คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1470/2563 ฉบับเต็ม

#664269
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1470/2563 พนักงานอัยการจังหวัดนาทวี โจทก์ นาย ป. กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 40 ป.วิ.พ. มาตรา 141 (4), มาตรา 141 (5) โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่เป็นคดีอาญาตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 และ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 พร้อมทั้งขอให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จึงเป็นการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่งการพิจารณาคดีในส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 40 และคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งจะต้องกล่าวหรือแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวง กับต้องวินิจฉัยไปตามประเด็นแห่งคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 141 (4) (5) การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีส่วนแพ่งโดยยังมิได้สอบคำให้การจำเลยทั้งสี่ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีส่วนแพ่งไปโดยมิชอบ จะถือว่าจำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพตามฟ้องเป็นการยอมรับข้อเท็จจริงในคดีส่วนแพ่งด้วยหาได้ไม่ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 6, 14, 26/4, 26/5, 31, 35 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 54, 72 ตรี, 74 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าเสียหายของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลาย สูญหาย หรือเสียหายในเขตป่าสงวนแห่งชาติเป็นเงิน 1,278,000 บาท แก่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ให้จำเลยทั้งสี่ คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยทั้งสี่ออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ และริบของกลาง จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก 31 วรรคหนึ่ง (เดิม)) พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก 31 วรรคหนึ่ง (เดิม)) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสี่แล้วไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุก ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าเสียหายของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลาย สูญหาย หรือเสียหายในเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุเป็นเงินรวม 1,278,000 บาท แก่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ให้จำเลยทั้งสี่ คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยทั้งสี่ออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ ริบของกลาง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยทั้งสี่คนละ 30,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้จำเลยทั้งสี่กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับคนละ 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยทั้งสี่ไว้ 1 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษานี้ให้จำเลยทั้งสี่ฟัง ให้จำเลยทั้งสี่ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง ภายในกำหนดระยะเวลา 1 ปี กับให้จำเลยทั้งสี่กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีส่วนแพ่งประเด็นเรื่องค่าเสียหาย โดยให้ศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลยทั้งสี่ในคดีส่วนแพ่ง และพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งในประเด็นดังกล่าวไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสี่กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 จริง ในชั้นนี้มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีส่วนแพ่ง โดยให้ศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลยทั้งสี่ในคดีส่วนแพ่งและพิจารณาพิพากษาในคดีส่วนแพ่งใหม่ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่เป็นคดีอาญาตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 พร้อมทั้งขอให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จึงเป็นการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่งการพิจารณาคดีในส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 และคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งจะต้องกล่าวหรือแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวง กับต้องวินิจฉัยไปตามประเด็นแห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 (4) (5) การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีส่วนแพ่งโดยยังมิได้สอบคำให้การจำเลยทั้งสี่ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีส่วนแพ่งไปโดยมิชอบ จะถือว่าจำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพตามฟ้องเป็นการยอมรับข้อเท็จจริงในคดีส่วนแพ่งด้วยหาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีส่วนแพ่ง ให้ศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลยทั้งสี่ในคดีส่วนแพ่งและพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งใหม่ไปตามรูปคดีจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง เนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีส่วนแพ่งและพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งใหม่ ในชั้นนี้จึงยังไม่สมควรที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จะมีคำสั่งให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลเป็นพับ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเสียใหม่ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ (พิชัย เพ็งผ่อง-ธงชัย เสนามนตรี-ชัยเจริญ ดุษฎีพร) ศาลจังหวัดนาทวี - นายอนิวัตร บัวบาล ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายนุกูลกิจ เศรฐกิจนุกูล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา สว.(อ)250/2562 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
664269
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนาทวี",
        "judge": "นายอนิวัตร บัวบาล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 9",
        "judge": "นายนุกูลกิจ เศรฐกิจนุกูล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081951484"
    }
}
date
2563
deka_no
1470/2563
deka_running_no
1470
deka_year
2563
department
แผนก
judges
[
    "พิชัย เพ็งผ่อง",
    "ธงชัย เสนามนตรี",
    "ชัยเจริญ ดุษฎีพร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 40"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 141 (4)",
            "ม. 141 (5)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนาทวี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ป. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 6, 14, 26/4, 26/5, 31, 35 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 54, 72 ตรี, 74 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าเสียหายของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลาย สูญหาย หรือเสียหายในเขตป่าสงวนแห่งชาติเป็นเงิน 1,278,000 บาท แก่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ให้จำเลยทั้งสี่ คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยทั้งสี่ออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ และริบของกลาง

จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก 31 วรรคหนึ่ง (เดิม)) พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก 31 วรรคหนึ่ง (เดิม)) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสี่แล้วไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุก ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าเสียหายของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลาย สูญหาย หรือเสียหายในเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุเป็นเงินรวม 1,278,000 บาท แก่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ให้จำเลยทั้งสี่ คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยทั้งสี่ออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยทั้งสี่คนละ 30,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้จำเลยทั้งสี่กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับคนละ 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยทั้งสี่ไว้ 1 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษานี้ให้จำเลยทั้งสี่ฟัง ให้จำเลยทั้งสี่ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง ภายในกำหนดระยะเวลา 1 ปี กับให้จำเลยทั้งสี่กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีส่วนแพ่งประเด็นเรื่องค่าเสียหาย โดยให้ศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลยทั้งสี่ในคดีส่วนแพ่ง และพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งในประเด็นดังกล่าวไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสี่กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 จริง ในชั้นนี้มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีส่วนแพ่ง โดยให้ศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลยทั้งสี่ในคดีส่วนแพ่งและพิจารณาพิพากษาในคดีส่วนแพ่งใหม่ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่เป็นคดีอาญาตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 พร้อมทั้งขอให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จึงเป็นการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่งการพิจารณาคดีในส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 และคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งจะต้องกล่าวหรือแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวง กับต้องวินิจฉัยไปตามประเด็นแห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 (4) (5) การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีส่วนแพ่งโดยยังมิได้สอบคำให้การจำเลยทั้งสี่ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีส่วนแพ่งไปโดยมิชอบ จะถือว่าจำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพตามฟ้องเป็นการยอมรับข้อเท็จจริงในคดีส่วนแพ่งด้วยหาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีส่วนแพ่ง ให้ศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลยทั้งสี่ในคดีส่วนแพ่งและพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งใหม่ไปตามรูปคดีจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีส่วนแพ่งและพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งใหม่ ในชั้นนี้จึงยังไม่สมควรที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จะมีคำสั่งให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลเป็นพับ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเสียใหม่

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000111.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
สว.(อ)250/2562
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2563