คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7435/2562 ฉบับเต็ม

#663666
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7435/2562 นาย ส. โจทก์ นาย ภ. จำเลย ป.อ. มาตรา 341 ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ชักชวนสมาชิกมาร่วมลงทุนกับจำเลยประมาณสิบกว่าคน โดยให้คำรับรองว่า บริษัท M. จะคืนเงินลงทุนให้ภายใน 3 เดือน หากบริษัทดังกล่าวไม่คืนเงินให้ โจทก์จะใช้เงินส่วนตัวคืนเงินลงทุนให้แก่ทุกคน อันแสดงให้เห็นว่าโจทก์มีพฤติการณ์ในการชักชวนผู้อื่นให้มาลงทุนเช่นเดียวกับจำเลยก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า ในขณะที่โจทก์ชักชวนผู้อื่นมาร่วมลงทุนนั้น โจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่าบริษัทดังกล่าวไม่สามารถให้ผลตอบแทนได้ดังที่โฆษณา แล้วไปหลอกลวงให้ผู้อื่นมาร่วมลงทุนด้วย นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังได้ความอีกว่า หลังจากโจทก์ทราบว่าบริษัทดังกล่าวหลอกลวงไม่สามารถให้ผลตอบแทนดังที่โฆษณาแล้ว โจทก์ได้คืนเงินให้แก่บุคคลที่โจทก์ชักชวนให้มาร่วมลงทุนไปแล้ว รูปคดีจึงยังฟังไม่ได้ว่า โจทก์มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ซึ่งมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 341, 343 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก (ที่ถูก มาตรา 343 วรรคแรก (เดิม)) จำคุก 3 ปี โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์และจำเลยต่างลงทุนซื้อแพ็กเกจกับบริษัท Massive ad world wide ซึ่งเป็นธุรกิจที่ทำการตลาดบนโลกออนไลน์โดยวิธีการโปรโมตเว็บไซต์ให้แก่สินค้าแบรนด์เนมทั่วโลกผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งโฆษณาชวนเชื่อว่าหากแนะนำให้ผู้อื่นมาร่วมลงทุนกับบริษัทดังกล่าวจะได้รับค่าแนะนำคิดเป็นอัตราร้อยละ 5 ของจำนวนเงินลงทุนตามแพ็กเกจ และหากสามารถจับคู่ร่วมลงทุนกับบริษัทดังกล่าวจะได้รับค่าแนะนำคิดเป็นอัตราร้อยละ 10 ของจำนวนเงินลงทุนจับคู่กันตามโฆษณา โจทก์โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยหลายครั้งรวมเป็นเงิน 5,950,600 บาท เพื่อให้จำเลยซื้อแพ็กเกจให้ และโจทก์ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากบริษัทดังกล่าวมาจำนวนหนึ่ง คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ชักชวนสมาชิกมาร่วมลงทุนกับจำเลยประมาณสิบกว่าคน โดยให้คำรับรองว่า บริษัท Massive ad world wide จะคืนเงินลงทุนให้ภายใน 3 เดือน หากบริษัทดังกล่าวไม่คืนเงินให้ โจทก์จะใช้เงินส่วนตัวคืนเงินลงทุนให้แก่ทุกคน อันแสดงให้เห็นว่าโจทก์มีพฤติการณ์ในการชักชวนผู้อื่นให้มาลงทุนเช่นเดียวกับจำเลยก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า ในขณะที่โจทก์ชักชวนผู้อื่นมาร่วมลงทุนนั้น โจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่าบริษัทดังกล่าวไม่สามารถให้ผลตอบแทนได้ดังที่โฆษณา แล้วไปหลอกลวงให้ผู้อื่นมาร่วมลงทุนด้วย นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังได้ความอีกว่า หลังจากโจทก์ทราบว่าบริษัทดังกล่าวหลอกลวงไม่สามารถให้ผลตอบแทนดังที่โฆษณาแล้ว โจทก์ได้คืนเงินให้แก่บุคคลที่โจทก์ชักชวนให้มาร่วมลงทุนไปแล้ว รูปคดีจึงยังฟังไม่ได้ว่า โจทก์มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ซึ่งมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และพิพากษายกฟ้องมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เนื่องจากคดีนี้โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ด้วยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โดยยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยในปัญหาดังกล่าว เพื่อให้การวินิจฉัยเป็นไปตามลำดับชั้นศาลเพราะผลแห่งการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิการฎีกาของคู่ความได้ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225 พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี (ธนาพนธ์ ชวรุ่ง-วันชัย ศศิโรจน์-น้ำเพชร ปานะถึก) ศาลอาญา - นายสันติ บุตรดี ศาลอุทธรณ์ - นางปิยนันท์ พันธุ์ชนะวาณิช แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2146/2562 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
663666
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญา",
        "judge": "นายสันติ บุตรดี"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นางปิยนันท์ พันธุ์ชนะวาณิช"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081953735"
    }
}
date
2562
deka_no
7435/2562
deka_running_no
7435
deka_year
2562
department
แผนก
judges
[
    "ธนาพนธ์ ชวรุ่ง",
    "วันชัย ศศิโรจน์",
    "น้ำเพชร ปานะถึก"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 341"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 2 (4)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย ส."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ภ."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 341, 343

