คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3463/2563 ฉบับเต็ม

#662630
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3463/2563 พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์ โจทก์ นาย ท. จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 40, มาตรา 41, มาตรา 42, มาตรา 66 ทวิ ความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 42 มีบทลงโทษตามมาตรา 66 ทวิ ความผิดดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารได้ตามกฎหมาย และแจ้งคำสั่งให้จำเลยทราบโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ซึ่งอำนาจของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่จะสั่งให้รื้อถอนอาคารตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 42 บัญญัติว่า "ถ้าการกระทำตามมาตรา 40 เป็นกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ หรือเจ้าของอาคารมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามมาตรา 41 ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคาร ผู้ควบคุมงาน หรือผู้ดำเนินการรื้อถอนอาคารนั้นทั้งหมดหรือบางส่วนได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดแต่ต้องไม่น้อยกว่าสามสิบวัน ..." ดังนั้น ข้อเท็จจริงว่าอาคารดังกล่าวไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ จึงเป็นเงื่อนไขที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นองค์ประกอบความผิดซึ่งต้องบรรยายให้ปรากฏในฟ้อง เพื่อนำมาพิจารณาถึงอำนาจของเจ้าพนักงานท้องถิ่น มิใช่เป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ เมื่อฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าอาคารที่จำเลยดัดแปลงโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ การบรรยายฟ้องจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายที่โจทก์ขอให้ลงโทษ ฟ้องของโจทก์จึงไม่สมบูรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4, 21, 31, 40, 42, 65, 66 ทวิ, 67, 71 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขอให้ปรับจำเลยเป็นรายวันฐานก่อสร้าง ดัดแปลงอาคารโดยฝ่าฝืนคำสั่งตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2559 ถึงวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 และปรับจำเลยรายวันฐานฝ่าฝืนคำสั่งให้รื้อถอนของเจ้าพนักงานตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2559 จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21, 42, 65 วรรคแรกและวรรคสอง, 66 ทวิ วรรคแรกและวรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 เดือน และปรับ 6,000 บาท กับปรับรายวันนับตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2559 ถึงวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 ตามที่โจทก์ขอมา เป็นเวลา 28 วัน วันละ 120 บาท รวม 3,360 บาท ฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานให้รื้อถอน จำคุก 2 เดือน และปรับ 6,000 บาท กับปรับรายวันนับแต่วันฝ่าฝืนคำสั่งจนถึงวันฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นเวลา 680 วัน วันละ 120 บาท รวม 81,600 บาท และปรับรายวันอีกวันละ 120 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟังคำพิพากษาจนกว่าจำเลยจะปฏิบัติตามคำสั่ง ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละหนึ่งในสาม ฐานดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 เดือน 10 วัน และปรับ 4,000 บาท กับปรับจำเลยรายวันนับตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2559 ถึงวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 ตามที่โจทก์ขอมา เป็นเวลา 28 วัน วันละ 80 บาท รวม 2,240 บาท ฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานให้รื้อถอน จำคุก 1 เดือน 10 วัน และปรับ 4,000 บาท กับปรับจำเลยรายวันนับแต่วันฝ่าฝืนคำสั่งจนถึงวันฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นเวลา 680 วัน วันละ 80 บาท รวม 54,400 บาท รวมจำคุก 2 เดือน 20 วัน และปรับ 64,640 บาท กับให้ปรับจำเลยรายวันอีกวันละ 80 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นจนกว่าจำเลยจะปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกินหนึ่งปี ส่วนข้อหาอื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังยุติว่า จำเลยดัดแปลงอาคารเลขที่ 27 หมู่ที่ 5 ตำบลพยุหะ อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กชั้นเดียวขนาดกว้าง 6 เมตร ยาว 8 เมตร รุกล้ำเข้าไปในชายตลิ่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นการดัดแปลงอาคารและโครงสร้างอันมิใช่การซ่อมแซมหรือการดัดแปลงที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง โดยมิได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ลงโทษจำคุกจำเลย 1 เดือน 10 วัน ปรับ 4,000 บาท ในความผิดฐานดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ความผิดฐานดังกล่าวยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 สำหรับความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ระงับการดัดแปลงอาคาร ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องของโจทก์ในข้อหาฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารที่จำเลยดัดแปลงตามฟ้อง ข้อ 1.3 