คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6331/2562 ฉบับเต็ม

#657971
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6331/2562 พนักงานอัยการจังหวัดแม่สอด โจทก์ นางสาว ว. โจทก์ร่วม นาง ก. จำเลย ป.อ. มาตรา 352 ป.วิ.อ. มาตรา 43 โจทก์ร่วมมอบทับทิมให้แก่จำเลยเพื่อให้จำเลยนำไปขาย โดยโจทก์ร่วมกำหนดราคาขั้นต่ำไว้ จำเลยจะขายในราคาที่สูงกว่าก็ได้ จำเลยเพียงแต่มีหน้าที่ต้องนำเงินตามราคาที่โจทก์ร่วมกำหนดไว้มาชำระคืนให้แก่โจทก์ร่วมเท่านั้น ลักษณะเช่นนี้จำเลยย่อมมีสิทธิขายทับทิมอย่างเป็นของของตนเอง หาใช่เป็นตัวแทนไปขายในนามของโจทก์ร่วมไม่ แม้จะมีข้อตกลงให้ค่าตอบแทนแก่จำเลยในอัตราร้อยละ 3 ของเงินที่ขายทับทิมได้ ก็ไม่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยเปลี่ยนแปลงไป ประกอบกับโจทก์ร่วมยอมรับชำระหนี้บางส่วนจากจำเลย ตามพฤติการณ์ของโจทก์ร่วมแสดงให้เห็นว่า โจทก์ร่วมประสงค์จะได้รับเงินที่ได้จากการขายทับทิมคืนเท่านั้น การที่จำเลยไม่ส่งมอบคืนเงินให้แก่โจทก์ร่วมจนครบถ้วนเช่นนี้ ถือได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาทางแพ่งต่อโจทก์ร่วมเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามความใน ป.วิ.อ. มาตรา 43 คดียักยอกถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกร้องทรัพย์สินหรือราคาที่สูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดคืน เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีก็ให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายได้ ดังนั้น เมื่อพนักงานอัยการได้เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานยักยอกเงิน 500,000 บาท ของโจทก์ร่วม และขอให้จำเลยคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้โจทก์ร่วมด้วยแล้ว แม้จำเลยไม่ได้กระทำผิดฐานยักยอก แต่เมื่อจำเลยรับว่าต้องคืนเงิน 500,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วมตามที่พนักงานอัยการโจทก์ขอได้ หาจำต้องให้โจทก์ร่วมไปฟ้องเรียกเงินจำนวนดังกล่าวจากจำเลยเป็นคดีแพ่งอีกไม่ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และให้จำเลยคืนเงิน 500,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางสาว ว. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 1 ปี และให้จำเลยคืนเงิน 500,000 บาท แก่โจทก์ร่วม จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2561 จำเลยทำบันทึกการยืมทับทิมไข่นูน ขนาด 39 กะรัต 1 เม็ด ราคา 250,000 บาท ทับทิมไข่ยาว 2 เม็ด ราคา 550,000 บาท ทับทิมกินบ่เซี้ยงรูปสี่เหลี่ยม 1 เม็ด ราคา 180,000 บาท จากโจทก์ร่วมไปขายเป็นเงิน 980,000 บาท ตามบันทึกการยืมเอกสารหมาย จ.1 และภาพถ่ายประกอบคดีหมาย จ.2 ต่อมาเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 จำเลยโอนเงินชำระราคาทับทิมให้แก่โจทก์ร่วม 200,000 บาท และวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561 จำเลยโอนเงินชำระราคาทับทิมให้แก่โจทก์ร่วมอีก 200,000 บาท จากนั้นจำเลยนำเช็คธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาประชานิเวศน์ 1 จำนวน 2 ฉบับ ฉบับแรก ลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2561 สั่งจ่ายเงิน 200,000 บาท และฉบับที่สอง ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2561 สั่งจ่ายเงิน 300,000 บาท ซึ่งลูกค้าจำเลยนำมาชำระหนี้แก่จำเลย