ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8802/2543
พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์
นายกิติพงษ์หรือกิติพงศ์ เตมีย์วิบูลย์ กับพวก
จำเลย
ป.อ. มาตรา 335, มาตรา 364, มาตรา 365
ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง, มาตรา 192 วรรคสี่, มาตรา 192 วรรคท้าย, มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 225
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา 265 , 268 , 335 (3) (8) , 336 ทวิ และกล่าวในฟ้องแต่เพียงว่า จำเลยทั้งสองกับพวกได้ร่วมกันงัดกุญแจประตูหน้าบ้านพักอาศัยอันเป็นเคหสถานของผู้เสียหาย และเข้าไปในเคหสถานงัดประตูห้องนอนของผู้เสียหาย แล้วร่วมกันลักสายยู 1 อัน ซึ่งใช้ล่ามบานประตูให้ติดกับกุญแจของผู้เสียหายซึ่งเก็บรักษาไว้ในเคหสถานไปโดยทุจริต ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยพยายามเข้าไปลักทรัพย์ที่มิใช่สายยูที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องในเคหสถานของผู้เสียหาย ดังนี้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง และเป็นข้อสาระสำคัญในความผิดฐานลักทรัพย์ เพราะโจทก์มิได้กล่าวในฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันเข้าไปในเคหสถานของ ผู้เสียหายเพื่อลักทรัพย์อื่นที่อยู่ในเคหสถานนั้นด้วย ทั้งไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานพยายามลักทรัพย์อย่างอื่นของผู้เสียหาย จึงลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานพยายามลักทรัพย์อื่นของผู้เสียหายไม่ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง และวรรคสี่ แต่จำเลยทั้งสองกับพวกได้ร่วมกันงัดประตูบ้านและประตูห้องนอนเพื่อเข้าไปลักทรัพย์ในเคหสถานของผู้เสียหาย ซึ่งนอกจากจะเป็นความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ในเคหสถานโดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์แล้ว ยังเป็นความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานตาม ป.อ. มาตรา 365 ประกอบด้วยมาตรา 364 รวมอยู่ด้วยซึ่งโจทก์ได้กล่าวมาในฟ้องด้วยแล้ว ทั้งมีอัตราโทาเบากว่าความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ตามที่ศาลล่างทั้งสองโทษจำเลยทั้งสองมา ศาลฎีกาจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานตาม ป.อ. มาตรา 365 ประกอบด้วยมาตรา 364 , 83 ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย
ความผิดฐานทำเอกสารราชการปลอมตาม ป.อ. มาตรา 265 ศาลชั้นต้นยกฟ้อง โจทก์มิได้อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่ศาลอุทธรณ์ปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานนี้มาด้วยจึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225
___________________________
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๓๙ เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ จำเลยทั้งสองกับพวกที่หลบหนีได้ร่วมกันทำปลอมแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์หมายเลขทะเบียน ๖ ธ - ๔๓๐๒ กรุงเทพมหานคร จำนวน ๒ แผ่น อันเป็นเอกสารราชการ โดยจำเลยทั้งสองกับพวกได้นำแผ่นโลหะขนาดเท่าแผ่นทะเบียน รถยนต์ที่แท้จริง จำนวน ๒ แผ่น มาทำให้เกิดความหมายด้วยตัวเลขและตัวอักษร บนแผ่นโลหะดังกล่าวมีข้อความเดียวกันว่า ๖ ธ - ๔๓๐๒ กรุงเทพมหานคร ความจริงหมายเลขทะเบียนรถยนต์ ๖ ธ - ๔๓๐๒ กรุงเทพมหานคร ดังกล่าวเจ้าพนักงานเป็นผู้ออกให้แก่นางอัปสร ลิ้มตระกูล เท่านั้น แล้วจำเลยทั้งสองกับพวกได้รวมกันนำเอกสารแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมดังกล่าวไปติดไว้กับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ๒ ว - ๔๐๗๑ กรุงเทพมหานคร ของบริษัทซิตี้ลิสซิ่ง จำกัด โดยจำเลยทั้งสองได้นำแผ่นป้ายทะเบียนปลอม ๒ แผ่น ติดทับแผ่นป้ายทะเบียนที่แท้จริงที่รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ๒ ว - ๔๐๗๑ กรุงเทพมหานคร ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เพื่ออำพรางให้บุคคลที่พบเห็นหลงเชื่อว่ารถยนต์คันดังกล่าวมีหมายเลขทะเบียน ๖ ธ - ๔๓๐๒ กรุงเทพมหานคร และเป็นแผ่นป้ายทะเบียนที่แท้จริง การกระทำของจำเลยทั้งสองกับพวกดังกล่าว ได้กระทำโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม นางอัปสร ลิ้มตระกูล บริษัทซิตี้ลิสซิ่ง จำกัด ร้อยตำรวจโทศุภัทร ศุภกำเนิด ผู้จับจำเลยทั้งสองหรือประชาชน แล้วจำเลยทั้งสองกับพวกได้ร่วมกันงัดกุญแจประตูบ้านหน้าบ้านพักอาศัยของนายกฤษดา ธานี ผู้เสียหายจนเปิดออกแล้วได้เข้าไปงัดประตูห้องนอนของผู้เสียหายเข้าไปลักเอาสายยูจำนวน ๑ ตัว ราคา ๓๐๐ บาท ที่ใช้ล่ามบานประตูให้ติดกับกุญแจของผู้เสียหายซึ่งเก็บรักษาไว้ในเคหสถานไปโดยทุจริต อันเป็นการร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถานโดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ โดยในการลักทรัพย์นั้น จำเลยทั้งสองได้ใช้รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ๒ ว - ๔๐๗๑ กรุงเทพมหานคร ของบริษัทซิตี้ลิสซิ่ง จำกัด ซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดเป็นยานพาหนะ เพื่อความสะดวกแก่การกระทำความผิด การพาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นการถูกจับกุม ตามวันเวลาเกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยทั้งสองได้พร้อมรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ๒ ว - ๔๐๗๑ กรุงเทพมหานคร กับแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์หมายเลขทะเบียน ๖ ธ - ๔๓๐๒ กรุงเทพมหานคร ปลอม ๒ แผ่น คีมตัดเหล็ก ๑ อัน ไขควง ๑ อัน ชะแลง ๑ อัน และวิทยุสื่อสาร ๒ เครื่อง ที่จำเลยทั้งสองมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๕ , ๒๖๘ , ๓๓๕ (๓) (๘) , ๓๓๖ ทวิ , ๙๑ , ๘๓ , ๓๓ และให้ริบแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอม คีมตัดเหล็ก ไขควง ชะแลง และวิทยุสื่อสารของกลาง
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เอกสารราชการ ปลอมส่วนสายยูที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองร่วมกันลักไปนั้นใช้สำหรับคล้องประตูรั้วบ้านของนายกฤษดา ธานี ผู้เสียหาย การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้คีมตักเหล็กตัด สายยูเพื่อต้องการเข้าไปลักทรัพย์อื่นที่อยู่ในบ้านของผู้เสียหายเท่านั้น จำเลยทั้งสองไม่ต้องการลักเอาสายยูของผู้เสียหายไป จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดฐานลักสายยูของผู้เสียหาย จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานพยายามลักทรัพย์อื่นของ ผู้เสียหาย และพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคแรก , ๓๓๕ (๓) (๘) , ๓๓๖ ทวิ ประกอบด้วยมาตรา ๘๐ , ๘๓ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๙๑ ฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมจำคุกคนละ ๓ ปี ฐานร่วมกันพยายามลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ จำคุก ๕ ปี รวมจำคุกคนละ ๘ ปี ชั้นจับกุมจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นการลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงานและเป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุกคนละ ๖ ปี และให้ริบแผ่นป้ายทะเบียน รถยนต์หมายเลขทะเบียน ๖ ธ - ๔๓๐๒ กรุงเทพมหานคร คีมตัดเหล็ก ไขควง ชะแลง และวิทยุสื่อสาร ของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๕ , ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา ๒๖๕ ให้ลงโทษตามมาตรา ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา ๒๖๕ ตามมาตรา ๒๖๘ วรรคสอง กระทงหนึ่ง และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๓) (๗) (๘) วรรคสาม , ๓๓๖ ทวิ ประกอบด้วยมาตรา ๘๐ , ๘๓ อีกกระทงหนึ่ง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาชั้นต้น