เป็นฟ้องที่สมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า วันที่ 21 พฤษภาคม 2559 เวลากลางวัน จำเลยทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้รื้อถอนอาคารดังกล่าวโดยชอบแล้ว ต่อมาวันที่ 22 มิถุนายน 2559 เวลากลางวัน จำเลยฝ่าฝืนคำสั่งไม่รื้อถอนอาคารดังกล่าวโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวและไม่ได้รับการยกเว้นใด ๆ ตามกฎหมาย โดยอ้างว่าเป็นความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 42 มีบทลงโทษตามมาตรา 66 ทวิ ความผิดดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารได้ตามกฎหมาย และแจ้งคำสั่งให้จำเลยทราบโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ซึ่งอำนาจของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่จะสั่งให้รื้อถอนอาคารนั้น พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 42 บัญญัติว่า "ถ้าการกระทำตามมาตรา 40 เป็นกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ หรือเจ้าของอาคารมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามมาตรา 41 ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคาร ผู้ควบคุมงาน หรือผู้ดำเนินการรื้อถอนอาคารนั้นทั้งหมดหรือบางส่วนได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดแต่ต้องไม่น้อยกว่าสามสิบวัน ..." ดังนั้น เจ้าพนักงานท้องถิ่นจะมีอำนาจสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารที่ดัดแปลงโดยไม่ได้รับใบอนุญาตได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงว่าอาคารดังกล่าวไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ จึงเป็นเงื่อนไขที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นองค์ประกอบความผิดซึ่งต้องบรรยายให้ปรากฏในฟ้อง เพื่อนำมาพิจารณาถึงอำนาจของเจ้าพนักงานท้องถิ่น มิใช่เป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ เมื่อฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าอาคารที่จำเลยดัดแปลงโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ การบรรยายฟ้องจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายที่โจทก์ขอให้ลงโทษ ฟ้องของโจทก์ในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคาร ที่จำเลยดัดแปลงตามฟ้องข้อ 1.3 จึงไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้ลงโทษจำเลยในข้อหาดังกล่าวมานั้น เป็นการไม่ชอบ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาในข้ออื่นเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 42, 66 ทวิ คงลงโทษจำเลยฐานดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 เดือน 10 วัน และปรับ 4,000 บาท กับปรับรายวัน วันละ 80 บาท นับตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2559 ถึงวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 รวม 2,240 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกินหนึ่งปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 (ชัยรัตน์ ศิลาลาย-ภัทรศักดิ์ วรรณแสง-อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล) ศาลจังหวัดนครสวรรค์ - นายสุประวัติ สมดี ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายวรพจน์ อินทวดี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2912/2562 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
662630
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครสวรรค์",
        "judge": "นายสุประวัติ สมดี"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 6",
        "judge": "นายวรพจน์ อินทวดี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081950470"
    }
}
date
2563
deka_no
3463/2563
deka_running_no
3463
deka_year
2563
department
แผนก
judges
[
    "ชัยรัตน์ ศิลาลาย",
    "ภัทรศักดิ์ วรรณแสง",
    "อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 158 (5)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 40",
            "ม. 41",
            "ม. 42",
            "ม. 66 ทวิ"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ท."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4, 21, 31, 40, 42, 65, 66 ทวิ, 67, 71 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขอให้ปรับจำเลยเป็นรายวันฐานก่อสร้าง ดัดแปลงอาคารโดยฝ่าฝืนคำสั่งตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2559 ถึงวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 และปรับจำเลยรายวันฐานฝ่าฝืนคำสั่งให้รื้อถอนของเจ้าพนักงานตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2559 จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21, 42, 65 วรรคแรกและวรรคสอง, 66 ทวิ วรรคแรกและวรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 เดือน และปรับ 6,000 บาท กับปรับรายวันนับตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2559 ถึงวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 ตามที่โจทก์ขอมา เป็นเวลา 28 วัน วันละ 120 บาท รวม 3,360 บาท ฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานให้รื้อถอน จำคุก 2 เดือน และปรับ 6,000 บาท กับปรับรายวันนับแต่วันฝ่าฝืนคำสั่งจนถึงวันฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นเวลา 680 