คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2978/2562 ฉบับเต็ม

#664282
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2978/2562 พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ โจทก์ นาย จ. กับพวก จำเลย พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2490 มาตรา 32 (2), มาตรา 65 พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 มาตรา 71 วรรคหนึ่ง, มาตรา 147 วรรคหนึ่ง คดีนี้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 มาตรา 71 วรรคหนึ่ง (1), 147 วรรคหนึ่ง ซึ่งมีระวางโทษปรับขั้นต่ำตั้งแต่ 10,000 บาท ถึง 100,000 บาท การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2490 มาตรา 32 (2), 65 และลงโทษจำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 6,000 บาท โดยลงโทษปรับต่ำกว่าระวางโทษปรับขั้นต่ำ โจทก์จึงไม่เห็นด้วยและอุทธรณ์ขอให้พิพากษาแก้เป็นลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 มาตรา 71 วรรคหนึ่ง (1), 147 วรรคหนึ่ง นั้น อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าว นอกจากโจทก์อุทธรณ์ขอให้ปรับบทให้ถูกต้องแล้วยังอุทธรณ์โต้แย้งโทษปรับที่ศาลชั้นต้นลงแก่จำเลยทั้งสองและขอให้ลงโทษตาม พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 มาตรา 147 วรรคหนึ่ง ซึ่งมีระวางโทษปรับขั้นต่ำสูงกว่าโทษปรับที่ศาลชั้นต้นลงแก่จำเลยทั้งสอง จึงมีความหมายอยู่ในตัวแล้วว่าโจทก์ประสงค์ที่จะให้เพิ่มโทษจำเลยทั้งสองด้วย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้พิพากษาแก้โทษปรับจำเลยทั้งสองให้สูงขึ้นตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวจึงเป็นการไม่ถูกต้อง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490 มาตรา 32, 65 พระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 71, 147, 169, 171 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 และริบของกลาง จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490 มาตรา 32 (2), 65 พระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 71 (1), 147, 169 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490 มาตรา 32 (2), 65 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 6,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 3 เดือน และปรับคนละ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และริบของกลาง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีสิ่งแวดล้อม พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 71 วรรคหนึ่ง (1), 147 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และไม่ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ในชั้นนี้มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้พิพากษาแก้โทษปรับจำเลยทั้งสองให้สูงขึ้นเป็นการถูกต้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 71 วรรคหนึ่ง (1), 147 วรรคหนึ่ง ซึ่งมีระวางโทษปรับขั้นต่ำตั้งแต่ 10,000 ถึง 100,000 บาท การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490 มาตรา 32 (2), 65 และลงโทษจำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 6,000 บาท โดยลงโทษปรับต่ำกว่าระวางโทษปรับขั้นต่ำ โจทก์จึงไม่เห็นด้วยและขอให้พิพากษาแก้เป็นลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 71 วรรคหนึ่ง (1), 147 วรรคหนึ่ง นั้น อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าว นอกจากโจทก์อุทธรณ์ขอให้ปรับบทให้ถูกต้องแล้วยังอุทธรณ์โต้แย้งโทษปรับที่ศาลชั้นต้นลงแก่จำเลยทั้งสองและขอให้ลงโทษตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 147 วรรคหนึ่ง ซึ่งมีระวางโทษปรับขั้นต่ำสูงกว่าโทษปรับที่ศาลชั้นต้นลงแก่จำเลยทั้งสอง ซึ่งมีความหมายอยู่ในตัวแล้วว่าโจทก์ประสงค์ที่จะให้เพิ่มโทษจำเลยทั้งสองด้วย ประกอบกับเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาแล้วเห็นว่าศาลชั้นต้นปรับบทกฎหมายผิด ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ย่อมมีอำนาจปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องตามที่โจทก์อุทธรณ์ และมีอำนาจใช้ดุลพินิจเปลี่ยนแปลงโทษปรับที่จะลงแก่จำเลยทั้งสองให้เหมาะสมและเป็นไปตามบทกฎหมายที่ถูกต้องได้ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ใช้ดุลพินิจเปลี่ยนแปลงโทษปรับแก่จำเลยทั้งสอง จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 71 วรรคหนึ่ง (1), 147 วรรคหนึ่ง ปรับคนละ 10,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับคนละ 5,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 (พิชัย เพ็งผ่อง-ธงชัย เสนามนตรี-สุนทร เฟื่องวิวัฒน์) ศาลจังหวัดสมุทรปราการ - นางสาววัชรี ธนผลเลิศ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นางสาวสุมาณี ทองภักดี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา สว.(อ)246/2561 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
664282
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสมุทรปราการ",
        "judge": "นางสาววัชรี ธนผลเลิศ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นางสาวสุมาณี ทองภักดี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081954792"
    }
}
date
2562
deka_no
2978/2562
deka_running_no
2978
deka_year
2562
department
แผนก
judges
[
    "พิชัย เพ็งผ่อง",
    "ธงชัย เสนามนตรี",
    "สุนทร เฟื่องวิวัฒน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2490",
        "sections": [
            "ม. 32 (2)",
            "ม. 65"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558",
        "law_abbr": "พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558",
        "sections": [
            "ม. 71 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 147 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย จ. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490 มาตรา 32, 65 พระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 71, 147, 169, 171 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490 มาตรา 32 (2), 65 พระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 71 (1), 147, 169 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490 มาตรา 32 (2), 65 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 6,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 3 เดือน และปรับคนละ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีสิ่งแวดล้อม พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 71 วรรคหนึ่ง (1), 147 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และไม่ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ในชั้นนี้มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้พิพากษาแก้โทษปรับจำเลยทั้งสองให้สูงขึ้นเป็นการถูกต้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 71 วรรคหนึ่ง (1), 147 วรรคหนึ่ง ซึ่งมีระวางโทษปรับขั้นต่ำตั้งแต่ 10,000 ถึง 100,000 บาท การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490 มาตรา 32 (2), 65 และลงโทษจำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 6,000 บาท โดยลงโทษปรับต่ำกว่าระวางโทษปรับขั้นต่ำ โจทก์จึงไม่เห็นด้วยและขอให้พิพากษาแก้เป็นลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 71 วรรคหนึ่ง (1), 147 วรรคหนึ่ง นั้น อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าว นอกจากโจทก์อุทธรณ์ขอให้ปรับบทให้ถูกต้องแล้วยังอุทธรณ์โต้แย้งโทษปรับที่ศาลชั้นต้นลงแก่จำเลยทั้งสองและขอให้ลงโทษตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 147 วรรคหนึ่ง ซึ่งมีระวางโทษปรับขั้นต่ำสูงกว่าโทษปรับที่ศาลชั้นต้นลงแก่จำเลยทั้งสอง ซึ่งมีความหมายอยู่ในตัวแล้วว่าโจทก์ประสงค์ที่จะให้เพิ่มโทษจำเลยทั้งสองด้วย ประกอบกับเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาแล้วเห็นว่าศาลชั้นต้นปรับบทกฎหมายผิด ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ย่อมมีอำนาจปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องตามที่โจทก์อุทธรณ์ และมีอำนาจใช้ดุลพินิจเปลี่ยนแปลงโทษปรับที่จะลงแก่จำเลยทั้งสองให้เหมาะสมและเป็นไปตามบทกฎหมายที่ถูกต้องได้ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ใช้ดุลพินิจเปลี่ยนแปลงโทษปรับแก่จำเลยทั้งสอง จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 71 วรรคหนึ่ง (1), 147 วรรคหนึ่ง ปรับคนละ 10,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับคนละ 5,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000143.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
สว.(อ)246/2561
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2562