ส่งมอบให้แก่โจทก์ร่วมตามสำเนาเช็คเอกสารหมาย ล.1 แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จากนั้นจำเลยจึงสั่งจ่ายเช็คธนาคารกสิกรไทย 5 ฉบับ ฉบับละ 100,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วม ฉบับแรกสั่งจ่ายวันที่ 21 มีนาคม 2561 ฉบับที่สองวันที่ 10 เมษายน 2561 ฉบับที่สามวันที่ 1 พฤษภาคม 2561 ฉบับที่สี่ วันที่ 13 พฤษภาคม 2561 และฉบับที่ห้าวันที่ 30 พฤษภาคม 2561 ตามต้นขั้วเช็คเอกสารหมาย ล.2 แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินทั้งห้าฉบับเช่นกัน ต่อมาวันที่ 28 มีนาคม 2561 โจทก์ร่วมเข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแม่สอดให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหายักยอกทรัพย์ ตามบันทึกคำให้การของโจทก์ร่วมและบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โดยโจทก์และโจทก์ร่วมฎีกาว่า จำเลยเป็นตัวแทนในการขายทับทิมให้แก่ลูกค้าแทนโจทก์ร่วม เมื่อจำเลยครอบครองทับทิมของโจทก์ร่วมแล้วนำไปขาย แต่ไม่ส่งมอบเงินให้แก่โจทก์ร่วมจนครบถ้วน จึงเป็นการเบียดบังทรัพย์ของโจทก์ร่วมโดยทุจริต จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้องนั้น โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยยืมทับทิมรายการที่ 1 ถึงที่ 3 ของโจทก์ร่วมตามบันทึกการยืมเอกสารหมาย จ.1 ไปขาย มีเงื่อนไขให้โจทก์ร่วมเป็นผู้กำหนดราคา หากลูกค้าต่อรองราคา จำเลยต้องแจ้งโจทก์ร่วมก่อน ซึ่งต่อมาลูกค้าต่อรองราคาทับทิมดังกล่าวเหลือ 950,000 บาท โจทก์ร่วมจึงลดราคาให้และตกลงขายให้แก่ลูกค้าคนดังกล่าวไป จำเลยขอหักค่าใช้จ่ายจากการส่งทับทิมไปตรวจสอบและออกใบรับรอง กับค่าตอบแทนที่โจทก์ร่วมต้องจ่ายให้แก่จำเลยอีกในอัตราร้อยละ 3 ของเงินที่ขายได้ รวมเป็นเงิน 50,000 บาท เหลือเงินที่จำเลยต้องจ่ายคืนโจทก์ร่วม 900,000 บาท ต่อมาวันที่ 2 และวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561 จำเลยโอนเงินให้แก่โจทก์ร่วมรวมทั้งสิ้น 400,000 บาท คงค้างชำระ 500,000 บาท จากนั้นจำเลยส่งมอบเช็ค 2 ฉบับ สั่งจ่ายเงินรวม 500,000 บาท ตามสำเนาเช็คเอกสารหมาย ล.1 ให้แก่โจทก์ร่วม แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน หลังจากนั้นจำเลยจึงสั่งจ่ายเช็คให้แก่โจทก์ร่วมอีก 5 ฉบับ ตามต้นขั้วเช็คเอกสารหมาย ล.2 แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินอีกเช่นกัน เห็นว่า ตามบันทึกการยืมเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งระบุว่าจำเลยยืมทับทิมไปจากโจทก์ร่วมนั้น มีการระบุราคาทับทิมแต่ละรายการไว้อย่างชัดเจน แม้โจทก์ร่วมจะเบิกความว่า การที่จำเลยนำทับทิมดังกล่าวไปขายนั้น หากลูกค้าต่อรองราคาจำเลยต้องแจ้งโจทก์ร่วมก่อน แต่โจทก์ร่วมกลับเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านรับว่า จำเลยเคยรับพลอยจากโจทก์ร่วมไปขายซึ่งมีการทำบันทึกการยืมเช่นเดียวกับบันทึกการยืมเอกสารหมาย จ.1 โดยโจทก์ร่วมมีความประสงค์จะได้รับเงินตามที่ระบุไว้ในบันทึกการยืมเอกสารหมาย จ.1 เท่านั้น จำเลยจะนำทับทิมดังกล่าวไปขายแก่ผู้ใดและขายในราคาเท่าใด โจทก์ร่วมไม่สนใจและไม่รับรู้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โจทก์ร่วมมอบทับทิมให้แก่จำเลยเพื่อให้จำเลยนำไปขาย โดยโจทก์ร่วมกำหนดราคาขั้นต่ำไว้ จำเลยจะขายในราคาที่สูงกว่าก็ได้ จำเลยเพียงแต่มีหน้าที่ต้องนำเงินตามราคาที่โจทก์ร่วมกำหนดไว้มาชำระคืนให้แก่โจทก์ร่วมเท่านั้น