คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4187/2563 ฉบับเต็ม

#662410
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4187/2563 นาง ร. โจทก์ นาย พ. กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 149 วรรคหนึ่ง, มาตรา 153 วรรคสอง, มาตรา 153/1 ตาราง 5 ข้อ 3 ท้าย ป.วิ.พ. ค่าธรรมเนียมเมื่อยึดทรัพย์สินซึ่งมิใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย เป็นค่าบริการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเรียกเก็บจากคู่ความที่มาขอใช้บริการการยึดทรัพย์จากเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้วแต่ต่อมาไม่มีการขายทรัพย์ที่ยึดนั้น โจทก์เป็นผู้ยื่นคำขอยึดทรัพย์ ณ ที่ทำการต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี พร้อมส่งโฉนดที่ดิน ภาพถ่ายสิ่งปลูกสร้าง และเอกสารประกอบ โดยอ้างว่าเป็นที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของจำเลยทั้งสอง เจ้าพนักงานบังคับคดีตรวจสอบแล้วเชื่อว่าเป็นทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองตามที่โจทก์กล่าวอ้างจึงทำการยึดให้แล้วประเมินราคาทรัพย์ที่ยึด แจ้งการยึดให้เจ้าพนักงานที่ดินและจำเลยทั้งสองทราบ ปิดประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีเรื่องการยึดทรัพย์ ณ ที่ตั้งทรัพย์ การยึดของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวจึงมีค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีเกิดขึ้นแล้ว เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าโจทก์หลงผิดในส่วนภาพถ่ายของที่ดินที่นำยึด ความจริงแล้วที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินว่างเปล่าไม่ปรากฏสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแก้ไขให้ถูกต้อง เท่ากับโจทก์ประสงค์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการยึดสิ่งปลูกสร้างตามภาพถ่าย กรณีจึงเป็นการขอถอนการยึดทรัพย์ที่มีอยู่จริง จึงต้องเสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายตามตาราง 5 หมายเลข 3 ท้าย ป.วิ.พ. ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้ชำระหนี้และบังคับจำนอง ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 988,658 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 800,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 พฤษภาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 65002 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์จำนอง ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 ต่อมาวันที่ 20 ธันวาคม 2560 โจทก์ยื่นคำขอยึดทรัพย์ ณ ที่ทำการต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยขอให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 65002 ของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นทรัพย์จำนองและแถลงขอนำยึดพร้อมสิ่งปลูกสร้างตึกแถว 2 ชั้น ไม่ปรากฏเลขที่ กว้าง 4 เมตร ยาว 10 เมตร โดยโจทก์เป็นผู้นำส่งโฉนดที่ดินเลขที่ 65002 สัญญาจำนอง และภาพถ่ายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวโดยประเมินราคารวม 1,008,000 บาท แบ่งเป็นที่ดิน 364,000 บาท และสิ่งปลูกสร้าง 644,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งการยึด ปิดประกาศยึดทรัพย์ ณ ที่ตั้งทรัพย์ พร้อมแจ้งราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีให้จำเลยทั้งสองทราบแล้ว ต่อมาวันที่ 4 มกราคม 2561 โจทก์แถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าที่โจทก์นำยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 65002 พร้อมสิ่งปลูกสร้างตึกแถว 2 ชั้น ไม่ปรากฏเลขที่ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2560 นั้น ไม่ตรงกับความเป็นจริงเนื่องจากความผิดหลงของโจทก์ ที่ถูกที่ดินโฉนดเลขที่ดังกล่าวเป็นที่ดินว่างเปล่าไม่ปรากฏสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินแต่อย่างใด ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแก้ไขให้ถูกต้อง เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงคำนวณค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายในส่วนของสิ่งปลูกสร้าง 13,181 บาท แล้วแจ้งให้โจทก์วางเงินเพื่อดำเนินการถอนการยึดสิ่งปลูกสร้าง วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2561 โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า โจทก์นำยึดที่ดินถูกต้องส่วนการนำยึดสิ่งปลูกสร้างตึกแถว 2 ชั้น เป็นการผิดหลงเพียงเล็กน้อย เจ้าพนักงานบังคับคดีสามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้โดยไม่จำต้องให้โจทก์วางค่าธรรมเนียมการถอนการยึด ขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของโจทก์แล้วมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีในส่วนที่สั่งให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายเฉพาะสิ่งปลูกสร้าง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า