คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8214/2543 ฉบับเต็ม

#66360
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8214/2543 พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์ โจทก์ นางสังวาลย์ หงษ์น้อย จำเลย ป.อ. มาตรา 90, มาตรา 91 ป.วิ.อ. มาตรา 15, มาตรา 195 วรรคสอง ป.วิ.พ. มาตรา 249 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, มาตรา 66 วรรคหนึ่ง, มาตรา 67 ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครอง และจำเลยได้จำหน่าย เมทแอมเฟตามีนของกลางดังกล่าวให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ และเห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานจำหน่าย เมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว จึงไม่ต้องปรับบทความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองอีก พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง เพียงบทเดียว โจทก์มิได้อุทธรณ์ ส่วนจำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยมิได้กระทำความผิดฐานจำหน่าย เมทแอมเฟตามีน ขอให้ยกฟ้อง โดยจำเลยมิได้อุทธรณ์ให้ชัดแจ้งว่า จำเลยมิได้กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองด้วย ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจริง ตามฟ้องและพิพากษายืน ดังนี้ ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองได้ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว พยานโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติราชการไปตามหน้าที่และไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าพยานจะสมคบกันมาเบิกความกลั่นแกล้งจำเลยให้ต้องรับโทษ ทั้งพยานโจทก์ดังกล่าวก็ เบิกความได้สอดคล้องต้องกันในข้อสาระสำคัญ และมีเหตุผลติดต่อเชื่อมโยงกันมาเป็นลำดับ มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ที่จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมก็มีเหตุผลน่าเชื่อว่าเป็นเพราะจำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมได้โดยกะทันหันพร้อมด้วยธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อบางส่วนเป็นของกลางกับมีผู้มาชี้ตัวยืนยันความผิดของจำเลย จำเลยยังไม่มีโอกาสคิดไตร่ตรองหาข้อแก้ตัวได้ทันในขณะนั้น จึงต้องให้การรับสารภาพไปตามความสัตย์จริง ที่จำเลยเบิกความ อ้างลอย ๆ ว่า เจ้าพนักงานตำรวจบังคับให้จำเลยลงชื่อในบันทึกการตรวจค้นและจับกุม ทั้งมิได้ถามค้านพยานโจทก์ ผู้ทำบันทึกการจับกุมให้ข้อนี้ไว้จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ โจทก์นำ อ. ผู้ซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยมาเป็นประจักษ์พยานเบิกความพิสูจน์ความผิดของจำเลย อ. ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุผลใดที่ อ. จะต้องให้การต่อพนักงานสอบสวนปรักปรำจำเลย ทั้ง อ. ก็ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนในวันเกิดเหตุนั้นเอง ยังไม่ทันมีโอกาสคบคิดกับผู้หนึ่งผู้ใดให้การช่วยเหลือหรือปรักปรำจำเลยได้ ที่ อ. เบิกความในชั้นพิจารณาในทำนองว่า ข้อเท็จจริงตามบันทึกคำให้การดังกล่าวไม่เป็นความจริง เป็นการเบิกความอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ โจทก์มีพนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความรับรองว่า ชั้นสอบสวน อ. ได้ให้การไว้จริง พนักงานสอบสวนเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติราชการไปตามหน้าที่ทั้งไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะปรุงแต่งเรื่องราวตามบันทึกคำให้การขึ้นมาเอง พนักงานสอบสวนได้บันทึกคำให้การของ อ. ไปตามที่ อ. ให้การเองโดยสมัครใจ การที่ อ. พยานโจทก์มาเบิกความต่อศาลบิดเบือนข้อเท็จจริงในบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของตนเองเป็นอย่างอื่นให้เป็นประโยชน์แก่จำเลยเพื่อช่วยเหลือจำเลยในภายหลัง จึงไม่ควรนำคำเบิกความของ อ. มาฟังเป็นประโยชน์แก่จำเลยหรือฟังเป็นข้อพิรุธทำลายน้ำหนักคำเบิกความของพยานโจทก์ผู้จับกุมจำเลย