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก (ที่ถูก มาตรา 343 วรรคแรก (เดิม)) จำคุก 3 ปี

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์และจำเลยต่างลงทุนซื้อแพ็กเกจกับบริษัท Massive ad world wide ซึ่งเป็นธุรกิจที่ทำการตลาดบนโลกออนไลน์โดยวิธีการโปรโมตเว็บไซต์ให้แก่สินค้าแบรนด์เนมทั่วโลกผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งโฆษณาชวนเชื่อว่าหากแนะนำให้ผู้อื่นมาร่วมลงทุนกับบริษัทดังกล่าวจะได้รับค่าแนะนำคิดเป็นอัตราร้อยละ 5 ของจำนวนเงินลงทุนตามแพ็กเกจ และหากสามารถจับคู่ร่วมลงทุนกับบริษัทดังกล่าวจะได้รับค่าแนะนำคิดเป็นอัตราร้อยละ 10 ของจำนวนเงินลงทุนจับคู่กันตามโฆษณา โจทก์โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยหลายครั้งรวมเป็นเงิน 5,950,600 บาท เพื่อให้จำเลยซื้อแพ็กเกจให้ และโจทก์ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากบริษัทดังกล่าวมาจำนวนหนึ่ง

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ชักชวนสมาชิกมาร่วมลงทุนกับจำเลยประมาณสิบกว่าคน โดยให้คำรับรองว่า บริษัท Massive ad world wide จะคืนเงินลงทุนให้ภายใน 3 เดือน หากบริษัทดังกล่าวไม่คืนเงินให้ โจทก์จะใช้เงินส่วนตัวคืนเงินลงทุนให้แก่ทุกคน อันแสดงให้เห็นว่าโจทก์มีพฤติการณ์ในการชักชวนผู้อื่นให้มาลงทุนเช่นเดียวกับจำเลยก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า ในขณะที่โจทก์ชักชวนผู้อื่นมาร่วมลงทุนนั้น โจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่าบริษัทดังกล่าวไม่สามารถให้ผลตอบแทนได้ดังที่โฆษณา แล้วไปหลอกลวงให้ผู้อื่นมาร่วมลงทุนด้วย นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังได้ความอีกว่า หลังจากโจทก์ทราบว่าบริษัทดังกล่าวหลอกลวงไม่สามารถให้ผลตอบแทนดังที่โฆษณาแล้ว โจทก์ได้คืนเงินให้แก่บุคคลที่โจทก์ชักชวนให้มาร่วมลงทุนไปแล้ว รูปคดีจึงยังฟังไม่ได้ว่า โจทก์มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ซึ่งมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และพิพากษายกฟ้องมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เนื่องจากคดีนี้โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ด้วยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โดยยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยในปัญหาดังกล่าว เพื่อให้การวินิจฉัยเป็นไปตามลำดับชั้นศาลเพราะผลแห่งการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิการฎีกาของคู่ความได้ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000134.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2146/2562
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2562