คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3228/2563 ฉบับเต็ม

#663403
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3228/2563 พนักงานอัยการจังหวัดพล โจทก์ นาย ก. โจทก์ร่วม นาย ป. กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 78 ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง ป.อ. มาตรา 78 เป็นบทบัญญัติให้ศาลใช้ดุลพินิจในการลงโทษให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์ของผู้กระทำความผิดเป็นรายบุคคลไป หาใช่บทบังคับที่จะต้องลดโทษให้แก่ผู้กระทำความผิดเพราะมีเหตุบรรเทาโทษเสมอไปไม่ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้การรับสารภาพในชั้นอุทธรณ์ เป็นการขอแก้ไขคำให้การจากที่ให้การปฏิเสธเป็นให้การรับสารภาพ จำเลยทั้งสองไม่อาจกระทำได้เพราะการแก้ไขคำให้การจะต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา และไม่อาจถือว่าเป็นการยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ เพราะจำเลยยังติดใจในประเด็นรอการลงโทษจำคุก ทั้งไม่อาจถือว่าเป็นการยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ด้วยการสละประเด็นบางข้อ เพราะพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว เพียงแต่ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองยอมรับข้อเท็จจริง โดยไม่โต้แย้งข้อที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิด การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ได้ยกปัญหาที่จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพดังกล่าวมาเป็นเหตุลดโทษให้จำเลยทั้งสองเพราะเห็นว่าล่วงเลยเวลาที่จะขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การหรืออุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองแล้ว จึงมิใช่การลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงานหรือให้ความรู้แก่ศาลอันจะเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ย่อมเป็นดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 278, 281, 309 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณานาย ก. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 (เดิม), 281 (ที่ถูกไม่ต้องระบุ), 309 วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 (เดิม), 281 (ที่ถูกไม่ต้องระบุ) ประกอบมาตรา 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 เดือน และยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 ขอให้การรับสารภาพในชั้นอุทธรณ์และขอให้รอการลงโทษจำคุก ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่ไม่ลดโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ชอบหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นอุทธรณ์ อันเป็นการลุแก่โทษ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องลดโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 นั้น เห็นว่า บทบัญญัติประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ที่บัญญัติว่า "เมื่อปรากฏว่ามีเหตุบรรเทาโทษ... ถ้าศาลเห็นสมควรจะลดโทษไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้นก็ได้..." เป็นบทบัญญัติให้ศาลใช้ดุลพินิจในการลงโทษให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์ของผู้กระทำความผิดเป็นรายบุคคลไป หาใช่บทบังคับที่จะต้องลดโทษให้แก่ผู้กระทำความผิดเพราะมีเหตุบรรเทาโทษเสมอไปไม่ การที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้การรับสารภาพในชั้นอุทธรณ์นั้น เป็นการขอแก้คำให้การจากที่ให้การปฏิเสธเป็นให้การรับสารภาพ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองไม่อาจกระทำได้เพราะการแก้คำให้การจะต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา และไม่อาจถือว่าเป็นการยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ เพราะจำเลยทั้งสองยังติดใจอุทธรณ์ในประเด็นรอการลงโทษจำคุก ทั้งไม่อาจถือว่าเป็นการยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ด้วยการสละประเด็นบางข้อ เพราะพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว เพียงแต่ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองยอมรับข้อเท็จจริง โดยไม่โต้แย้งข้อที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 (เดิม), 309 วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 83 ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ได้ยกปัญหาที่จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพดังกล่าวมาเป็นเหตุลดโทษให้จำเลยทั้งสองเพราะเห็นว่าล่วงเลยเวลาที่จะขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การหรืออุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองแล้ว จึงมิใช่การลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงานหรือให้ความรู้แก่ศาลอันจะเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ย่อมเป็นดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่จะไม่ลดโทษให้จำเลยทั้งสองได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ได้ลดโทษให้จำเลยทั้งสองโดยเหตุดังกล่าว จึงไม่ใช่เรื่องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยคดีและพิพากษาโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อมาว่า คดีมีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นเลขานุการนายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ นับว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้มีตำแหน่งหน้าที่สำคัญในการเป็นตัวแทนของประชาชนในท้องถิ่น จึงสมควรประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี แต่จำเลยทั้งสองกลับใช้อำนาจข่มเหง กดขี่และคุกคามสิทธิและเสรีภาพในตัวของนาย ก. ผู้เสียหายให้รู้สึกอับอายและเกรงกลัว เพียงเพราะไม่พอใจการเสนอข่าวของสื่อมวลชน และยิ่งจำเลยทั้งสองเป็นผู้มีตำแหน่งหน้าที่ มีการศึกษา หรือประวัติการรับราชการที่ดี ก็ยิ่งต้องประพฤติตนอย่างระมัดระวังเพื่อให้เป็นที่เชื่อถือของประชาชน การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงมิใช่เรื่องระหว่างบุคคลกับบุคคล หรือไม่มีผลต่อคนหมู่มากดังที่ฎีกา แม้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายเป็นเงิน 100,000 บาท และไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยทั้งสองยกขึ้นอ้างในฎีกา แต่ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยทั้งสองได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ตามการที่จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายเป็นเงิน 100,000 บาท ดังกล่าว เป็นการพยายามบรรเทาความเสียหายอันพอจะฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองเองก็สำนึกในผลแห่งการกระทำ ถือว่ามีเหตุบรรเทาโทษ และการลงโทษจำคุกไม่น่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยทั้งสองและสังคมส่วนรวม จึงให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังจำเลยทั้งสองแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยทั้งสองเป็นกักขังมีกำหนดคนละ 2 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 (จรัญ รัตตมณี-สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล-สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์) ศาลจังหวัดพล - นายวัฒนา ชินรัตน์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นางปิยนุช จรูญรัตนา แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.309/2563 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
663403
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดพล",
        "judge": "นายวัฒนา ชินรัตน์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นางปิยนุช จรูญรัตนา"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081950700"
    }
}
date
2563
deka_no
3228/2563
deka_running_no
3228
deka_year
2563
department
แผนก
judges
[
    "จรัญ รัตตมณี",
    "สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล",
    "สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 78"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 163 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดพล"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นาย ก."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ป. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 278, 281, 309

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานาย ก. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 (เดิม), 281 (ที่ถูกไม่ต้องระบุ), 309 วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 (เดิม), 281 (ที่ถูกไม่ต้องระบุ) ประกอบมาตรา 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 เดือน และยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 ขอให้การรับสารภาพในชั้นอุทธรณ์และขอให้รอการลงโทษจำคุก

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่ไม่ลดโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ชอบหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นอุทธรณ์ อันเป็นการลุแก่โทษ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องลดโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 นั้น เห็นว่า บทบัญญัติประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ที่บัญญัติว่า "เมื่อปรากฏว่ามีเหตุบรรเทาโทษ... ถ้าศาลเห็นสมควรจะลดโทษไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้นก็ได้..." เป็นบทบัญญัติให้ศาลใช้ดุลพินิจในการลงโทษให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์ของผู้กระทำความผิดเป็นรายบุคคลไป หาใช่บทบังคับที่จะต้องลดโทษให้แก่ผู้กระทำความผิดเพราะมีเหตุบรรเทาโทษเสมอไปไม่ การที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้การรับสารภาพในชั้นอุทธรณ์นั้น เป็นการขอแก้คำให้การจากที่ให้การปฏิเสธเป็นให้การรับสารภาพ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองไม่อาจกระทำได้เพราะการแก้คำให้การจะต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา และไม่อาจถือว่าเป็นการยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ เพราะจำเลยทั้งสองยังติดใจอุทธรณ์ในประเด็นรอการลงโทษจำคุก ทั้งไม่อาจถือว่าเป็นการยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ด้วยการสละประเด็นบางข้อ เพราะพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว เพียงแต่ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองยอมรับข้อเท็จจริง โดยไม่โต้แย้งข้อที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 (เดิม), 309 วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 83 ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ได้ยกปัญหาที่จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพดังกล่าวมาเป็นเหตุลดโทษให้จำเลยทั้งสองเพราะเห็นว่าล่วงเลยเวลาที่จะขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การหรืออุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองแล้ว จึงมิใช่การลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงานหรือให้ความรู้แก่ศาลอันจะเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ย่อมเป็นดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่จะไม่ลดโทษให้จำเลยทั้งสองได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ได้ลดโทษให้จำเลยทั้งสองโดยเหตุดังกล่าว จึงไม่ใช่เรื่องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยคดีและพิพากษาโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อมาว่า คดีมีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นเลขานุการนายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ นับว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้มีตำแหน่งหน้าที่สำคัญในการเป็นตัวแทนของประชาชนในท้องถิ่น จึงสมควรประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี แต่จำเลยทั้งสองกลับใช้อำนาจข่มเหง กดขี่และคุกคามสิทธิและเสรีภาพในตัวของนาย ก. ผู้เสียหายให้รู้สึกอับอายและเกรงกลัว เพียงเพราะไม่พอใจการเสนอข่าวของสื่อมวลชน และยิ่งจำเลยทั้งสองเป็นผู้มีตำแหน่งหน้าที่ มีการศึกษา หรือประวัติการรับราชการที่ดี ก็ยิ่งต้องประพฤติตนอย่างระมัดระวังเพื่อให้เป็นที่เชื่อถือของประชาชน การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงมิใช่เรื่องระหว่างบุคคลกับบุคคล หรือไม่มีผลต่อคนหมู่มากดังที่ฎีกา แม้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายเป็นเงิน 100,000 บาท และไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยทั้งสองยกขึ้นอ้างในฎีกา แต่ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยทั้งสองได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ตามการที่จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายเป็นเงิน 100,000 บาท ดังกล่าว เป็นการพยายามบรรเทาความเสียหายอันพอจะฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองเองก็สำนึกในผลแห่งการกระทำ ถือว่ามีเหตุบรรเทาโทษ และการลงโทษจำคุกไม่น่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยทั้งสองและสังคมส่วนรวม จึงให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังจำเลยทั้งสองแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยทั้งสองเป็นกักขังมีกำหนดคนละ 2 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000104.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.309/2563
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2563