จำเลยทั้งสองฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในคดีที่ฎีกาได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายนั้น การวินิจฉัยปัญหาเช่นว่านี้ ศาลฎีกาต้องถือ ข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายที่ร่วมกับพวกที่หลบหนีไปได้พยายามเข้าไปลักทรัพย์ในบ้านอันเป็นเคหสถานของนายกฤษดา ธานี ผู้เสียหาย
มีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาว่า ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยทั้งสองฐานพยายามลักทรัพย์ในเคหสถาน ได้หรือไม่ ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยทั้งสองฐานพยายามลักทรัพย์ในเคหสถานไม่ได้ เพราะข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง ทั้งข้อแตกต่างนั้นเป็นข้อสาระสำคัญ และไม่ใช้เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ จึงต้องยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ในเคหสถานนั้น เห็นว่า โจทก์กล่าวในฟ้องแต่เพียงว่าจำเลยทั้งสองกับพวกได้ร่วมกันงัดกุญแจประตูบ้านพักอาศัยอันเป็นเคหสถานของผู้เสียหาย และเข้าไปในเคหสถานงัดประตูห้องนอนของผู้เสียหาย แล้วร่วมกันลักสายยู ๑ อัน ราคา ๓๐๐ บาท ซึ่งใช้ล่ามบานประตูให้ติดกับกุญแจของผู้เสียหายซึ่งเก็บรักษาไว้ในเคหสถานไปโดยทุจริต ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ฟังมาว่าจำเลยพยายามเข้าไปลักทรัพย์ที่มิใช่สายยูที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องในเคหสถานของผู้เสียหาย จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง และข้อแตกต่างนี้เป็นข้อสาระสำคัญในความผิดฐาน ลักทรัพย์ เพราะโจทก์มิได้กล่าวในฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายเพื่อลักทรัพย์ที่อยู่ในเคหสถานนั้นด้วย ทั้งไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานพยายามลักทรัพย์อย่างอื่นของผู้เสียหาย จึงลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานนี้ไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง และวรรคสี่ ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานนี้จึงไม่ชอบ อย่างไรก็ดีข้อเท็จจริงตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยต้องกันมายังปรากฏว่าจำเลยทั้งสองกับพวกได้ร่วมกันงัดประตูบ้านและประตูห้องนอนเพื่อเข้าไปลักทรัพย์ในเคหสถานของผู้เสียหาย ซึ่งนอกจากจะเป็นความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ในเคหสถานโดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์แล้ว ยังเป็นความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๕ ประกอบด้วยมาตรา ๓๖๔ รวมอยู่ด้วย ซึ่งโจทก์ได้กล่าวมาในฟ้องด้วยแล้ว ทั้งมีอัตราโทษ เบากว่าความผิดฐานลักทรัพย์ตามที่ศาลทั้งสองลงโทษจำเลยทั้งสองมา ศาลฎีกาจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานตามข้อเท็จจริงที่ได้ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒วรรคท้าย
อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานทำเอกสารราชการปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๕ มาด้วยนั้น หาเป็นการถูกต้องไม่ เพราะความผิดฐานนี้ศาลชั้นต้นยกฟ้อง โจทก์มิได้อุทธรณ์ ความผิดฐานทำเอกสารราชการปลอมจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาขึ้นมา แต่ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา ๒๖๕ , ๘๓ และมาตรา ๓๖๕ ประกอบด้วยมาตรา ๓๖๔ , ๘๓ ความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม จำคุกคนละ ๓ ปี ความผิดฐานบุกรุกเคหสถาน จำคุกคนละ ๓ ปี รวมจำคุกคนละ ๖ ปี ลดโทษให้คนละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตารา ๗๘ คงจำคุกคนละ ๔ ปี ๖ เดือน ยกฟ้องในความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
(สกนธ์ กฤติยาวงศ์-พูนศักดิ์ จงกลนี-ทองหล่อ โฉมงาม)
ศาลอาญาธนบุรี - นายธราธร ศิลปโอสถ
ศาลอุทธรณ์ - นายประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