คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 863/2563 ฉบับเต็ม

#656695
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 863/2563 พนักงานอัยการจังหวัดหล่มสัก โจทก์ นาย จ. จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 15 ป.วิ.พ. มาตรา 141 (4) (5) พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 26/4 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 5, 6, 8, 9, 14, 25, 26/4, 26/5, 31 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 54, 55, 72 ตรี กับให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารออกจากที่ดินเขตป่าและป่าสงวนแห่งชาติ พร้อมทั้งให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรือนำสิ่งใด ๆ อันก่อให้เกิดการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุภายในระยะเวลา 1 เดือน กับให้จำเลยชดใช้เงินค่าเสียหายตามมูลค่าของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลาย สูญหายหรือเสียหายไปเป็นเงิน 4,824,182.64 บาท ให้แก่กรมป่าไม้ จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 25 (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทมาตรา 25), 26/4, 26/5, 31 วรรคสอง (ที่ถูก 31 วรรคสอง (เดิม)) พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 (ที่ถูก 54 วรรคหนึ่ง), 55, 72 ตรี วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 17, 31 วรรคสอง (ถูก 14, 31 วรรคสอง (เดิม)) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี กับให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารออกจากที่ดินเขตป่าและป่าสงวนแห่งชาติ พร้อมทั้งให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรือนำสิ่งใด ๆ อันก่อให้เกิดการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุภายในระยะเวลา 1 เดือน กับให้จำเลยชดใช้เงินค่าเสียหาย 4,824,182.64 บาท ให้แก่กรมป่าไม้ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีสิ่งแวดล้อม พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า การที่จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์ ก่นสร้าง และแผ้วถางในที่ดินบริเวณป่าที่เกิดเหตุ โดยปลูกต้นยางพาราและปลูกบ้านพักอาศัย 1 หลัง คิดเป็นเนื้อที่ถึง 67 ไร่ 48 ตารางวา นับเป็นพื้นป่าจำนวนมาก ถือได้ว่าเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติที่ทางราชการสงวนไว้เพื่อประโยชน์ของสังคมส่วนใหญ่ นอกจากจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติแล้ว ยังเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญของประเทศ เป็นต้นเหตุให้ป่าไม้เสื่อมสภาพและมีจำนวนลดน้อยลง ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศทางธรรมชาติโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ดังนั้น แม้จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน และมีภาระต้องรับผิดชอบต่อครอบครัวหรือเหตุผลความจำเป็นประการอื่น ก็เป็นเพียงเหตุผลและความจำเป็นส่วนตัวของจำเลยเท่านั้น รวมทั้งข้ออ้างว่าจำเลยและบริวารจำเลยออกจากพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติไปตามคำพิพากษาแล้วก็ตาม กรณียังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษให้แก่จำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ปรากฏว่าคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งของศาลล่างทั้งสองยังมิได้กล่าวหรือแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวงและมิได้วินิจฉัยตามประเด็นแห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 (4) (5) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ทั้งการที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีส่วนแพ่งโดยมิได้สอบคำให้การจำเลยในคดีส่วนแพ่ง และโจทก์มิได้นำสืบพยานหลักฐานอันจะให้เป็นฐานในการกำหนดค่าเสียหายตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ ฯ มาตรา 26/4 กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีส่วนแพ่งโดยมิชอบ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในคดีส่วนแพ่ง ให้ศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลยในคดีส่วนแพ่ง และพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 (วินัย เรืองศรี-ธงชัย เสนามนตรี-พิชัย เพ็งผ่อง) ศาลจังหวัดหล่มสัก - นางสาวสิริมาส ชาตรี ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายณรงศักดิ์ อัจฉรานุวัฒน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา สวอ.155/2562 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1520/2561 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ1939/2561 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
656695
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดหล่มสัก",
        "judge": "นางสาวสิริมาส ชาตรี"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 6",
        "judge": "นายณรงศักดิ์ อัจฉรานุวัฒน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081952362"
    }
}
date
2563
deka_no
863/2563
deka_running_no
863
deka_year
2563
department
แผนก
judges
[
    "วินัย เรืองศรี",
    "ธงชัย เสนามนตรี",
    "พิชัย เพ็งผ่อง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 15"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 141 (4) (5)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507",
        "sections": [
            "ม. 26/4"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดหล่มสัก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย จ."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ

พ.ศ.2507 มาตรา 4,

5, 6, 8, 9, 14, 25, 26/4, 26/5, 31 พระราชบัญญัติป่าไม้

พ.ศ.2484 มาตรา 4,

54, 55, 72 ตรี กับให้จำเลย

คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารออกจากที่ดินเขตป่าและป่าสงวนแห่งชาติ

พร้อมทั้งให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรือนำสิ่งใด

ๆ อันก่อให้เกิดการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุภายในระยะเวลา 1 เดือน

กับให้จำเลยชดใช้เงินค่าเสียหายตามมูลค่าของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลาย

สูญหายหรือเสียหายไปเป็นเงิน 4,824,182.64 บาท ให้แก่กรมป่าไม้

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า

จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 25 (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทมาตรา 25), 26/4, 26/5, 31 วรรคสอง (ที่ถูก 31 วรรคสอง (เดิม))

พระราชบัญญัติป่าไม้

พ.ศ.2484 มาตรา 54 (ที่ถูก 54 วรรคหนึ่ง), 55,

72 ตรี วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 17,

31 วรรคสอง (ถูก 14, 31 วรรคสอง (เดิม))

ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา

มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี กับให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารออกจากที่ดินเขตป่าและป่าสงวนแห่งชาติ

พร้อมทั้งให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรือนำสิ่งใด ๆ อันก่อให้เกิดการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุภายในระยะเวลา

1 เดือน กับให้จำเลยชดใช้เงินค่าเสียหาย 4,824,182.64 บาท ให้แก่กรมป่าไม้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค

6 แผนกคดีสิ่งแวดล้อม พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า

ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า การที่จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์ ก่นสร้าง

และแผ้วถางในที่ดินบริเวณป่าที่เกิดเหตุ โดยปลูกต้นยางพาราและปลูกบ้านพักอาศัย

1 หลัง คิดเป็นเนื้อที่ถึง 67 ไร่ 48 ตารางวา นับเป็นพื้นป่าจำนวนมาก

ถือได้ว่าเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติที่ทางราชการสงวนไว้เพื่อประโยชน์ของสังคมส่วนใหญ่

นอกจากจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติแล้ว

ยังเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญของประเทศ เป็นต้นเหตุให้ป่าไม้เสื่อมสภาพและมีจำนวนลดน้อยลง

ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศทางธรรมชาติโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ดังนั้น แม้จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน

และมีภาระต้องรับผิดชอบต่อครอบครัวหรือเหตุผลความจำเป็นประการอื่น ก็เป็นเพียงเหตุผลและความจำเป็นส่วนตัวของจำเลยเท่านั้น

รวมทั้งข้ออ้างว่าจำเลยและบริวารจำเลยออกจากพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติไปตามคำพิพากษาแล้วก็ตาม

กรณียังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษให้แก่จำเลยได้

ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษนั้น

ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง

ปรากฏว่าคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งของศาลล่างทั้งสองยังมิได้กล่าวหรือแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวงและมิได้วินิจฉัยตามประเด็นแห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 141 (4) (5) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ทั้งการที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีส่วนแพ่งโดยมิได้สอบคำให้การจำเลยในคดีส่วนแพ่ง

และโจทก์มิได้นำสืบพยานหลักฐานอันจะให้เป็นฐานในการกำหนดค่าเสียหายตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ

ฯ มาตรา 26/4 กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีส่วนแพ่งโดยมิชอบ

พิพากษาแก้เป็นว่า

ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในคดีส่วนแพ่ง ให้ศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลยในคดีส่วนแพ่ง

และพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1520/2561
primary_red_case_no
อ1939/2561
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000120.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
สวอ.155/2562
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2563