การวินิจฉัยชี้ขาดข้อเท็จจริงแห่งคดี เป็นอำนาจของศาลที่จะใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง ในสำนวนว่าข้อใดควรรับฟังได้เพียงใดหรือไม่ หาใช่พยานเบิกความอย่างไร แล้วศาลจะต้องรับฟังเสมอไปไม่ แม้คำให้การในชั้นสอบสวนของ อ. จะเป็นคำซัดทอดของผู้กระทำความผิดในมูลคดีเรื่องเดียวกันก็ไม่มีบทบัญญัติห้ามมิให้ศาลรับฟังทั้งมิใช่คำซัดทอดผู้อื่นเพื่อให้ตนเองพ้นจากความผิด ศาลจึงรับฟังคำให้การในชั้นสอบสวนของ อ. ประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์เพื่อลงโทษจำเลยได้ ในวันเกิดเหตุ อ. ได้ให้การต่อพยานโจทก์ผู้จับกุม จำเลยซัดทอดว่าจำเลยเป็นผู้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่ อ. ทันที จึงเป็นเบาะแสไปสู่การตรวจค้นบ้านของจำเลยจนพบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อบางส่วนเป็นของกลาง การที่ พยานโจทก์ผู้จับกุมจำเลยตรวจค้นพบธนบัตรที่ใช่ล่อซื้อบางส่วนตกมาอยู่ในกระเป๋าเสื้อของจำเลยนั้น จึงเป็นเหตุผลสนับสนุนคำให้การในชั้นสอบสวนของ อ. ประจักษ์พยานโจทก์มีน้ำหนักอันควรแก่การรับฟังยิ่งขึ้น พนักงานสอบสวนพยานโจทก์เบิกความว่า วันเกิดเหตุพยานได้รับตัวจำเลยพร้อมของกลางจากพยานโจทก์ ผู้จับกุมจำเลยเมื่อเวลา 22 นาฬิกาเศษ ซึ่งห่างจากเวลาตรวจค้นและจับกุมจำเลยนานถึง 5 ชั่วโมงเศษ เหตุดังกล่าว น่าจะเป็นเพียงความล่าช้าในการปฏิบัติงานของผู้จับกุมจำเลยเท่านั้น ไม่น่าจะเป็นข้อพิรุธของพยานโจทก์ทำให้ น่าสงสัยว่าจำเลยมิได้ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม แม้ปรากฏว่ามีการลงบันทึกเกี่ยวกับธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีคลาดเคลื่อนไป แต่ จากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาเมื่อนำมาฟังประกอบกันแล้ว มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่ อ. จริงตามฟ้อง ศาลย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยได้ ความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองตาม พ.ร.บ. ยาเสพติด- ให้โทษ พ.ศ. 2522 เป็นความผิดที่มีองค์ประกอบความผิดแตกต่างกันและกระทำโดยอาศัยเจตนาที่แยกจากกัน จึงเป็นความผิดคนละบทหรือคนละกรรมกันแล้วแต่กรณี เมื่อเมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยมีไว้ในครอบครอง จำนวน 94 เม็ด น้ำหนักรวม 8,420 กรัม และจำหน่ายเป็นจำนวนเดียวกันและจำเลยได้จำหน่ายหมดไปในคราวเดียวกันโดย ไม่มีเหลืออยู่ในความครอบครองของจำเลยอีก จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตาม ป.อ. มาตรา 90 ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขปรับบทลงโทษจำเลยเสียใหม่ให้ถูกต้องได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๔, ๖๖, ๖๗, ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒, ๓๓ ริบของกลางทั้งหมดยกเว้นธนบัตรของกลางซึ่งเป็นของ เจ้าพนักงาน และนับโทษของจำเลยต่อจากโทษของจำเลยที่ ๒ ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๑๓๗๘/๒๕๔๐ ของศาลชั้นต้น จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ ๒ ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖๖ วรรคหนึ่ง จำคุก ๖ ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๔ ปี ริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ กล่องพลาสติก และถุงพลาสติกใส่ของกลาง ส่วนคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๑๓๗๘/๒๕๔๐ ของศาลชั้นต้น ศาลยังมิได้พิพากษา จึงไม่อาจ นับโทษต่อให้ได้ คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครอง และจำเลยได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางดังกล่าวให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ แต่ศาลชั้นต้นเห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว จึงไม่ต้องปรับบทความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองอีก และพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖๖ วรรคหนึ่ง เพียงบทเดียว โจทก์มิได้อุทธรณ์ขอให้ปรับบทลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองตามฟ้องอีกบทหนึ่ง ส่วนจำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยมิได้กระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง โดยจำเลยมิได้อุทธรณ์มาให้ชัดแจ้งว่า จำเลยมิได้กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน ของกลางไว้ในครอบครองด้วย ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ วินิจฉัยว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจริงตามฟ้อง และพิพากษายืน จำเลยฎีกาว่า จำเลยมิได้กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๖ ขอให้ยกฟ้อง ดังนี้ จึงถือได้ว่าความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองได้ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คดีคงมีปัญหาขึ้นมาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาตามฎีกาของจำเลยเพียงข้อเดียวว่า จำเลยมีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษาหรือไม่ ? เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติราชการไปตามหน้าที่และไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าพยานจะสมคบกันมาเบิกความกลั่นแกล้งจำเลยให้ต้องรับโทษ ทั้งพยานโจทก์ดังกล่าวก็เบิกความได้สอดคล้องต้องกันในข้อหาสาระสำคัญ และมีเหตุผลติดต่อเชื่อมโยงกันมาเป็นลำดับ มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ที่จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมก็มีเหตุน่าเชื่อว่า เป็นเพราะจำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมได้โดยกะทันหันพร้อมด้วยธนบัติที่ใช้ล่อซื้อบางส่วนเป็นของกลางกัยมีนายอมรมาชี้ตัว ยืนยันความผิดของจำเลย จำเลยยังไม่มีโอกาสคิดไตร่ตรองห้าข้อแก้ตัวได้ทันในขณะนั้น จึงต้องให้การรับสารภาพไปตามความสัตย์จริง หากจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์มิได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาก็ไม่มีเหตุผลที่จำเลยจะต้องให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเช่นนั้น สำหรับบันทึกการตรวจค้นและจับกุม ซึ่งจำเลยได้ลงชื่อรับรองความถูกต้องไว้นั้น ก็ปรากฏว่ามีข้อเท็จจริงสอดคล้องกับที่พยานโจทก์ผู้จับกุมจำเลยมาเบิกความ ที่จำเลยเบิกความโต้เถียงว่า เจ้าพนักงานตำรวจบังคับให้จำเลยลงชื่อในบันทึกการตรวจค้นและจับกุมนั้น เห็นว่า จำเลยเบิกความอ้างลอย ๆ ทั้งมิได้ถามค้านพยานโจทก์ผู้กำกับการจับกุมในข้อนี้ไว้จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ นอกจากนี้โจทก์ยังได้นำนาย อ. ผู้ซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจำเลยมาเป็นประจักษ์พยานเบิกความพิสูจน์ความผิดของจำเลย เห็นว่า นาย อ. ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคือง กับจำเลยมาก่อน หากนาย อ. มิได้ซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจากจำเลยโดยตรง และจำเลยมิได้มอบธนบัตร ๒๐๐ บาท ให้แก่นาย อ. เป็นส่วยลดหรือค่าตอบแทน ก็ไม่มีเหตุผลใดที่นาย อ. จะต้องให้การต่อพนักงานสอบสวนปรักปรำจำเลยเช่นนั้น ทั้งนาย อ. ก็ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนในวันเกิดเหตุนั้นเอง ยังไม่ทันมีโอกาสคบคิดกับ ผู้หนึ่งผู้ใดให้การช่วยเหลือหรือปรักปรำจำเลยได้ ที่นาย อ. เบิกความในชั้นพิจารณาในทำนองว่า ข้อเท็จจริงตามบันทึกคำให้การดังกล่าวไม่เป็นความจริงนั้น เป็นการเบิกความอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ นอกจากนี้โจทก์ยังมี ร้อยตำรวจเอก พ. พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความรับรองว่าชั้นสอบสวนนาย อ. ได้ให้การไว้ตามบันทึก คำให้การจริง พนักงานสอบสวนเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติราชการไปตามหน้าที่ ทั้งไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าพนักงานสอบสวนจะปรุงแต่งเรื่องราวตามบันทึกคำให้การดังกล่าวขึ้นมาเองเพื่อปรักปรำจำเลยโดยปราศจากมูลความจริง