ลักษณะเช่นนี้จำเลยย่อมมีสิทธิขายทับทิมอย่างเป็นของของตนเอง หาใช่เป็นตัวแทนไปขายในนามของโจทก์ร่วมไม่ แม้จะมีข้อตกลงให้ค่าตอบแทนแก่จำเลยในอัตราร้อยละ 3 ของเงินที่ขายทับทิมได้ ก็ไม่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยเปลี่ยนแปลงไป ประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ร่วมยอมรับชำระหนี้บางส่วนจากจำเลย ตามพฤติการณ์ของโจทก์ร่วมแสดงให้เห็นว่า โจทก์ร่วมประสงค์จะได้รับเงินที่ได้จากการขายทับทิมคืนเท่านั้น การที่จำเลยไม่ส่งมอบคืนเงินให้แก่โจทก์ร่วมจนครบถ้วนเช่นนี้ ถือได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาทางแพ่งต่อโจทก์ร่วมเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามฟ้องโจทก์ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยพยานหลักฐานจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานยักยอกนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น สำหรับคำขอให้จำเลยคืนเงิน 500,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่โจทก์ร่วมนั้น เห็นว่า ตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 คดียักยอกถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกร้องทรัพย์สินหรือราคาที่สูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดคืน เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีก็ให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายได้ ดังนั้น คดีนี้เมื่อพนักงานอัยการได้เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานยักยอกเงิน 500,000 บาท ของโจทก์ร่วม และขอให้จำเลยคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้โจทก์ร่วมด้วยแล้ว แม้จำเลยไม่ได้กระทำผิดฐานยักยอก แต่เมื่อจำเลยรับว่าต้องคืนเงิน 500,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วมตามที่พนักงานอัยการโจทก์ขอได้ หาจำต้องให้โจทก์ร่วมไปฟ้องเรียกเงินจำนวนดังกล่าวจากจำเลยเป็นคดีแพ่งอีกไม่ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนเงิน 500,000 บาท แก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 (ปกรณ์ วงศาโรจน์-ประทีป อ่าววิจิตรกุล-เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์) - นางสาวนภาอุษา ทวีลาศ - นางสาวจิตฤดี วีระเวสส์ แหล่งที่มา หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1597/2562 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
657971
courts
[
    {
        "court": "- นางสาวนภาอุษา ทวีลาศ",
        "judge": ""
    },
    {
        "court": "- นางสาวจิตฤดี วีระเวสส์",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081953948"
    }
}
date
2562
deka_no
6331/2562
deka_running_no
6331
deka_year
2562
department
แผนก
judges
[
    "ปกรณ์ วงศาโรจน์",
    "ประทีป อ่าววิจิตรกุล",
    "เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 352"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 43"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดแม่สอด"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นางสาว ว."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง ก."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และให้จำเลยคืนเงิน 500,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาว ว. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 1 ปี และให้จำเลยคืนเงิน 500,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2561 จำเลยทำบันทึกการยืมทับทิมไข่นูน ขนาด 39 กะรัต 1 เม็ด ราคา 250,000 บาท ทับทิมไข่ยาว 2 เม็ด ราคา 550,000 บาท ทับทิมกินบ่เซี้ยงรูปสี่เหลี่ยม 1 เม็ด ราคา 180,000 บาท จากโจทก์ร่วมไปขายเป็นเงิน 980,000 บาท ตามบันทึกการยืมเอกสารหมาย จ.1 และภาพถ่ายประกอบคดีหมาย จ.2 ต่อมาเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 จำเลยโอนเงินชำระราคาทับทิมให้แก่โจทก์ร่วม 200,000 บาท และวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561 จำเลยโอนเงินชำระราคาทับทิมให้แก่โจทก์ร่วมอีก 200,000 บาท จากนั้นจำเลยนำเช็คธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาประชานิเวศน์ 1 จำนวน 2 ฉบับ ฉบับแรก ลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2561 สั่งจ่ายเงิน 200,000 บาท และฉบับที่สอง ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2561 สั่งจ่ายเงิน 300,000 บาท ซึ่งลูกค้าจำเลยนำมาชำระหนี้แก่จำเลย ส่งมอบให้แก่โจทก์ร่วมตามสำเนาเช็คเอกสารหมาย ล.1 แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จากนั้นจำเลยจึงสั่งจ่ายเช็คธนาคารกสิกรไทย 5 ฉบับ ฉบับละ 100,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วม ฉบับแรกสั่งจ่ายวันที่ 21 มีนาคม 2561 ฉบับที่สองวันที่ 10 เมษายน 2561 ฉบับที่สามวันที่ 1 พฤษภาคม 2561 ฉบับที่สี่ วันที่ 13 พฤษภาคม 2561 และฉบับที่ห้าวันที่ 30 พฤษภาคม 2561 ตามต้นขั้วเช็คเอกสารหมาย ล.2 แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินทั้งห้าฉบับเช่นกัน ต่อมาวันที่ 28 มีนาคม 2561 โจทก์ร่วมเข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแม่สอดให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหายักยอกทรัพย์ ตามบันทึกคำให้การของโจทก์ร่วมและบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โดยโจทก์และโจทก์ร่วมฎีกาว่า จำเลยเป็นตัวแทนในการขายทับทิมให้แก่ลูกค้าแทนโจทก์ร่วม เมื่อจำเลยครอบครองทับทิมของโจทก์ร่วมแล้วนำไปขาย แต่ไม่ส่งมอบเงินให้แก่โจทก์ร่วมจนครบถ้วน จึงเป็นการเบียดบังทรัพย์ของโจทก์ร่วมโดยทุจริต จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้องนั้น โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยยืมทับทิมรายการที่ 1 ถึงที่ 3 ของโจทก์ร่วมตามบันทึกการยืมเอกสารหมาย จ.1 ไปขาย มีเงื่อนไขให้โจทก์ร่วมเป็นผู้กำหนดราคา หากลูกค้าต่อรองราคา จำเลยต้องแจ้งโจทก์ร่วมก่อน ซึ่งต่อมาลูกค้าต่อรองราคาทับทิมดังกล่าวเหลือ 950,000 บาท โจทก์ร่วมจึงลดราคาให้และตกลงขายให้แก่ลูกค้าคนดังกล่าวไป จำเลยขอหักค่าใช้จ่ายจากการส่งทับทิมไปตรวจสอบและออกใบรับรอง กับค่าตอบแทนที่โจทก์ร่วมต้องจ่ายให้แก่จำเลยอีกในอัตราร้อยละ 3 ของเงินที่ขายได้ รวมเป็นเงิน 50,000 บาท เหลือเงินที่จำเลยต้องจ่ายคืนโจทก์ร่วม 900,000 บาท ต่อมาวันที่ 2 และวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561 จำเลยโอนเงินให้แก่โจทก์ร่วมรวมทั้งสิ้น 400,000 บาท คงค้างชำระ 500,000 บาท จากนั้นจำเลยส่งมอบเช็ค 2 ฉบับ สั่งจ่ายเงินรวม 500,000 บาท ตามสำเนาเช็คเอกสารหมาย ล.1 ให้แก่โจทก์ร่วม แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน หลังจากนั้นจำเลยจึงสั่งจ่ายเช็คให้แก่โจทก์ร่วมอีก 5 ฉบับ ตามต้นขั้วเช็คเอกสารหมาย