คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3859/2563 ฉบับเต็ม

#662374
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3859/2563 นิติบุคคลอาคารชุด ศ. โดยนาย ส. เจ้าของร่วมและกรรมการ โจทก์ นาย อ. กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 4, มาตรา 75 พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 35, มาตรา 36 (3) ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 35 และมาตรา 36 (3) บัญญัติให้นิติบุคคลอาคารชุดมีผู้จัดการคนหนึ่งและให้ผู้จัดการเป็นผู้แทนนิติบุคคลอาคารชุด และตามข้อบังคับของโจทก์กำหนดให้ผู้จัดการนิติบุคคลเป็นตัวแทนของโจทก์ปฏิบัติการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ โดยให้มีอำนาจใช้สิทธิเรียกร้องหรือดำเนินคดีตามกฎหมายทั้งทางแพ่งและทางอาญากับผู้ที่ทำละเมิดต่ออาคารชุดหรือทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุด ดังนั้น การฟ้องร้องดำเนินคดีแก่ผู้ที่กระทำละเมิดต่อโจทก์จึงเป็นหน้าที่ของผู้จัดการโจทก์ หาใช่เป็นหน้าที่ของเจ้าของร่วมหรือกรรมการโจทก์ไม่ ส. เป็นเพียงเจ้าของร่วมและกรรมการโจทก์มิได้เป็นผู้จัดการโจทก์ ทั้งไม่ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้ฟ้องร้องดำเนินคดีนี้ ส. จึงไม่อาจใช้สิทธิในฐานะเจ้าของร่วมหรือกรรมการโจทก์ฟ้องคดีแทนโจทก์ได้ หาก ส. เห็นว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ ก็ต้องแจ้งให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการ การที่ ส. มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการโจทก์ฟ้องร้องดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ถือได้ว่าเป็นการแจ้งเรื่องให้โจทก์ดำเนินการแล้ว แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย อันเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อผลประโยชน์ของโจทก์ ถือได้ว่าประโยชน์ได้เสียของนิติบุคคลขัดกับประโยชน์ได้เสียของผู้แทนของนิติบุคคลในเรื่องดังกล่าว ในกรณีเช่นนี้ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ยกมาปรับใช้แก่คดีและไม่ปรากฏว่ามีจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น จึงต้องอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 โดย ส. ในฐานะเจ้าของร่วมและกรรมการโจทก์ต้องร้องขอให้ศาลแต่งตั้งตัวเองหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้แทนเฉพาะการเพื่อดำเนินการฟ้องร้องตลอดจนการดำเนินการอื่นที่เกี่ยวข้องตามข้อบังคับของโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 75 แต่ ส. มิได้ร้องขอให้ศาลตั้งตัวเองเป็นผู้แทนโจทก์เฉพาะการ และฟ้องคดีแทนโจทก์เสียเอง จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 57,050 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 56,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 56,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 1,050 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลอาคารชุด นาย ส. ผู้ฟ้องคดีแทนโจทก์เป็นเจ้าของร่วมและกรรมการโจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นกรรมการโจทก์ โดยขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 รักษาการผู้จัดการโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 4 เคยเป็นพนักงานของโจทก์ตำแหน่งหัวหน้าช่าง แต่ถูกโจทก์เลิกจ้างตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 ต่อมาเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 จำเลยที่ 2 และที่ 3 เห็นชอบชำระค่าชดเชยการเลิกจ้างให้แก่จำเลยที่ 4 จำนวน 56,000 บาท ตามที่นาย จ. เจ้าหน้าที่การเงินเสนอเบิกจ่ายและจำเลยที่ 1 ตรวจสอบแล้ว โดยจำเลยที่ 4 ทำหนังสือขอลาออกจากงาน ให้ไว้เป็นหลักฐาน หลังจากนั้นนาย ส. ทำหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ฟ้องร้องดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย