คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8746/2543 ฉบับเต็ม

#66336
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8746/2543 พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม โจทก์ นายเฮง แซ่เตีย จำเลย ป.อ. มาตรา 217, มาตรา 218 (1), มาตรา 223 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 218 (1) โดยศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน เมื่อปรากฏว่า กระท่อมนาและทรัพย์สินที่ถูกเพลิงไหม้มีราคาเพียงเล็กน้อย ทั้งกระท่อมนาดังกล่าวปลูกอยู่กลางทุ่งนา รอบกระท่อมนาไม่มีบ้านเรือนบุคคลอื่นอยู่ และขณะเกิดเหตุกระท่อมนาไม่มีบุคคลอยู่อาศัย ย่อมไม่อาจเป็นอันตรายต่อบุคคลอื่นได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 223 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนโดยไม่ได้แก้ไข จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๑๗, ๒๑๘ จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๑๘ (๑) ให้จำคุก ๕ ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๒ ปี ๖ เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยวางเพลิงเผากระท่อมนา อันเป็นโรงเรือนที่อยู่อาศัยของนายหนูกัน กองแสน ผู้เสียหาย ทำให้เพลิงลุกไหม้กระท่อมนาและทรัพย์สินเสียหาย ขอให้ลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๑๗, ๒๑๘ จำเลยให้การรับสารภาพ โจทก์นำพยานเข้าเบิกความประกอบคำรับสารภาพของจำเลยโดยมีผู้เสียหายและนางใบ กองแสน ภริยาของผู้เสียหายมาเบิกความฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยได้จุดไฟเผากระท่อมนาของผู้เสียหายทำให้เกิดเพลิงลุกไหม้กระท่อมนาและทรัพย์สินที่เก็บไว้ในกระท่อมนาเสียหายหมด แต่ขณะเกิดเหตุกระท่อมนาดังกล่าวไม่มีผู้ใดพักอาศัย ปลูกอยู่กลางทุ่งนาห่างจากบ้านผู้เสียหายประมาณ ๑ กิโลเมตร รอบกระท่อมนาไม่มีบ้านเรือนบุคคลอื่นอยู่ ผู้เสียหายใช้พักผ่อนตอนไปทำนาและเก็บสิ่งของเก่า ๆ ที่เหลือใช้และทรัพย์บางอย่างก็ใช้การไม่ได้แล้ว รวมราคาทรัพย์ที่ถูกเพลิงไหม้ทั้งสิ้นประมาณ ๒๐,๐๐๐ บาท ดังนี้ จึงต้องถือว่ากระท่อมนาและทรัพย์สินที่ถูกเพลิงไหม้มีราคาเพียงเล็กน้อย ทั้งกระท่อมนาดังกล่าวปลูกอยู่กลางทุ่งนาและขณะเกิดเหตุ ไม่มีบุคคลอยู่อาศัย ย่อมไม่อาจเป็นอันตรายต่อบุคคลอื่นได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๒๓ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา ๒๑๘ (๑) ให้จำคุก ๕ ปี และศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืนโดยไม่ได้แก้ไข จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า ผู้เสียหายกับจำเลยเป็นญาติกัน หลังเกิดเหตุจำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายเป็นเงิน ๔๐,๐๐๐ บาท ถือได้ว่าเป็นการบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้น ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เมื่อคำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติของจำเลยตลอดจนสภาพความผิดประกอบกันแล้วกรณีจึงมีเหตุอันควรปรานีเพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีและประกอบสัมมาชีพหาเลี้ยงตนเองได้ต่อไป ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น แต่เพื่อให้หลาบจำ เห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง และคุมความประพฤติจำเลยไว้ด้วย พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๒๓ จำคุก ๓ ปี และปรับ ๖,๐๐๐ บาท เมื่อลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก ๑ ปี ๖ เดือน และปรับ ๓,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี และคุมความประพฤติจำเลยไว้ ๒ ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ ๓ ครั้ง มีกำหนด ๒ ปี ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดทำนองนี้อีก กับให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด ๓๐ ชั่วโมง ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔ (สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์-วิชัย ชื่นชมพูนุท-พีรพล จันทร์สว่าง) ศาลจังหวัดมหาสารคาม - นายอรรควัฒน์ หวังดำรงวงศ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นางเมทินี ชโลธร แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
66336
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดมหาสารคาม",
        "judge": "นายอรรควัฒน์ หวังดำรงวงศ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นางเมทินี ชโลธร"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082068742"
    }
}
date
2543
deka_no
8746/2543
deka_running_no
8746
deka_year
2543
department
แผนก
judges
[
    "สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์",
    "วิชัย ชื่นชมพูนุท",
    "พีรพล จันทร์สว่าง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 217",
            "ม. 218 (1)",
            "ม. 223"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายเฮง แซ่เตีย"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๑๗, ๒๑๘