หากพนักงานสอบสวนคิดกลั่นแกล้งว่าจำเลยก็สามารถปรุงแต่งเรื่องราวในบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลย เป็นคำให้การรับสารภาพด้วยแล้ว แต่พนักงานสอบสวนก็หาได้กระทำเช่นนั้นไม่ ศาลฎีกาจึงเชื่อว่าพนักงานสอบสวนได้บันทุกคำให้การของนาย อ. ไปตามที่นาย อ. ให้การเองโดยสมัครใจ การที่นายอมรมา เบิกความต่อศาลบิดเบือนข้อเท็จจริงในบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของตนเองเป็นอย่างอื่นเช่นนี้ น่าเชื่อว่านาย อ. เบิกความให้เป็นประโยชน์แก่จำเลยเพื่อช่วยเหลือจำเลยในภายหลังจึงไม่ควรนำคำเบิกความของนายอมรมาฟังเป็นประโยชน์แก่จำเลยดังที่จำเลยอ้างมาในฎีกาหรือฟังเป็นข้อพิรุธทำลายน้ำหนักคำเบิกความของพยานโจทก์ผู้จับกุมจำเลย ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น ทั้งนี้เพราะในการวินิจฉัยขาดข้อเท็จจริงแห่งคดี เป็นอำนาจของศาลที่จะใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงในสำนวนว่าข้อใดควรรับฟังได้เพียงใดหรือไม่ หาใช่ว่าพยานเบิกความอย่างไร แล้วศาลจะต้องรับฟังเสมอไปไม่ แม้คำให้การในชั้นสอบสวนของนาย อ. จะเป็นคำซัดทอดของผู้กระทำความผิดในมูลหนี้เรื่องเดียวกัน ก็ไม่มีบทบัญญัติมิให้ศาลรับฟังทั้งมิใช่คำซัดทอดผู้อื่นเพื่อให้ตนเองพ้นจากความผิด ศาลจึงรับฟังคำให้การในชั้นสอบสวนของนาย อ. ประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์เพื่อลงโทษจำเลยได้ การที่พยานโจทก์ผู้จับกุมจำเลยได้ติดตามไปจับกุมจำเลยมาดำเนินคดีนี้โดยจับกุมนาง ล. มาดำเนินคดีด้วย ก็เป็นพฤติการณ์ที่ชี้ให้เห็นว่า ในวันเกิดเหตุนาย อ. ได้ให้การต่อพยานโจทก์ผู้จับกุมจำเลยซัดทอดว่าจำเลยเป็นผู้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่นาย อ. ทันที จึงเป็นเบาะแสไปสู่การตรวจค้นบ้านของจำเลยจนพบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อบางส่วนจำนวน ๓๐๐ บาท เป็นของกลาง การที่พยานโจทก์ผู้จับกุมจำเลยตรวจค้นพบธนบัตรที่ใช้ล่อวื้อบางส่วนแตกมาอยู่ในกระเป๋าเสื้อของจำเลยนั้น จึงเป็นเหตุผลสนับสนุนคำให้การในชั้นสอบสวนของนายอมรประจักษ์พยานโจทก์มีน้ำหนักอันควรแก่การรับฟังยิ่งขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า พนักงานสอบสวนพยานโจทก์เบิกความว่า วันเกิดเหตุพยานได้รับตัวจำเลยพร้อมของกลางจากพยานโจทก์ผู้จับกุมจำเลยเมือเวลา ๒๒ นาฬิกาเศษ ซึ่งหากจากเวลาตรวจค้นและจับกุมจำเลยนานถึง ๕ ชั่วโมงเศษ เป็นข้อพิรุธทำให้น่าสงสัยว่าจำเลยมิได้สมัครใจลงชื่อรับสารภาพในบันทึกการตรวจค้นและจับกุมนั้น เห็นว่า เหตุดังกล่าวน่าจะเป็นเพียงความล่าช้าในการปฏิบัติงานของผู้จับกุมจำเลยเท่านั้น ไม่น่าจะเป็นข้อพิรุธของพยานโจทก์ทำให้น่าสงสัยว่าจำเลยมิได้ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมดังที่จำเลยอ้างและที่จำเลยฎีกาว่า พยานโจทก์เบิกความขัดแย้งกันในข้อสาระสำคัญ ? แม้จะปรากฏว่ามีการลงบันทึกเกี่ยวกับธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีคลาดเคลื่อนไปจากพยานหลักฐานนำสืบมานี้ เมื่อนำมาฟังประกอบกันแล้ว มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า วันเกิดเหตุจำเลยได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่นายอมรจริง พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ วินิจฉัยว่า จำเลยมีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ตามฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยมีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว จึงไม่ จำต้องปรับบทลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองอีกบทหนึ่งและศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษายืน มานั้นเป็นการไม่ชอบ เพราะความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองนั้น เป็นความผิดที่มีองค์ประกอบความผิดแตกต่างกันและการกระทำโดยอาศัยเจตนาที่แยกจากกัน จึงเป็นความผิดคนละบทหรือคนละกรรมกันแล้วแต่กรณี