โจทก์จึงฟ้องเป็นคดีนี้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ประการแรกว่า นาย ส. ในฐานะเจ้าของร่วมและกรรมการโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์หรือไม่ เห็นว่า นาย ส. ฟ้องคดีนี้ในฐานะเป็นตัวแทนโจทก์ มิได้ฟ้องเป็นการส่วนตัวในฐานะที่นาย ส. เป็นเจ้าของร่วมและกรรมการโจทก์ จึงต้องพิจารณาอำนาจฟ้องของโจทก์ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 และข้อบังคับของโจทก์ ซึ่งตามข้อบังคับของโจทก์ดังกล่าวข้อ 6. กำหนดให้ผู้จัดการนิติบุคคลเป็นตัวแทนของโจทก์ปฏิบัติการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ และตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ตามข้อบังคับข้อ 4.4 ให้มีอำนาจทำนิติกรรมกับบุคคลอื่น และดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ ใช้สิทธิเรียกร้องหรือดำเนินคดีตามกฎหมายทั้งทางแพ่งและอาญา ประนีประนอมยอมความทั้งทางแพ่งและทางอาญากับผู้ที่ทำการละเมิดต่ออาคารชุดหรือทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุด รวมทั้งดำเนินการบังคับคดีตามกฎหมาย ข้อบังคับของโจทก์ดังกล่าวสอดคล้องกับพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 35 และมาตรา 36 (3) ที่บัญญัติให้นิติบุคคลอาคารชุดมีผู้จัดการคนหนึ่งและให้ผู้จัดการเป็นผู้แทนนิติบุคคลอาคารชุด ดังนั้นการฟ้องร้องดำเนินคดีแก่ผู้ที่กระทำละเมิดต่อโจทก์จึงเป็นหน้าที่ของผู้จัดการโจทก์หาใช่เป็นหน้าที่ของเจ้าของร่วมหรือกรรมการโจทก์ไม่ นาย ส. เป็นเพียงเจ้าของร่วมและกรรมการโจทก์มิได้เป็นผู้จัดการโจทก์ รวมทั้งไม่ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้ฟ้องร้องดำเนินคดีนี้ ทั้งไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายหรือข้อบังคับของโจทก์ให้เจ้าของร่วมหรือกรรมการโจทก์ฟ้องร้องดำเนินคดีแทนโจทก์ได้ นาย ส. จึงไม่อาจใช้สิทธิในฐานะเจ้าของร่วมและกรรมการโจทก์ฟ้องคดีแทนโจทก์ได้ หากนาย ส. เห็นว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันจ่ายค่าชดเชยการเลิกจ้างให้แก่จำเลยที่ 4 โดยมิชอบ นาย ส. ต้องแจ้งให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการ การที่นาย ส. เคยมีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการโจทก์ฟ้องร้องดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ถือได้ว่าเป็นการแจ้งเรื่องให้โจทก์ดำเนินการแล้ว แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย อันเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อผลประโยชน์ของโจทก์ ถือได้ว่าประโยชน์ได้เสียของนิติบุคคลขัดกับประโยชน์ได้เสียของผู้แทนของนิติบุคคลในเรื่องดังกล่าว ในกรณีเช่นนี้ไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับใช้ได้ ทั้งไม่ปรากฏว่ามีจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นในกรณีเช่นนี้ จึงต้องอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 โดยนาย ส. ในฐานะเจ้าของร่วมและกรรมการต้องร้องขอให้ศาลแต่งตั้งตัวเองหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้แทนเฉพาะการเพื่อดำเนินการฟ้องร้องตลอดจนการดำเนินการอื่นที่เกี่ยวข้องตามข้อบังคับของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 75 แต่นาย ส. มิได้ดำเนินการร้องขอให้ศาลแต่งตั้งตนเองเป็นผู้แทนโจทก์เฉพาะการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 ประกอบมาตรา 75 แต่นาย ส. ในฐานะเจ้าของร่วมและกรรมการโจทก์ฟ้องคดีแทนโจทก์เสียเองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ส่วนปัญหาว่านาย ส. ในฐานะเจ้าของร่วมและกรรมการโจทก์อาจใช้สิทธิฟ้องเองเป็นการส่วนตัวได้หรือไม่นั้น เห็นว่า เมื่อนาย ส. มิได้ใช้สิทธิในฐานะเจ้าของร่วมและกรรมการโจทก์ฟ้องคดีนี้เสียเอง หากแต่งตั้งเรื่องฟ้องในฐานะเป็นผู้แทนโจทก์ จึงไม่มีประเด็นปัญหาดังกล่าวให้ต้องพิจารณา ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จะมิได้หยิบยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ก็สามารถยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกาได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังขึ้น อนึ่ง คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาในประเด็นอื่นของจำเลยทั้งสาม เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงและเนื่องจากเป็นเรื่องเกี่ยวกับการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงให้คำพิพากษามีผลถึงจำเลยที่ 4 ซึ่งมิได้ฎีกาและไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 ประกอบมาตรา 252 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ (สุภัทร อยู่ถนอม-นิรัตน์ จันทพัฒน์-สมเกียรติ ตั้งสกุล) ศาลแขวงพระนครใต้ - - ศาลอุทธรณ์ - - แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.426/2563 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
662374
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงพระนครใต้",
        "judge": "-"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "-"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081950355"
    }
}
date
2563
deka_no
3859/2563
deka_running_no
3859
deka_year
2563
department
แผนก
judges
[
    "สุภัทร อยู่ถนอม",
    "นิรัตน์ จันทพัฒน์",
    "สมเกียรติ ตั้งสกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 4",
            "ม. 75"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 35",
            "ม. 36 (3)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นิติบุคคลอาคารชุด ศ. โดยนาย ส. เจ้าของร่วมและกรรมการ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย อ. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 57,050 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 56,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 56,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 1,050 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลอาคารชุด นาย ส. ผู้ฟ้องคดีแทนโจทก์เป็นเจ้าของร่วมและกรรมการโจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นกรรมการโจทก์ โดยขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 รักษาการผู้จัดการโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 4 เคยเป็นพนักงานของโจทก์ตำแหน่งหัวหน้าช่าง แต่ถูกโจทก์เลิกจ้างตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 ต่อมาเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 จำเลยที่ 2 และที่ 3 เห็นชอบชำระค่าชดเชยการเลิกจ้างให้แก่จำเลยที่ 4 จำนวน 56,000 บาท ตามที่นาย จ. เจ้าหน้าที่การเงินเสนอเบิกจ่ายและจำเลยที่ 1 ตรวจสอบแล้ว โดยจำเลยที่ 4 ทำหนังสือขอลาออกจากงาน ให้ไว้เป็นหลักฐาน หลังจากนั้นนาย ส. ทำหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ฟ้องร้องดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย โจทก์จึงฟ้องเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ประการแรกว่า นาย ส. ในฐานะเจ้าของร่วมและกรรมการโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์หรือไม่ เห็นว่า นาย ส. ฟ้องคดีนี้ในฐานะเป็นตัวแทนโจทก์ มิได้ฟ้องเป็นการส่วนตัวในฐานะที่นาย ส. เป็นเจ้าของร่วมและกรรมการโจทก์ จึงต้องพิจารณาอำนาจฟ้องของโจทก์ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 และข้อบังคับของโจทก์ ซึ่งตามข้อบังคับของโจทก์ดังกล่าวข้อ 6. กำหนดให้ผู้จัดการนิติบุคคลเป็นตัวแทนของโจทก์ปฏิบัติการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ และตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ตามข้อบังคับข้อ 4.4 ให้มีอำนาจทำนิติกรรมกับบุคคลอื่น และดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ ใช้สิทธิเรียกร้องหรือดำเนินคดีตามกฎหมายทั้งทางแพ่งและอาญา ประนีประนอมยอมความทั้งทางแพ่งและทางอาญากับผู้ที่ทำการละเมิดต่ออาคารชุดหรือทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุด รวมทั้งดำเนินการบังคับคดีตามกฎหมาย ข้อบังคับของโจทก์ดังกล่าวสอดคล้องกับพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 35 และมาตรา 36 (3) ที่บัญญัติให้นิติบุคคลอาคารชุดมีผู้จัดการคนหนึ่งและให้ผู้จัดการเป็นผู้แทนนิติบุคคลอาคารชุด ดังนั้นการฟ้องร้องดำเนินคดีแก่ผู้ที่กระทำละเมิดต่อโจทก์จึงเป็นหน้าที่ของผู้จัดการโจทก์หาใช่เป็นหน้าที่ของเจ้าของร่วมหรือกรรมการโจทก์ไม่ นาย ส. เป็นเพียงเจ้าของร่วมและกรรมการโจทก์มิได้เป็นผู้จัดการโจทก์ รวมทั้งไม่ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้ฟ้องร้องดำเนินคดีนี้ ทั้งไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายหรือข้อบังคับของโจทก์ให้เจ้าของร่วมหรือกรรมการโจทก์ฟ้องร้องดำเนินคดีแทนโจทก์ได้ นาย ส. จึงไม่อาจใช้สิทธิในฐานะเจ้าของร่วมและกรรมการโจทก์ฟ้องคดีแทนโจทก์ได้ หากนาย ส. เห็นว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันจ่ายค่าชดเชยการเลิกจ้างให้แก่จำเลยที่ 4 โดยมิชอบ นาย ส. ต้องแจ้งให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการ การที่นาย ส. เคยมีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการโจทก์ฟ้องร้องดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ถือได้ว่าเป็นการแจ้งเรื่องให้โจทก์ดำเนินการแล้ว แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย อันเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อผลประโยชน์ของโจทก์ ถือได้ว่าประโยชน์ได้เสียของนิติบุคคลขัดกับประโยชน์ได้เสียของผู้แทนของนิติบุคคลในเรื่องดังกล่าว ในกรณีเช่นนี้ไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับใช้ได้ ทั้งไม่ปรากฏว่ามีจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นในกรณีเช่นนี้ จึงต้องอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 โดยนาย ส. ในฐานะเจ้าของร่วมและกรรมการต้องร้องขอให้ศาลแต่งตั้งตัวเองหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้แทนเฉพาะการเพื่อดำเนินการฟ้องร้องตลอดจนการดำเนินการอื่นที่เกี่ยวข้องตามข้อบังคับของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 75 แต่นาย ส. มิได้ดำเนินการร้องขอให้ศาลแต่งตั้งตนเองเป็นผู้แทนโจทก์เฉพาะการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 ประกอบมาตรา 75 แต่นาย ส. ในฐานะเจ้าของร่วมและกรรมการโจทก์ฟ้องคดีแทนโจทก์เสียเองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ส่วนปัญหาว่านาย ส. ในฐานะเจ้าของร่วมและกรรมการโจทก์อาจใช้สิทธิฟ้องเองเป็นการส่วนตัวได้หรือไม่นั้น เห็นว่า เมื่อนาย ส. มิได้ใช้สิทธิในฐานะเจ้าของร่วมและกรรมการโจทก์ฟ้องคดีนี้เสียเอง หากแต่งตั้งเรื่องฟ้องในฐานะเป็นผู้แทนโจทก์ จึงไม่มีประเด็นปัญหาดังกล่าวให้ต้องพิจารณา ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จะมิได้หยิบยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ก็สามารถยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกาได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังขึ้น

อนึ่ง คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาในประเด็นอื่นของจำเลยทั้งสาม เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงและเนื่องจากเป็นเรื่องเกี่ยวกับการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงให้คำพิพากษามีผลถึงจำเลยที่ 4 ซึ่งมิได้ฎีกาและไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 ประกอบมาตรา 252

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000101.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.426/2563
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2563