โจทก์เป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบที่ตั้งของที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดสิ่งปลูกสร้าง จึงต้องตรวจสอบให้ดีเสียก่อนว่าสิ่งปลูกสร้างเป็นของจำเลยหรือไม่ การที่โจทก์แจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดสิ่งปลูกสร้างซึ่งไม่ใช่สิ่งปลูกสร้างบนที่ดินของจำเลยทั้งสองจึงถือเป็นความบกพร่องและความประมาทเลินเล่อ ทั้งตามรายงานการยึดอสังหาริมทรัพย์ก็ระบุชัดเจนว่าผู้แทนโจทก์ได้ตรวจสอบและรับรองรายการทรัพย์ที่ยึดและราคาประเมินแล้ว ทรัพย์ที่นำยึดมีสภาพตามภาพถ่ายที่นำส่ง หากผิดพลาดประการใดยอมรับผิดและชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายตามกฎหมาย เมื่อเป็นความบกพร่องและความประมาทเลินเล่อของโจทก์เอง ไม่ใช่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2560 โจทก์ยื่นคำขอยึดทรัพย์ ณ ที่ทำการต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดเพชรบุรี ขอให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 65002 ของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นทรัพย์จำนองและแถลงขอนำยึดพร้อมสิ่งปลูกสร้างตึกแถว 2 ชั้น ไม่ปรากฏเลขที่ ต่อมาวันที่ 4 มกราคม 2561 โจทก์แถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าที่โจทก์นำยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 65002 พร้อมสิ่งปลูกสร้างตึกแถว 2 ชั้น ไม่ปรากฏเลขที่ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2560 นั้น ไม่ตรงกับความเป็นจริงเพราะความหลงผิดของโจทก์เนื่องจากที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินว่างเปล่าไม่ปรากฏสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินแต่อย่างใด ขอให้แก้ไขให้ถูกต้อง เจ้าพนักงานบังคับคดีอนุญาตให้แก้ไขแล้วมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายในส่วนของสิ่งปลูกสร้าง 13,181 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์ต้องเสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายหรือไม่ เห็นว่า ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 กำหนดความหมายของคำว่า "ค่าธรรมเนียม" ว่า เงินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่เรียกเก็บตามกฎหมาย เนื่องจากการให้บริการของหน่วยงานของรัฐ ดังนั้น ค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีตามตาราง 5 หมายเลข 3 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ค่าธรรมเนียมเมื่อยึดทรัพย์สินซึ่งมิใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย จึงเป็นค่าบริการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเรียกเก็บจากคู่ความที่มาขอใช้บริการการยึดทรัพย์จากเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้วแต่ต่อมาไม่มีการขายทรัพย์ที่ยึดนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์เป็นผู้ยื่นคำขอยึดทรัพย์ ณ ที่ทำการต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีพร้อมส่งโฉนดที่ดิน ภาพถ่ายสิ่งปลูกสร้าง และเอกสารประกอบ ขอให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 65002 ซึ่งเป็นทรัพย์จำนองและแถลงขอนำยึดพร้อมสิ่งปลูกสร้างตึกแถว 2 ชั้น ไม่ปรากฏเลขที่ ขนาดกว้าง 4 เมตร ยาว 10 เมตร โดยอ้างว่าเป็นที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของจำเลยทั้งสอง เจ้าพนักงานบังคับคดีตรวจสอบแล้วเชื่อว่าเป็นทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองตามที่โจทก์กล่าวอ้างจึงทำการยึดให้ แล้วประเมินราคาทรัพย์ที่ยึดแยกเป็นราคาที่ดินประมาณ 364,000 บาท และราคาสิ่งปลูกสร้างประมาณ 644,000 บาท แจ้งการยึดให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรีและจำเลยทั้งสองทราบ ปิดประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีเรื่องการยึดทรัพย์ ณ ที่ตั้งทรัพย์ การยึดของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวจึงมีค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีเกิดขึ้นแล้ว เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าโจทก์หลงผิดในส่วนภาพถ่ายของที่ดินที่นำยึด ความจริงแล้วที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินว่างเปล่าไม่ปรากฏสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแก้ไขให้ถูกต้องเท่ากับโจทก์ประสงค์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการยึดสิ่งปลูกสร้างตามภาพถ่าย กรณีจึงเป็นการขอถอนการยึดทรัพย์ที่มีอยู่จริง จึงต้องเสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายตามตาราง 5 หมายเลข 3 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แม้โจทก์จะอ้างว่ากรณีของโจทก์เป็นเรื่องผิดหลงในส่วนภาพถ่ายของที่ดินที่นำยึดเจ้าพนักงานบังคับคดีสามารถมีคำสั่งแก้ไขได้ไม่ทำให้จำเลยทั้งสองหรือบุคคลภายนอกเสียหายไม่จำต้องให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายนั้นก็ตาม แต่ข้อผิดหลงที่โจทก์กล่าวอ้างดังกล่าวเกิดจากการความผิดของโจทก์เองที่ไม่ตรวจสอบให้ชัดเจนก่อนที่จะนำยึด โจทก์จึงจะยกมาเป็นข้ออ้างให้พ้นความรับผิดในค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีหาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สันติ วงศ์รัตนานนท์-ประมวญ รักศิลธรรม-สมเกียรติ ตั้งสกุล) ศาลจังหวัดเพชรบุรี - นายเกียรติศักดิ์ พุ่มเจริญ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายนวรัตน์ กลิ่นรัตน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ผบ.(พ)27/2563 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