วัน วันละ 120 บาท รวม 81,600 บาท และปรับรายวันอีกวันละ 120 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟังคำพิพากษาจนกว่าจำเลยจะปฏิบัติตามคำสั่ง ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละหนึ่งในสาม ฐานดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 เดือน 10 วัน และปรับ 4,000 บาท กับปรับจำเลยรายวันนับตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2559 ถึงวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 ตามที่โจทก์ขอมา เป็นเวลา 28 วัน วันละ 80 บาท รวม 2,240 บาท ฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานให้รื้อถอน จำคุก 1 เดือน 10 วัน และปรับ 4,000 บาท กับปรับจำเลยรายวันนับแต่วันฝ่าฝืนคำสั่งจนถึงวันฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นเวลา 680 วัน วันละ 80 บาท รวม 54,400 บาท รวมจำคุก 2 เดือน 20 วัน และปรับ 64,640 บาท กับให้ปรับจำเลยรายวันอีกวันละ 80 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นจนกว่าจำเลยจะปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกินหนึ่งปี ส่วนข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังยุติว่า จำเลยดัดแปลงอาคารเลขที่ 27 หมู่ที่ 5 ตำบลพยุหะ อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กชั้นเดียวขนาดกว้าง 6 เมตร ยาว 8 เมตร รุกล้ำเข้าไปในชายตลิ่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นการดัดแปลงอาคารและโครงสร้างอันมิใช่การซ่อมแซมหรือการดัดแปลงที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง โดยมิได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ลงโทษจำคุกจำเลย 1 เดือน 10 วัน ปรับ 4,000 บาท ในความผิดฐานดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ความผิดฐานดังกล่าวยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 สำหรับความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ระงับการดัดแปลงอาคาร ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องของโจทก์ในข้อหาฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารที่จำเลยดัดแปลงตามฟ้อง ข้อ 1.3 เป็นฟ้องที่สมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า วันที่ 21 พฤษภาคม 2559 เวลากลางวัน จำเลยทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้รื้อถอนอาคารดังกล่าวโดยชอบแล้ว ต่อมาวันที่ 22 มิถุนายน 2559 เวลากลางวัน จำเลยฝ่าฝืนคำสั่งไม่รื้อถอนอาคารดังกล่าวโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวและไม่ได้รับการยกเว้นใด ๆ ตามกฎหมาย โดยอ้างว่าเป็นความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 42 มีบทลงโทษตามมาตรา 66 ทวิ ความผิดดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารได้ตามกฎหมาย และแจ้งคำสั่งให้จำเลยทราบโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ซึ่งอำนาจของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่จะสั่งให้รื้อถอนอาคารนั้น พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 42 บัญญัติว่า "ถ้าการกระทำตามมาตรา 40 เป็นกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ หรือเจ้าของอาคารมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามมาตรา 41 ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคาร ผู้ควบคุมงาน หรือผู้ดำเนินการรื้อถอนอาคารนั้นทั้งหมดหรือบางส่วนได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดแต่ต้องไม่น้อยกว่าสามสิบวัน ..." ดังนั้น เจ้าพนักงานท้องถิ่นจะมีอำนาจสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารที่ดัดแปลงโดยไม่ได้รับใบอนุญาตได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงว่าอาคารดังกล่าวไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ จึงเป็นเงื่อนไขที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นองค์ประกอบความผิดซึ่งต้องบรรยายให้ปรากฏในฟ้อง เพื่อนำมาพิจารณาถึงอำนาจของเจ้าพนักงานท้องถิ่น มิใช่เป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ เมื่อฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าอาคารที่จำเลยดัดแปลงโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ การบรรยายฟ้องจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายที่โจทก์ขอให้ลงโทษ ฟ้องของโจทก์ในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคาร ที่จำเลยดัดแปลงตามฟ้องข้อ 1.3 จึงไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้ลงโทษจำเลยในข้อหาดังกล่าวมานั้น เป็นการไม่ชอบ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาในข้ออื่นเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 42, 66 ทวิ คงลงโทษจำเลยฐานดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 เดือน 10 วัน และปรับ 4,000 บาท กับปรับรายวัน วันละ 80 บาท นับตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2559 ถึงวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 รวม 2,240 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกินหนึ่งปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000102.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2912/2562
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2563