คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1605/2563 ฉบับเต็ม

#662736
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1605/2563 ธนาคาร ก. โจทก์ นางสาว อ. กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคสอง โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อ และจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน ร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวและทวงถามจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับตามที่อยู่ของจำเลยที่ 2 ที่ระบุในสัญญาค้ำประกัน การบอกกล่าวเช่นนี้ แม้ไม่พบจำเลยที่ 2 และไม่มีผู้ใดรับไว้ ก็ถือว่าหนังสือบอกกล่าวได้ไปถึงจำเลยที่ 2 แล้ว แต่เมื่อโจทก์บอกกล่าวจำเลยที่ 2 ล่วงพ้นกำหนดเวลาหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด ย่อมทำให้จำเลยที่ 2 หลุดพ้นเพียงความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนี้บรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลาหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคสอง แต่สำหรับหนี้ส่งมอบรถยนต์หรือใช้ราคาแทนเป็นหนี้ประธานของสัญญาเช่าซื้อ จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน หากส่งไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนและชำระค่าเสียหาย ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 แม้โจทก์จะอุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม แต่อุทธรณ์ของโจทก์ก็ขอให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ หากส่งไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงินมาด้วย จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ โจทก์จึงต้องชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามทุนทรัพย์ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ราคาแทน 400,539.23 บาท ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหาย 38,360.77 บาท และอีกเดือนละ 2,950.83 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 438,900 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ถ้าส่งคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 320,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหาย 24,000 บาท และอีกเดือนละ 2,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 พฤศจิกายน 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทนแต่ไม่เกิน 6 เดือน กับให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าขาดประโยชน์เป็นระยะเวลา 60 วัน นับแต่วันผิดนัดคิดเป็นเงิน 3,692.30 บาท กับให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์หรือใช้ราคาแทน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ชำระเกินมา 6,380 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2558 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ขค 2656 ขอนแก่น จากโจทก์ ในราคา 420,750 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดรายเดือน รวม 60 งวด โดยงวดที่ 1 ถึงงวดที่ 59 งวดละ 7,013.08 บาท งวดที่ 60 จำนวน 6,978.28 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 5 กันยายน 2558 และทุกวันที่ 5 ของทุกเดือนจนกว่าจะครบ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดในวงเงิน 450,202.76 บาท ภายหลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อเพียง 2 งวด กับงวดที่สามเพียงบางส่วน เป็นเงิน 20,217.76 บาท แล้วผิดนัดไม่ชำระเกินกว่าสามงวดติดต่อกัน วันที่ 11 สิงหาคม 2559 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2559 สำหรับจำเลยที่ 2 ไม่สามารถส่งได้เนื่องจากไม่มารับภายในกำหนด แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยไม่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงประเด็นเดียวว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืน หากคืนไม่ได้ต้องชดใช้ราคารถแทนแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งผิดสัญญาเช่าซื้อและฟ้องจำเลยที่ 2 ผิดสัญญาประกัน โดยขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อไม่ครบถ้วนตั้งแต่งวดที่ 3 ประจำวันที่ 5 พฤศจิกายน 2558 และผิดนัดเรื่อยมาเป็นเวลาสามงวดติดต่อกัน ภายหลังจากนั้นเป็นเวลาล่วงพ้นกว่าหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด โจทก์เพิ่งมีหนังสือบอกกล่าวแก่จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน ตามหนังสือบอกกล่าวลงวันที่ 11 สิงหาคม 2559 ส่งไปยังจำเลยที่ 2 ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับตามที่อยู่ของจำเลยที่ 2 ที่ระบุในสัญญาค้ำประกัน การส่งหนังสือบอกกล่าวเช่นนี้ แม้ไม่พบจำเลยที่ 2 และไม่มีผู้ใดรับไว้ ก็ถือว่าหนังสือบอกกล่าวได้ไปถึงจำเลยที่ 2 อันมีผลเป็นการบอกกล่าวแก่จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันแล้ว และผลของการบอกกล่าวของโจทก์ที่ล่วงพ้นกำหนดเวลาหกสิบวัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดดังกล่าวย่อมทำให้จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นเพียงความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนี้บรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลาหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคสอง แต่สำหรับหนี้ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทนโจทก์ยังติดใจฎีกาให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดด้วยนั้น เนื่องจากรถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นทรัพย์ซึ่งวัตถุแห่งหนี้ของสัญญาเช่าซื้อ ดังนั้น หนี้การส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อ ตลอดจนหนี้ใช้ราคาแทนในกรณีส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้ไม่ได้ ย่อมเป็นหนี้ประธานของสัญญาเช่าซื้อ หาใช่หนี้ดอกเบี้ยหรือค่าสินไหมทดแทนหรือค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ตามความในมาตรา 686 วรรคสอง ดังที่กล่าวมาแล้วไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภคเห็นว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีหน้าที่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทนเพราะหนี้ดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังระยะเวลาหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 686 วรรคสอง นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภค เห็นว่า โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมเป็นคดีที่ขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท และสั่งคืนค่าขึ้นศาล 6,380 บาท แก่โจทก์นั้นไม่ชอบเพราะโจทก์ขอให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ หากส่งคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 320,000 บาท มาด้วย ซึ่งเป็นคดีมีทุนทรัพย์ จึงต้องชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามทุนทรัพย์ซึ่งโจทก์ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาชอบแล้ว พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ถ้าส่งคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 320,000 บาท แก่โจทก์ ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่สั่งคืนค่าขึ้นศาล 6,380 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 (เธียรดนัย ธรรมดุษฎี-ประมวญ รักศิลธรรม-สมเกียรติ ตั้งสกุล) ศาลจังหวัดหนองบัวลำภู - นายบูชา รองเดช ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายวัชรินทร์ สงห้อง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ผบ.(พ)205/2562 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