662410
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดเพชรบุรี",
        "judge": "นายเกียรติศักดิ์ พุ่มเจริญ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายนวรัตน์ กลิ่นรัตน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081950230"
    }
}
date
2563
deka_no
4187/2563
deka_running_no
4187
deka_year
2563
department
แผนก
judges
[
    "สันติ วงศ์รัตนานนท์",
    "ประมวญ รักศิลธรรม",
    "สมเกียรติ ตั้งสกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 149 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 153 วรรคสอง",
            "ม. 153/1 ตาราง 5 ข้อ 3 ท้าย ป.วิ.พ."
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาง ร."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย พ. กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้ชำระหนี้และบังคับจำนอง ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 988,658 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 800,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 พฤษภาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 65002 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์จำนอง ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 ต่อมาวันที่ 20 ธันวาคม 2560 โจทก์ยื่นคำขอยึดทรัพย์ ณ ที่ทำการต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยขอให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 65002 ของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นทรัพย์จำนองและแถลงขอนำยึดพร้อมสิ่งปลูกสร้างตึกแถว 2 ชั้น ไม่ปรากฏเลขที่ กว้าง 4 เมตร ยาว 10 เมตร โดยโจทก์เป็นผู้นำส่งโฉนดที่ดินเลขที่ 65002 สัญญาจำนอง และภาพถ่ายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวโดยประเมินราคารวม 1,008,000 บาท แบ่งเป็นที่ดิน 364,000 บาท และสิ่งปลูกสร้าง 644,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งการยึด ปิดประกาศยึดทรัพย์ ณ ที่ตั้งทรัพย์ พร้อมแจ้งราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีให้จำเลยทั้งสองทราบแล้ว ต่อมาวันที่ 4 มกราคม 2561 โจทก์แถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าที่โจทก์นำยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 65002 พร้อมสิ่งปลูกสร้างตึกแถว 2 ชั้น ไม่ปรากฏเลขที่ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2560 นั้น ไม่ตรงกับความเป็นจริงเนื่องจากความผิดหลงของโจทก์ ที่ถูกที่ดินโฉนดเลขที่ดังกล่าวเป็นที่ดินว่างเปล่าไม่ปรากฏสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินแต่อย่างใด ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแก้ไขให้ถูกต้อง เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงคำนวณค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายในส่วนของสิ่งปลูกสร้าง 13,181 บาท แล้วแจ้งให้โจทก์วางเงินเพื่อดำเนินการถอนการยึดสิ่งปลูกสร้าง วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2561 โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า โจทก์นำยึดที่ดินถูกต้องส่วนการนำยึดสิ่งปลูกสร้างตึกแถว 2 ชั้น เป็นการผิดหลงเพียงเล็กน้อย เจ้าพนักงานบังคับคดีสามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้โดยไม่จำต้องให้โจทก์วางค่าธรรมเนียมการถอนการยึด ขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของโจทก์แล้วมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีในส่วนที่สั่งให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายเฉพาะสิ่งปลูกสร้าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า โจทก์เป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบที่ตั้งของที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดสิ่งปลูกสร้าง จึงต้องตรวจสอบให้ดีเสียก่อนว่าสิ่งปลูกสร้างเป็นของจำเลยหรือไม่ การที่โจทก์แจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดสิ่งปลูกสร้างซึ่งไม่ใช่สิ่งปลูกสร้างบนที่ดินของจำเลยทั้งสองจึงถือเป็นความบกพร่องและความประมาทเลินเล่อ ทั้งตามรายงานการยึดอสังหาริมทรัพย์ก็ระบุชัดเจนว่าผู้แทนโจทก์ได้ตรวจสอบและรับรองรายการทรัพย์ที่ยึดและราคาประเมินแล้ว ทรัพย์ที่นำยึดมีสภาพตามภาพถ่ายที่นำส่ง หากผิดพลาดประการใดยอมรับผิดและชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายตามกฎหมาย เมื่อเป็นความบกพร่องและความประมาทเลินเล่อของโจทก์เอง ไม่ใช่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2560 โจทก์ยื่นคำขอยึดทรัพย์ ณ ที่ทำการต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดเพชรบุรี ขอให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 65002 ของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นทรัพย์จำนองและแถลงขอนำยึดพร้อมสิ่งปลูกสร้างตึกแถว 2 ชั้น ไม่ปรากฏเลขที่ ต่อมาวันที่ 4 มกราคม 2561 โจทก์แถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าที่โจทก์นำยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 65002 พร้อมสิ่งปลูกสร้างตึกแถว 2 ชั้น ไม่ปรากฏเลขที่ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2560 นั้น ไม่ตรงกับความเป็นจริงเพราะความหลงผิดของโจทก์เนื่องจากที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินว่างเปล่าไม่ปรากฏสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินแต่อย่างใด ขอให้แก้ไขให้ถูกต้อง เจ้าพนักงานบังคับคดีอนุญาตให้แก้ไขแล้วมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายในส่วนของสิ่งปลูกสร้าง 13,181 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์ต้องเสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายหรือไม่ เห็นว่า ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 กำหนดความหมายของคำว่า "ค่าธรรมเนียม" ว่า เงินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่เรียกเก็บตามกฎหมาย เนื่องจากการให้บริการของหน่วยงานของรัฐ ดังนั้น ค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีตามตาราง 5 หมายเลข 3 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ค่าธรรมเนียมเมื่อยึดทรัพย์สินซึ่งมิใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย จึงเป็นค่าบริการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเรียกเก็บจากคู่ความที่มาขอใช้บริการการยึดทรัพย์จากเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้วแต่ต่อมาไม่มีการขายทรัพย์ที่ยึดนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์เป็นผู้ยื่นคำขอยึดทรัพย์ ณ ที่ทำการต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีพร้อมส่งโฉนดที่ดิน ภาพถ่ายสิ่งปลูกสร้าง และเอกสารประกอบ ขอให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 65002 ซึ่งเป็นทรัพย์จำนองและแถลงขอนำยึดพร้อมสิ่งปลูกสร้างตึกแถว 2 ชั้น ไม่ปรากฏเลขที่ ขนาดกว้าง 4 เมตร ยาว 10 เมตร โดยอ้างว่าเป็นที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของจำเลยทั้งสอง เจ้าพนักงานบังคับคดีตรวจสอบแล้วเชื่อว่าเป็นทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองตามที่โจทก์กล่าวอ้างจึงทำการยึดให้ แล้วประเมินราคาทรัพย์ที่ยึดแยกเป็นราคาที่ดินประมาณ 364,000 บาท และราคาสิ่งปลูกสร้างประมาณ 644,000 บาท แจ้งการยึดให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรีและจำเลยทั้งสองทราบ ปิดประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีเรื่องการยึดทรัพย์ ณ ที่ตั้งทรัพย์ การยึดของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวจึงมีค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีเกิดขึ้นแล้ว เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าโจทก์หลงผิดในส่วนภาพถ่ายของที่ดินที่นำยึด ความจริงแล้วที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินว่างเปล่าไม่ปรากฏสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแก้ไขให้ถูกต้องเท่ากับโจทก์ประสงค์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการยึดสิ่งปลูกสร้างตามภาพถ่าย กรณีจึงเป็นการขอถอนการยึดทรัพย์ที่มีอยู่จริง จึงต้องเสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายตามตาราง 5 หมายเลข 3 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แม้โจทก์จะอ้างว่ากรณีของโจทก์เป็นเรื่องผิดหลงในส่วนภาพถ่ายของที่ดินที่นำยึดเจ้าพนักงานบังคับคดีสามารถมีคำสั่งแก้ไขได้ไม่ทำให้จำเลยทั้งสองหรือบุคคลภายนอกเสียหายไม่จำต้องให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายนั้นก็ตาม แต่ข้อผิดหลงที่โจทก์กล่าวอ้างดังกล่าวเกิดจากการความผิดของโจทก์เองที่ไม่ตรวจสอบให้ชัดเจนก่อนที่จะนำยึด โจทก์จึงจะยกมาเป็นข้ออ้างให้พ้นความรับผิดในค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีหาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000100.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ผบ.(พ)27/2563
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2563