ล.2 แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินอีกเช่นกัน เห็นว่า ตามบันทึกการยืมเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งระบุว่าจำเลยยืมทับทิมไปจากโจทก์ร่วมนั้น มีการระบุราคาทับทิมแต่ละรายการไว้อย่างชัดเจน แม้โจทก์ร่วมจะเบิกความว่า การที่จำเลยนำทับทิมดังกล่าวไปขายนั้น หากลูกค้าต่อรองราคาจำเลยต้องแจ้งโจทก์ร่วมก่อน แต่โจทก์ร่วมกลับเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านรับว่า จำเลยเคยรับพลอยจากโจทก์ร่วมไปขายซึ่งมีการทำบันทึกการยืมเช่นเดียวกับบันทึกการยืมเอกสารหมาย จ.1 โดยโจทก์ร่วมมีความประสงค์จะได้รับเงินตามที่ระบุไว้ในบันทึกการยืมเอกสารหมาย จ.1 เท่านั้น จำเลยจะนำทับทิมดังกล่าวไปขายแก่ผู้ใดและขายในราคาเท่าใด โจทก์ร่วมไม่สนใจและไม่รับรู้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โจทก์ร่วมมอบทับทิมให้แก่จำเลยเพื่อให้จำเลยนำไปขาย โดยโจทก์ร่วมกำหนดราคาขั้นต่ำไว้ จำเลยจะขายในราคาที่สูงกว่าก็ได้ จำเลยเพียงแต่มีหน้าที่ต้องนำเงินตามราคาที่โจทก์ร่วมกำหนดไว้มาชำระคืนให้แก่โจทก์ร่วมเท่านั้น ลักษณะเช่นนี้จำเลยย่อมมีสิทธิขายทับทิมอย่างเป็นของของตนเอง หาใช่เป็นตัวแทนไปขายในนามของโจทก์ร่วมไม่ แม้จะมีข้อตกลงให้ค่าตอบแทนแก่จำเลยในอัตราร้อยละ 3 ของเงินที่ขายทับทิมได้ ก็ไม่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยเปลี่ยนแปลงไป ประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ร่วมยอมรับชำระหนี้บางส่วนจากจำเลย ตามพฤติการณ์ของโจทก์ร่วมแสดงให้เห็นว่า โจทก์ร่วมประสงค์จะได้รับเงินที่ได้จากการขายทับทิมคืนเท่านั้น การที่จำเลยไม่ส่งมอบคืนเงินให้แก่โจทก์ร่วมจนครบถ้วนเช่นนี้ ถือได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาทางแพ่งต่อโจทก์ร่วมเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามฟ้องโจทก์ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยพยานหลักฐานจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานยักยอกนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

สำหรับคำขอให้จำเลยคืนเงิน 500,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่โจทก์ร่วมนั้น เห็นว่า ตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 คดียักยอกถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกร้องทรัพย์สินหรือราคาที่สูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดคืน เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีก็ให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายได้ ดังนั้น คดีนี้เมื่อพนักงานอัยการได้เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานยักยอกเงิน 500,000 บาท ของโจทก์ร่วม และขอให้จำเลยคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้โจทก์ร่วมด้วยแล้ว แม้จำเลยไม่ได้กระทำผิดฐานยักยอก แต่เมื่อจำเลยรับว่าต้องคืนเงิน 500,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วมตามที่พนักงานอัยการโจทก์ขอได้ หาจำต้องให้โจทก์ร่วมไปฟ้องเรียกเงินจำนวนดังกล่าวจากจำเลยเป็นคดีแพ่งอีกไม่

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนเงิน 500,000 บาท แก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000136.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1597/2562
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2562