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๑๘ (๑) ให้จำคุก ๕ ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๒ ปี ๖ เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยวางเพลิงเผากระท่อมนา อันเป็นโรงเรือนที่อยู่อาศัยของนายหนูกัน กองแสน ผู้เสียหาย ทำให้เพลิงลุกไหม้กระท่อมนาและทรัพย์สินเสียหาย ขอให้ลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๑๗, ๒๑๘ จำเลยให้การรับสารภาพ โจทก์นำพยานเข้าเบิกความประกอบคำรับสารภาพของจำเลยโดยมีผู้เสียหายและนางใบ กองแสน ภริยาของผู้เสียหายมาเบิกความฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยได้จุดไฟเผากระท่อมนาของผู้เสียหายทำให้เกิดเพลิงลุกไหม้กระท่อมนาและทรัพย์สินที่เก็บไว้ในกระท่อมนาเสียหายหมด แต่ขณะเกิดเหตุกระท่อมนาดังกล่าวไม่มีผู้ใดพักอาศัย ปลูกอยู่กลางทุ่งนาห่างจากบ้านผู้เสียหายประมาณ ๑ กิโลเมตร รอบกระท่อมนาไม่มีบ้านเรือนบุคคลอื่นอยู่ ผู้เสียหายใช้พักผ่อนตอนไปทำนาและเก็บสิ่งของเก่า ๆ ที่เหลือใช้และทรัพย์บางอย่างก็ใช้การไม่ได้แล้ว รวมราคาทรัพย์ที่ถูกเพลิงไหม้ทั้งสิ้นประมาณ ๒๐,๐๐๐ บาท ดังนี้ จึงต้องถือว่ากระท่อมนาและทรัพย์สินที่ถูกเพลิงไหม้มีราคาเพียงเล็กน้อย ทั้งกระท่อมนาดังกล่าวปลูกอยู่กลางทุ่งนาและขณะเกิดเหตุ ไม่มีบุคคลอยู่อาศัย ย่อมไม่อาจเป็นอันตรายต่อบุคคลอื่นได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๒๓ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา ๒๑๘ (๑) ให้จำคุก ๕ ปี และศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืนโดยไม่ได้แก้ไข จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องได้

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า ผู้เสียหายกับจำเลยเป็นญาติกัน หลังเกิดเหตุจำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายเป็นเงิน ๔๐,๐๐๐ บาท ถือได้ว่าเป็นการบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้น ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เมื่อคำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติของจำเลยตลอดจนสภาพความผิดประกอบกันแล้วกรณีจึงมีเหตุอันควรปรานีเพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีและประกอบสัมมาชีพหาเลี้ยงตนเองได้ต่อไป ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น แต่เพื่อให้หลาบจำ เห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง และคุมความประพฤติจำเลยไว้ด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๒๓ จำคุก ๓ ปี และปรับ ๖,๐๐๐ บาท เมื่อลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก ๑ ปี ๖ เดือน และปรับ ๓,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี และคุมความประพฤติจำเลยไว้ ๒ ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ ๓ ครั้ง มีกำหนด ๒ ปี ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดทำนองนี้อีก กับให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด ๓๐ ชั่วโมง ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001151.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2543