เมื่อเมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยมีไว้ในครอบครองและจำหน่ายเป็นจำนวน เดียวกันและจำเลยได้จำหน่ายหมดไปในคราวเดียวกันโดยไม่มีเหลืออยู่ในความครอบครองของจำเลยอีก จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขปรับบทลงโทษจำเลยเสียใหม่ให้ถูกต้องได้ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๖๗ บทหนึ่ง และมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๖๖ วรรคหนึ่ง อีกบทหนึ่ง ให้ลงโทษตามมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๖๖ วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๖ (สุรชาติ บุญศิริพันธ์-กำพล ภู่สุดแสวง-วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์) ศาลจังหวัดนครสวรรค์ - นายนพเรศ พันธุ์นรา ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายประทีป ปิติสันต์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
66360
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครสวรรค์",
        "judge": "นายนพเรศ พันธุ์นรา"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 6",
        "judge": "นายประทีป ปิติสันต์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082069066"
    }
}
date
2543
deka_no
8214/2543
deka_running_no
8214
deka_year
2543
department
แผนก
judges
[
    "สุรชาติ บุญศิริพันธ์",
    "กำพล ภู่สุดแสวง",
    "วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 90",
            "ม. 91"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 15",
            "ม. 195 วรรคสอง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 249"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 4",
            "ม. 15 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 66 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 67"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสังวาลย์ หงษ์น้อย"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๔, ๖๖, ๖๗, ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒, ๓๓ ริบของกลางทั้งหมดยกเว้นธนบัตรของกลางซึ่งเป็นของ เจ้าพนักงาน และนับโทษของจำเลยต่อจากโทษของจำเลยที่ ๒ ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๑๓๗๘/๒๕๔๐ ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ ๒ ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖๖ วรรคหนึ่ง จำคุก ๖ ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๔ ปี ริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ กล่องพลาสติก และถุงพลาสติกใส่ของกลาง ส่วนคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๑๓๗๘/๒๕๔๐ ของศาลชั้นต้น ศาลยังมิได้พิพากษา จึงไม่อาจ นับโทษต่อให้ได้ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครอง และจำเลยได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางดังกล่าวให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ แต่ศาลชั้นต้นเห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว จึงไม่ต้องปรับบทความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองอีก และพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖๖ วรรคหนึ่ง เพียงบทเดียว โจทก์มิได้อุทธรณ์ขอให้ปรับบทลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองตามฟ้องอีกบทหนึ่ง ส่วนจำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยมิได้กระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง โดยจำเลยมิได้อุทธรณ์มาให้ชัดแจ้งว่า จำเลยมิได้กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน ของกลางไว้ในครอบครองด้วย ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ วินิจฉัยว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจริงตามฟ้อง และพิพากษายืน จำเลยฎีกาว่า จำเลยมิได้กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๖ ขอให้ยกฟ้อง