คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3347/2564 ฉบับเต็ม

#664280
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3347/2564 ธนาคาร ก. โจทก์ นาย ส. ผู้ซื้อทรัพย์ นางสาว ช. จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 38, มาตรา 42 กรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า มีเหตุให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาท เพราะเจ้าพนักงานบังคับคดีมิได้จัดส่งประกาศขายทอดตลาดให้แก่จำเลยตามภูมิลำเนาเฉพาะการที่จำเลยได้แถลงไว้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายทำให้จำเลยไม่ทราบและไม่ได้มีโอกาสเข้าสู้ราคาหรือหาบุคคลอื่นเข้าสู้ราคาหรือไม่นั้น เห็นว่า จำเลยได้ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งขอเปลี่ยนที่อยู่จัดส่งเอกสารต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีก็มีคำสั่งคำร้องว่า "ทราบ รวม จำเลยทราบประกาศขายในวันนี้แล้ว" เมื่อประกาศขายทอดตลาดใหม่ เจ้าพนักงานบังคับคดีจำต้องส่งประกาศขายทอดตลาดแก่จำเลยที่ที่อยู่ตามที่จำเลยแจ้งภูมิลำเนาเฉพาะการไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 42 แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีมิได้จัดส่งประกาศขายทอดตลาดให้แก่จำเลยตามภูมิลำเนาเฉพาะการที่จำเลยแจ้งไว้ กลับจัดส่งประกาศขายทอดตลาดให้แก่จำเลยที่ที่อยู่ตามทะเบียนบ้านของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่อาจถือได้ว่าจำเลยมีภูมิลำเนาหลายแห่ง ถือมิได้ว่ามีการจัดส่งประกาศขายทอดตลาดให้แก่จำเลยแล้ว การขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ครั้งนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ___________________________ คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยชำระเงิน 8,937,387.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 7,243,630.07 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ให้เสร็จสิ้นภายใน 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากผิดนัดให้โจทก์บังคับคดีโดยยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 4904, 4905 และ 5243 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด และมีนางสาวรัตนาเป็นผู้เสนอราคาสูงสุดและวางเงินมัดจำ ต่อมานางสาวรัตนาไม่ชำระหนี้ส่วนที่เหลือ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงยึดเงินมัดจำ เจ้าพนักงานบังคับคดีนำทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดซ้ำในนัดที่ 2 วันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 มีผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้เสนอราคาสูงสุด 6,180,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเคาะไม้ขายให้ จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด โจทก์และผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า กรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า กรณีมีเหตุให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาท เพราะเจ้าพนักงานบังคับคดีมิได้จัดส่งประกาศขายทอดตลาดให้แก่จำเลยตามภูมิลำเนาเฉพาะการตามที่จำเลยได้แถลงไว้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายทำให้จำเลยไม่ทราบประกาศขายทอดตลาดและไม่ได้มีโอกาสเข้าสู้ราคาหรือหาบุคคลอื่นเข้าสู้ราคาหรือไม่นั้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2559 ผู้แทนโจทก์นำยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 4904, 4905 และ 5243 พร้อมสิ่งปลูกสร้างและประเมินราคาไว้ 5,179,000 บาท เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2560 จำเลยยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอเปลี่ยนที่อยู่ส่งเอกสารเป็นบ้านเลขที่ 62/1 ในนัดขายทอดตลาดวันที่ 9 สิงหาคม 2560 มีนางสาวรัตนาเข้าสู้ราคาและเสนอราคาสูงสุดเป็นเงิน 16,750,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเคาะไม้ขายให้แก่นางสาวรัตนา หลังจากวางเงินมัดจำแล้วนางสาวรัตนาไม่ชำระราคาส่วนที่เหลือ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงยึดเงินมัดจำและได้ประกาศขายทอดตลาดซ้ำกำหนดวันขายทอดตลาดรวม 4 นัด โดยส่งประกาศขายทอดตลาดให้จำเลยที่บ้านเลขที่ 35/452 ในนัดที่ 1 วันที่ 27 ตุลาคม 2561 ไม่มีผู้สนใจเข้าสู้ราคา และในนัดที่ 2 วันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 ผู้ซื้อทรัพย์เสนอราคาสูงสุดเป็นเงิน 6,180,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับจึงได้เคาะไม้ขายทรัพย์จำนองให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ เห็นว่า แม้จำเลยจะมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเลขที่ 35/452 แต่เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2560 จำเลยได้ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งขอเปลี่ยนที่อยู่จัดส่งเอกสารต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นบ้านเลขที่ 62/1 แล้ว ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีก็มีคำสั่งคำร้องว่า "ทราบ รวม จำเลยทราบประกาศขายในวันนี้แล้ว" คือ ประกาศขายทอดตลาดฉบับเดิม ซึ่งนางสาวรัตนาประมูลได้แต่ถูกเพิกถอนการขายทอดตลาดเพราะไม่ชำระราคาส่วนที่เหลือ เมื่อประกาศขายทอดตลาดใหม่ ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2561 เจ้าพนักงานบังคับคดีจำต้องส่งประกาศขายทอดตลาดแก่จำเลยที่บ้านเลขที่ 62/1 ตามที่จำเลยแจ้งภูมิลำเนาเฉพาะการไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 42 เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีมิได้จัดส่งประกาศขายทอดตลาดให้แก่จำเลยตามภูมิลำเนาเฉพาะการที่จำเลยแจ้งไว้ แต่จัดส่งประกาศขายทอดตลาดให้แก่จำเลยที่บ้านเลขที่ 35/452 อันเป็นภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่อาจถือได้ว่าจำเลยมีภูมิลำเนาหลายแห่ง หรือจำเลยน่าจะทราบประกาศขายทอดตลาดเพราะญาติของจำเลยน่าจะแจ้งให้ทราบแล้วมิได้ เพราะไม่ปรากฏว่าจำเลยมาดูแลการขายทอดตลาดแต่อย่างใด จึงถือว่ามิได้มีการจัดส่งประกาศขายทอดตลาดให้แก่จำเลย ฉะนั้น การขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ครั้งนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการขายทอดตลาดและให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ (เธียรดนัย ธรรมดุษฎี-แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์-ไชยผล สุรวงษ์สิน) ศาลจังหวัดราชบุรี - นายไพศาล ไพบูลย์วัฒนกิจ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายประสาธน์ ธรรม์ทวีวุฒิ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ผบ.(พ)82/2564 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
664280
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดราชบุรี",
        "judge": "นายไพศาล ไพบูลย์วัฒนกิจ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายประสาธน์ ธรรม์ทวีวุฒิ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081948520"
    }
}
date
2564
deka_no
3347/2564
deka_running_no
3347
deka_year
2564
department
แผนก
judges
[
    "เธียรดนัย ธรรมดุษฎี",
    "แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์",
    "ไชยผล สุรวงษ์สิน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 38",
            "ม. 42"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคาร ก."
    },
    {
        "role": "ผู้ซื้อทรัพย์",
        "name": "นาย ส."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาว ช."
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยชำระเงิน 8,937,387.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 7,243,630.07 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ให้เสร็จสิ้นภายใน 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากผิดนัดให้โจทก์บังคับคดีโดยยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 4904, 4905 และ 5243 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด และมีนางสาวรัตนาเป็นผู้เสนอราคาสูงสุดและวางเงินมัดจำ ต่อมานางสาวรัตนาไม่ชำระหนี้ส่วนที่เหลือ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงยึดเงินมัดจำ เจ้าพนักงานบังคับคดีนำทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดซ้ำในนัดที่ 2 วันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 มีผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้เสนอราคาสูงสุด 6,180,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเคาะไม้ขายให้

จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด

โจทก์และผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า กรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า กรณีมีเหตุให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาท เพราะเจ้าพนักงานบังคับคดีมิได้จัดส่งประกาศขายทอดตลาดให้แก่จำเลยตามภูมิลำเนาเฉพาะการตามที่จำเลยได้แถลงไว้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายทำให้จำเลยไม่ทราบประกาศขายทอดตลาดและไม่ได้มีโอกาสเข้าสู้ราคาหรือหาบุคคลอื่นเข้าสู้ราคาหรือไม่นั้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2559 ผู้แทนโจทก์นำยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 4904, 4905 และ 5243 พร้อมสิ่งปลูกสร้างและประเมินราคาไว้ 5,179,000 บาท เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2560 จำเลยยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอเปลี่ยนที่อยู่ส่งเอกสารเป็นบ้านเลขที่ 62/1 ในนัดขายทอดตลาดวันที่ 9 สิงหาคม 2560 มีนางสาวรัตนาเข้าสู้ราคาและเสนอราคาสูงสุดเป็นเงิน 16,750,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเคาะไม้ขายให้แก่นางสาวรัตนา หลังจากวางเงินมัดจำแล้วนางสาวรัตนาไม่ชำระราคาส่วนที่เหลือ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงยึดเงินมัดจำและได้ประกาศขายทอดตลาดซ้ำกำหนดวันขายทอดตลาดรวม 4 นัด โดยส่งประกาศขายทอดตลาดให้จำเลยที่บ้านเลขที่ 35/452 ในนัดที่ 1 วันที่ 27 ตุลาคม 2561 ไม่มีผู้สนใจเข้าสู้ราคา และในนัดที่ 2 วันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 ผู้ซื้อทรัพย์เสนอราคาสูงสุดเป็นเงิน 6,180,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับจึงได้เคาะไม้ขายทรัพย์จำนองให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ เห็นว่า แม้จำเลยจะมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเลขที่ 35/452 แต่เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2560 จำเลยได้ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งขอเปลี่ยนที่อยู่จัดส่งเอกสารต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นบ้านเลขที่ 62/1 แล้ว ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีก็มีคำสั่งคำร้องว่า "ทราบ รวม จำเลยทราบประกาศขายในวันนี้แล้ว" คือ ประกาศขายทอดตลาดฉบับเดิม ซึ่งนางสาวรัตนาประมูลได้แต่ถูกเพิกถอนการขายทอดตลาดเพราะไม่ชำระราคาส่วนที่เหลือ เมื่อประกาศขายทอดตลาดใหม่ ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2561 เจ้าพนักงานบังคับคดีจำต้องส่งประกาศขายทอดตลาดแก่จำเลยที่บ้านเลขที่ 62/1 ตามที่จำเลยแจ้งภูมิลำเนาเฉพาะการไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 42 เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีมิได้จัดส่งประกาศขายทอดตลาดให้แก่จำเลยตามภูมิลำเนาเฉพาะการที่จำเลยแจ้งไว้ แต่จัดส่งประกาศขายทอดตลาดให้แก่จำเลยที่บ้านเลขที่ 35/452 อันเป็นภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่อาจถือได้ว่าจำเลยมีภูมิลำเนาหลายแห่ง หรือจำเลยน่าจะทราบประกาศขายทอดตลาดเพราะญาติของจำเลยน่าจะแจ้งให้ทราบแล้วมิได้ เพราะไม่ปรากฏว่าจำเลยมาดูแลการขายทอดตลาดแต่อย่างใด จึงถือว่ามิได้มีการจัดส่งประกาศขายทอดตลาดให้แก่จำเลย ฉะนั้น การขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ครั้งนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการขายทอดตลาดและให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000086.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ผบ.(พ)82/2564
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2564