซาเทิร์นสาย

44 มุ่งหน้าไปทางจังหวัดกระบี่เพื่อไปส่งคนร้ายที่บ้านกำนันขาว

เมื่อผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์มาถึงที่เกิดเหตุ

คนร้ายใช้อาวุธจี้ด้านหลังผู้เสียหายแล้วเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไป

ต่อมาเวลา 16.20 นาฬิกา ผู้เสียหายแจ้งความร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจเอกสมนึก

พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเคียนซา วันที่ 2 มกราคม 2561

เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้ในความผิดฐานอื่น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า

จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่

สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง

หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี

จึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่าพยานหลักฐานโจทก์ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานดังกล่าว

เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค

8 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว

ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนความผิดฐานชิงทรัพย์โดยมีและใช้อาวุธปืนนั้น เห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน

ผู้เสียหายมีโอกาสเห็นคนร้าย 2 ครั้ง ครั้งแรก ขณะคนร้ายยืนเรียกรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายแล้วว่าจ้างให้ผู้เสียหายไปส่งที่บ้านกำนันขาว

และครั้งที่สอง ขณะคนร้ายพูดขอยืมรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายเพื่อขับไปดูแบตเตอรี่

โดยผู้เสียหายเบิกความตอบโจทก์ถามติงว่า ผู้เสียหายเห็นคนร้ายทั้งสองครั้งในระยะ 1 เมตร ดังนี้

แม้คนร้ายจะสวมใส่หมวกไหมพรมปิดถึงหน้าผาก แต่ก็มิได้บังใบหน้าแต่อย่างใด เชื่อว่าผู้เสียหายมีโอกาสเห็นและจดจำคนร้ายได้ว่าเป็นจำเลย

ประกอบกับหลังเกิดเหตุ 8 วัน

เมื่อผู้เสียหายพบจำเลยที่สถานีตำรวจภูธรเคียนซา

ผู้เสียหายก็แจ้งต่อร้อยตำรวจเอกธานี ผู้จับกุมจำเลยว่า

จำเลยเป็นคนร้ายที่ชิงทรัพย์ผู้เสียหายไป ตามคำเบิกความของผู้เสียหายและบันทึกคำให้การของร้อยตำรวจเอกธานี

อันเป็นการสนับสนุนคำเบิกความของผู้เสียหายให้มีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น

ฟังได้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ชิงทรัพย์รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไป ส่วนฎีกาของจำเลยข้ออื่น ๆ

ที่คัดค้านว่าจำเลยไม่ใช่คนร้ายเป็นเพียงรายละเอียดไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยข้างต้น

จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่าจำเลยมีและใช้อาวุธปืนในการชิงทรัพย์หรือไม่

ผู้เสียหายเบิกความว่า

เมื่อจอดรถจักรยานยนต์

จำเลยลงจากรถและใช้อาวุธมีดหรืออาวุธปืนซึ่งผู้เสียหายไม่เห็นจี้ที่หลังผู้เสียหายขณะที่ผู้เสียหายนั่งอยู่บนรถจักรยานยนต์

แล้วบอกผู้เสียหายให้ลงจากรถจักรยานยนต์และไม่ให้ผู้เสียหายหันมามอง

พร้อมพูดว่า ถ้าหันมามองจะยิง แต่ผู้เสียหายให้การชั้นสอบสวนว่า เมื่อผู้เสียหายจอดรถจักรยานยนต์แล้ว

คนร้ายลงจากรถและชักอาวุธปืนจี้ด้านหลังผู้เสียหาย ผู้เสียหายหันไปมองจึงเห็นว่าคนร้ายถืออาวุธปืนลูกโม่สีขาว ยาวประมาณ 4

นิ้ว ในมือขวา จากนั้นคนร้ายพูดขู่ว่า อย่าหันหน้ามาทางนี้ หันไปทางกระบี่

ถ้าหันมาจะฆ่าให้ตาย แตกต่างกัน

เมื่อขณะเกิดเหตุจำเลยใช้อาวุธจี้หลังผู้เสียหายในขณะที่ผู้เสียหายนั่งคร่อมอยู่บนรถจักรยานยนต์

การที่ผู้เสียหายจะหันไปมองอาวุธที่อยู่ด้านหลังในระยะประชิดตัวและในลักษณะเอี้ยวตัวย่อมไม่สามารถมองเห็นได้อย่างถนัดนัก

ประกอบกับผู้เสียหายเบิกความและให้การตรงกันว่า

เมื่อหันไปมอง คนร้ายก็ร้องห้ามในทันทีว่าไม่ให้หันไปมอง เชื่อว่าผู้เสียหายต้องเกิดความกลัวและไม่กล้าหันมองไปอีก

ผู้เสียหายจึงมีเวลาหันไปมองอาวุธที่จำเลยใช้จี้หลังผู้เสียหายในระยะเวลาอันสั้นมาก

ทำให้สงสัยว่าผู้เสียหายมีโอกาสเห็นอาวุธที่คนร้ายใช้จี้หลังผู้เสียหายว่าเป็นอาวุธปืนดังที่ให้การไว้ในชั้นสอบสวนหรือไม่

หรือเป็นเพียงความเข้าใจของผู้เสียหายเองว่าเป็นอาวุธปืน

จึงฟังไม่ได้ว่าผู้เสียหายเห็นอาวุธที่จำเลยใช้จี้ชิงรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายว่าเป็นอาวุธปืน

ประกอบกับเจ้าพนักงานตำรวจไม่สามารถตรวจยึดอาวุธปืนได้จากจำเลย

พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงยังมีความสงสัยตามสมควรว่า

จำเลยมีและใช้อาวุธปืนชิงรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 227 วรรคสอง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 339 วรรคแรก เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์เป็นที่สงสัยว่า จำเลยมีและใช้อาวุธปืนในการชิงรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายหรือไม่ดังวินิจฉัยข้างต้น

ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองและพาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปในเมือง

หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แม้ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง

หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกฟ้องในความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน

หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาตได้

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และ 225

เพราะเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น

ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า

จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคแรก จำคุก 6 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง

หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
opensearch_id
primary_black_case_no
อ817/2561
primary_red_case_no
อ2997/2561
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000129.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2487/2562
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2563