ดังนี้ จึงถือได้ว่าความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองได้ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คดีคงมีปัญหาขึ้นมาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาตามฎีกาของจำเลยเพียงข้อเดียวว่า จำเลยมีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษาหรือไม่ ? เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติราชการไปตามหน้าที่และไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าพยานจะสมคบกันมาเบิกความกลั่นแกล้งจำเลยให้ต้องรับโทษ ทั้งพยานโจทก์ดังกล่าวก็เบิกความได้สอดคล้องต้องกันในข้อหาสาระสำคัญ และมีเหตุผลติดต่อเชื่อมโยงกันมาเป็นลำดับ มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ที่จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมก็มีเหตุน่าเชื่อว่า เป็นเพราะจำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมได้โดยกะทันหันพร้อมด้วยธนบัติที่ใช้ล่อซื้อบางส่วนเป็นของกลางกัยมีนายอมรมาชี้ตัว ยืนยันความผิดของจำเลย จำเลยยังไม่มีโอกาสคิดไตร่ตรองห้าข้อแก้ตัวได้ทันในขณะนั้น จึงต้องให้การรับสารภาพไปตามความสัตย์จริง หากจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์มิได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาก็ไม่มีเหตุผลที่จำเลยจะต้องให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเช่นนั้น สำหรับบันทึกการตรวจค้นและจับกุม ซึ่งจำเลยได้ลงชื่อรับรองความถูกต้องไว้นั้น ก็ปรากฏว่ามีข้อเท็จจริงสอดคล้องกับที่พยานโจทก์ผู้จับกุมจำเลยมาเบิกความ ที่จำเลยเบิกความโต้เถียงว่า เจ้าพนักงานตำรวจบังคับให้จำเลยลงชื่อในบันทึกการตรวจค้นและจับกุมนั้น เห็นว่า จำเลยเบิกความอ้างลอย ๆ ทั้งมิได้ถามค้านพยานโจทก์ผู้กำกับการจับกุมในข้อนี้ไว้จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ นอกจากนี้โจทก์ยังได้นำนาย อ. ผู้ซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจำเลยมาเป็นประจักษ์พยานเบิกความพิสูจน์ความผิดของจำเลย เห็นว่า นาย อ. ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคือง กับจำเลยมาก่อน หากนาย อ. มิได้ซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจากจำเลยโดยตรง และจำเลยมิได้มอบธนบัตร ๒๐๐ บาท ให้แก่นาย อ. เป็นส่วยลดหรือค่าตอบแทน ก็ไม่มีเหตุผลใดที่นาย อ. จะต้องให้การต่อพนักงานสอบสวนปรักปรำจำเลยเช่นนั้น ทั้งนาย อ. ก็ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนในวันเกิดเหตุนั้นเอง ยังไม่ทันมีโอกาสคบคิดกับ ผู้หนึ่งผู้ใดให้การช่วยเหลือหรือปรักปรำจำเลยได้ ที่นาย อ. เบิกความในชั้นพิจารณาในทำนองว่า ข้อเท็จจริงตามบันทึกคำให้การดังกล่าวไม่เป็นความจริงนั้น เป็นการเบิกความอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ นอกจากนี้โจทก์ยังมี ร้อยตำรวจเอก พ. พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความรับรองว่าชั้นสอบสวนนาย อ. ได้ให้การไว้ตามบันทึก คำให้การจริง พนักงานสอบสวนเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติราชการไปตามหน้าที่ ทั้งไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าพนักงานสอบสวนจะปรุงแต่งเรื่องราวตามบันทึกคำให้การดังกล่าวขึ้นมาเองเพื่อปรักปรำจำเลยโดยปราศจากมูลความจริง หากพนักงานสอบสวนคิดกลั่นแกล้งว่าจำเลยก็สามารถปรุงแต่งเรื่องราวในบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลย เป็นคำให้การรับสารภาพด้วยแล้ว แต่พนักงานสอบสวนก็หาได้กระทำเช่นนั้นไม่ ศาลฎีกาจึงเชื่อว่าพนักงานสอบสวนได้บันทุกคำให้การของนาย อ. ไปตามที่นาย อ. ให้การเองโดยสมัครใจ การที่นายอมรมา เบิกความต่อศาลบิดเบือนข้อเท็จจริงในบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของตนเองเป็นอย่างอื่นเช่นนี้ น่าเชื่อว่านาย อ. เบิกความให้เป็นประโยชน์แก่จำเลยเพื่อช่วยเหลือจำเลยในภายหลังจึงไม่ควรนำคำเบิกความของนายอมรมาฟังเป็นประโยชน์แก่จำเลยดังที่จำเลยอ้างมาในฎีกาหรือฟังเป็นข้อพิรุธทำลายน้ำหนักคำเบิกความของพยานโจทก์ผู้จับกุมจำเลย ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น ทั้งนี้เพราะในการวินิจฉัยขาดข้อเท็จจริงแห่งคดี เป็นอำนาจของศาลที่จะใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงในสำนวนว่าข้อใดควรรับฟังได้เพียงใดหรือไม่ หาใช่ว่าพยานเบิกความอย่างไร แล้วศาลจะต้องรับฟังเสมอไปไม่ แม้คำให้การในชั้นสอบสวนของนาย อ. จะเป็นคำซัดทอดของผู้กระทำความผิดในมูลหนี้เรื่องเดียวกัน ก็ไม่มีบทบัญญัติมิให้ศาลรับฟังทั้งมิใช่คำซัดทอดผู้อื่นเพื่อให้ตนเองพ้นจากความผิด ศาลจึงรับฟังคำให้การในชั้นสอบสวนของนาย อ. ประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์เพื่อลงโทษจำเลยได้ การที่พยานโจทก์ผู้จับกุมจำเลยได้ติดตามไปจับกุมจำเลยมาดำเนินคดีนี้โดยจับกุมนาง ล. มาดำเนินคดีด้วย ก็เป็นพฤติการณ์ที่ชี้ให้เห็นว่า ในวันเกิดเหตุนาย อ. ได้ให้การต่อพยานโจทก์ผู้จับกุมจำเลยซัดทอดว่าจำเลยเป็นผู้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่นาย อ. ทันที จึงเป็นเบาะแสไปสู่การตรวจค้นบ้านของจำเลยจนพบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อบางส่วนจำนวน ๓๐๐ บาท เป็นของกลาง การที่พยานโจทก์ผู้จับกุมจำเลยตรวจค้นพบธนบัตรที่ใช้ล่อวื้อบางส่วนแตกมาอยู่ในกระเป๋าเสื้อของจำเลยนั้น จึงเป็นเหตุผลสนับสนุนคำให้การในชั้นสอบสวนของนายอมรประจักษ์พยานโจทก์มีน้ำหนักอันควรแก่การรับฟังยิ่งขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า พนักงานสอบสวนพยานโจทก์เบิกความว่า วันเกิดเหตุพยานได้รับตัวจำเลยพร้อมของกลางจากพยานโจทก์ผู้จับกุมจำเลยเมือเวลา ๒๒ นาฬิกาเศษ ซึ่งหากจากเวลาตรวจค้นและจับกุมจำเลยนานถึง ๕ ชั่วโมงเศษ เป็นข้อพิรุธทำให้น่าสงสัยว่าจำเลยมิได้สมัครใจลงชื่อรับสารภาพในบันทึกการตรวจค้นและจับกุมนั้น เห็นว่า เหตุดังกล่าวน่าจะเป็นเพียงความล่าช้าในการปฏิบัติงานของผู้จับกุมจำเลยเท่านั้น ไม่น่าจะเป็นข้อพิรุธของพยานโจทก์ทำให้น่าสงสัยว่าจำเลยมิได้ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมดังที่จำเลยอ้างและที่จำเลยฎีกาว่า พยานโจทก์เบิกความขัดแย้งกันในข้อสาระสำคัญ ? แม้จะปรากฏว่ามีการลงบันทึกเกี่ยวกับธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีคลาดเคลื่อนไปจากพยานหลักฐานนำสืบมานี้ เมื่อนำมาฟังประกอบกันแล้ว มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า วันเกิดเหตุจำเลยได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่นายอมรจริง พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ วินิจฉัยว่า จำเลยมีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ตามฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยมีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว จึงไม่ จำต้องปรับบทลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองอีกบทหนึ่งและศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษายืน มานั้นเป็นการไม่ชอบ เพราะความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองนั้น เป็นความผิดที่มีองค์ประกอบความผิดแตกต่างกันและการกระทำโดยอาศัยเจตนาที่แยกจากกัน จึงเป็นความผิดคนละบทหรือคนละกรรมกันแล้วแต่กรณี เมื่อเมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยมีไว้ในครอบครองและจำหน่ายเป็นจำนวน เดียวกันและจำเลยได้จำหน่ายหมดไปในคราวเดียวกันโดยไม่มีเหลืออยู่ในความครอบครองของจำเลยอีก จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขปรับบทลงโทษจำเลยเสียใหม่ให้ถูกต้องได้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๖๗ บทหนึ่ง และมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๖๖ วรรคหนึ่ง อีกบทหนึ่ง ให้ลงโทษตามมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๖๖ วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๖
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001154.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2543