662736
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดหนองบัวลำภู",
        "judge": "นายบูชา รองเดช"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายวัชรินทร์ สงห้อง"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081951379"
    }
}
date
2563
deka_no
1605/2563
deka_running_no
1605
deka_year
2563
department
แผนก
judges
[
    "เธียรดนัย ธรรมดุษฎี",
    "ประมวญ รักศิลธรรม",
    "สมเกียรติ ตั้งสกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 686 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคาร ก."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาว อ. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ราคาแทน 400,539.23 บาท ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหาย 38,360.77 บาท และอีกเดือนละ 2,950.83 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 438,900 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ถ้าส่งคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 320,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหาย 24,000 บาท และอีกเดือนละ 2,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 พฤศจิกายน 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทนแต่ไม่เกิน 6 เดือน กับให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าขาดประโยชน์เป็นระยะเวลา 60 วัน นับแต่วันผิดนัดคิดเป็นเงิน 3,692.30 บาท กับให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์หรือใช้ราคาแทน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ชำระเกินมา 6,380 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2558 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ขค 2656 ขอนแก่น จากโจทก์ ในราคา 420,750 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดรายเดือน รวม 60 งวด โดยงวดที่ 1 ถึงงวดที่ 59 งวดละ 7,013.08 บาท งวดที่ 60 จำนวน 6,978.28 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 5 กันยายน 2558 และทุกวันที่ 5 ของทุกเดือนจนกว่าจะครบ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดในวงเงิน 450,202.76 บาท ภายหลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อเพียง 2 งวด กับงวดที่สามเพียงบางส่วน เป็นเงิน 20,217.76 บาท แล้วผิดนัดไม่ชำระเกินกว่าสามงวดติดต่อกัน วันที่ 11 สิงหาคม 2559 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2559 สำหรับจำเลยที่ 2 ไม่สามารถส่งได้เนื่องจากไม่มารับภายในกำหนด แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยไม่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงประเด็นเดียวว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืน หากคืนไม่ได้ต้องชดใช้ราคารถแทนแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งผิดสัญญาเช่าซื้อและฟ้องจำเลยที่ 2 ผิดสัญญาประกัน โดยขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อไม่ครบถ้วนตั้งแต่งวดที่ 3 ประจำวันที่ 5 พฤศจิกายน 2558 และผิดนัดเรื่อยมาเป็นเวลาสามงวดติดต่อกัน ภายหลังจากนั้นเป็นเวลาล่วงพ้นกว่าหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด โจทก์เพิ่งมีหนังสือบอกกล่าวแก่จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน ตามหนังสือบอกกล่าวลงวันที่ 11 สิงหาคม 2559 ส่งไปยังจำเลยที่ 2 ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับตามที่อยู่ของจำเลยที่ 2 ที่ระบุในสัญญาค้ำประกัน การส่งหนังสือบอกกล่าวเช่นนี้ แม้ไม่พบจำเลยที่ 2 และไม่มีผู้ใดรับไว้ ก็ถือว่าหนังสือบอกกล่าวได้ไปถึงจำเลยที่ 2 อันมีผลเป็นการบอกกล่าวแก่จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันแล้ว และผลของการบอกกล่าวของโจทก์ที่ล่วงพ้นกำหนดเวลาหกสิบวัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดดังกล่าวย่อมทำให้จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นเพียงความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนี้บรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลาหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคสอง แต่สำหรับหนี้ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทนโจทก์ยังติดใจฎีกาให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดด้วยนั้น เนื่องจากรถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นทรัพย์ซึ่งวัตถุแห่งหนี้ของสัญญาเช่าซื้อ ดังนั้น หนี้การส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อ ตลอดจนหนี้ใช้ราคาแทนในกรณีส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้ไม่ได้ ย่อมเป็นหนี้ประธานของสัญญาเช่าซื้อ หาใช่หนี้ดอกเบี้ยหรือค่าสินไหมทดแทนหรือค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ตามความในมาตรา 686 วรรคสอง ดังที่กล่าวมาแล้วไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภคเห็นว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีหน้าที่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทนเพราะหนี้ดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังระยะเวลาหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 686 วรรคสอง นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภค เห็นว่า โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมเป็นคดีที่ขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท และสั่งคืนค่าขึ้นศาล 6,380 บาท แก่โจทก์นั้นไม่ชอบเพราะโจทก์ขอให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ หากส่งคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 320,000 บาท มาด้วย ซึ่งเป็นคดีมีทุนทรัพย์ จึงต้องชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามทุนทรัพย์ซึ่งโจทก์ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาชอบแล้ว

พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ถ้าส่งคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 320,000 บาท แก่โจทก์ ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่สั่งคืนค่าขึ้นศาล 6,380 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000110.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ผบ.(พ)205/2562
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2563