คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3449/2564 ฉบับเต็ม

#664304
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3449/2564 พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม โจทก์ นางสาว ก. กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 173/1 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 32, มาตรา 33 การกำหนดให้มีวันนัดพร้อมเพื่อประชุมคดีมีวัตถุประสงค์เพื่อให้จำเลยได้รับการพิจารณาคดีด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรม โดยองค์คณะที่ได้รับเลือกให้เป็นองค์คณะประชุมคดีจะได้รับเลือกจากผู้พิพากษาที่มีประสบการณ์และมีความเข้าใจในการบริหารจัดการคดีเพื่อให้การกำหนดแนวทางในการดำเนินคดีเป็นไปอย่างถูกต้อง กระชับรัดกุม ไม่ฟุ่มเฟือย และมีมาตรฐานเดียวกัน ทำให้การพิจารณาคดีเสร็จสิ้นโดยรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ แม้คดีนี้องค์คณะในวันนัดพร้อมเพื่อประชุมคดีจะเป็นคนละองค์คณะกันกับในวันนัดสืบพยานและวันนัดฟังคำพิพากษา แต่การที่ ณ. กับ อ. นั่งพิจารณาคดีในวันนัดสืบพยานและวันนัดฟังคำพิพากษานั้น เนื่องมาจากการจ่ายสำนวนคดีของผู้พิพากษาหัวหน้าศาลชั้นต้นตามมาตรา 32 แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ซึ่งการจ่ายสำนวนคดีดังกล่าวไม่ได้ขัดต่อหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดโดยระเบียบราชการฝ่ายตุลาการของศาลยุติธรรม ทั้งไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดให้องค์คณะประชุมคดีและองค์คณะพิจารณาต้องเป็นองค์คณะเดียวกันเพราะเป็นการพิจารณาคดีคนละขั้นตอนกัน มีวัตถุประสงค์และวิธีการคัดเลือกองค์คณะผู้พิพากษาแตกต่างกัน นอกจากนี้กรณีดังกล่าวยังไม่ใช่การเรียกคืนสำนวนคดีจาก น. และ ป. ซึ่งเป็นองค์คณะประชุมคดี และโอนสำนวนคดีให้ ณ. กับ อ. ตามบทบัญญัติมาตรา 33 แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม เนื่องจากการเรียกคืนสำนวนคดีหรือการโอนสำนวนคดีตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายถึงกรณีที่มีการมอบหมายให้องค์คณะผู้พิพากษารับผิดชอบพิจารณาพยานหลักฐานและพิพากษาแต่มีเหตุที่จะกระทบกระเทือนต่อความยุติธรรมในการพิจารณาหรือพิพากษาอรรถคดีของศาลเท่านั้น กรณีจึงไม่ใช่การเรียกคืนสำนวนคดีหรือการโอนสำนวนคดีโดยไม่ชอบดังที่จำเลยฎีกา ประกอบกับระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เคยโต้แย้งคัดค้านว่าผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีและสืบพยานไม่มีอำนาจพิจารณาคดีนี้ จนกระทั่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งหากศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็คงไม่โต้แย้งในปัญหาข้อนี้ จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยอมรับการดำเนินกระบวนพิจารณาของ ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นว่าเป็นไปโดยชอบตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ณ. และ อ. จึงเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีนี้โดยชอบแล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341 ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันคืนรถยนต์ ยี่ห้อฮีโน่ หมายเลขเครื่องยนต์ A09CTHH55427 หรือใช้ราคา 3,125,000 บาท และให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันคืนรถยนต์ ยี่ห้อฮีโน่ หมายเลขเครื่องยนต์ J08EWHH53356 หรือใช้ราคา 2,770,000 บาท แก่ผู้เสียหาย นับโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.842/2562 ของศาลชั้นต้น ตามลำดับ จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 3 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันคืนรถยนต์ ยี่ห้อฮีโน่ หมายเลขเครื่องยนต์ A09CTHH55427 หรือใช้ราคา 3,125,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ให้จำเลยที่ 1 คืนรถยนต์ ยี่ห้อฮีโน่ หมายเลขเครื่องยนต์ J08EWHH53356 หรือใช้ราคา 2,770,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ยกคำขอนับโทษต่อสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาเฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายแต่เมื่อเป็นกรณีที่มิได้สั่งรับฎีกาทั้งฉบับ ศาลชั้นต้นชอบที่จะต้องระบุให้ชัดเจนว่ารับฎีกาของคู่ความที่ยื่นฎีกาในข้อใดที่ว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ทั้งนี้เพื่อให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งแก้ฎีกาโต้เถียงได้ถูกต้อง อย่างไรก็ตามเมื่อโจทก์ยื่นคำแก้ฎีกาโต้เถียงฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาทุกประเด็น และศาลฎีกาได้พิจารณาฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้ว คงมีปัญหาข้อกฎหมายตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างเพียงข้อเดียวว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานและพิพากษาคดีของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นขัดต่อบทบัญญัติตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมในเรื่องการเรียกคืนและการโอนสำนวนคืนหรือไม่ ในปัญหาข้อนี้ศาลฎีกาเห็นว่า การกำหนดให้มีวันนัดพร้อมเพื่อประชุมคดีมีวัตถุประสงค์เพื่อให้จำเลยได้รับการพิจารณาคดีด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรม โดยองค์คณะที่ได้รับเลือกให้เป็นองค์คณะประชุมคดีจะได้รับเลือกจากผู้พิพากษาที่มีประสบการณ์และมีความเข้าใจในการบริหารจัดการคดีเพื่อให้การกำหนดแนวทางในการดำเนินคดีเป็นไปอย่างถูกต้อง กระชับรัดกุม ไม่ฟุ่มเฟือย และมีมาตรฐานเดียวกัน ทำให้การพิจารณาคดีเสร็จสิ้นโดยรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ แม้คดีนี้องค์คณะในวันนัดพร้อมเพื่อประชุมคดีจะเป็นคนละองค์คณะกันกับในวันนัดสืบพยานและวันนัดฟังคำพิพากษา แต่การที่นางสาวณัฐพร กับนายอรรณพ นั่งพิจารณาคดีในวันนัดสืบพยานและวันนัดฟังคำพิพากษานั้น เนื่องมาจากการจ่ายสำนวนคดีของผู้พิพากษาหัวหน้าศาลชั้นต้นตามมาตรา 32 แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ซึ่งการจ่ายสำนวนคดีดังกล่าวไม่ได้ขัดต่อหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดโดยระเบียบราชการฝ่ายตุลาการของศาลยุติธรรม ทั้งไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดให้องค์คณะประชุมคดีและองค์คณะพิจารณาต้องเป็นองค์คณะเดียวกันเพราะเป็นการพิจารณาคดีคนละขั้นตอนกัน มีวัตถุประสงค์และวิธีการคัดเลือกองค์คณะผู้พิพากษาแตกต่างกัน นอกจากนี้กรณีดังกล่าวยังไม่ใช่การเรียกคืนสำนวนคดีจากนายนรวัฒน์ และนายประเสริฐ ซึ่งเป็นองค์คณะประชุมคดีและโอนสำนวนคดีให้นางสาวณัฐพร กับนายอรรณพ ตามบทบัญญัติมาตรา 33 แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม เนื่องจากการเรียกคืนสำนวนคดีหรือการโอนสำนวนคดีตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายถึงกรณีที่มีการมอบหมายให้องค์คณะผู้พิพากษารับผิดชอบพิจารณาพยานหลักฐานและพิพากษาแต่มีเหตุที่จะกระทบกระเทือนต่อความยุติธรรมในการพิจารณาหรือพิพากษาอรรถคดีของศาลเท่านั้น กรณีจึงไม่ใช่การเรียกคืนสำนวนคดีหรือการโอนสำนวนคดีโดยไม่ชอบดังที่จำเลยฎีกา ประกอบกับระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เคยโต้แย้งคัดค้านว่าผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีและสืบพยานไม่มีอำนาจพิจารณาคดีนี้ จนกระทั่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งหากศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็คงไม่โต้แย้งในปัญหาข้อนี้จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยอมรับการดำเนินกระบวนพิจารณาของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นว่าเป็นไปโดยชอบตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นว่านางสาวณัฐพรและนายอรรณพเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีนี้โดยชอบแล้วนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (ธงชัย จันทร์วิรัช-วิชิต ลีธรรมชโย-สมเจริญ พุทธิประเสริฐ) ศาลจังหวัดนครพนม - นางสาวณัฐพร งามแก้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายอุตสาห์ ทองโคตร แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.746/2564 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
664304
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครพนม",
        "judge": "นางสาวณัฐพร งามแก้ว"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายอุตสาห์ ทองโคตร"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081948518"
    }
}
date
2564
deka_no
3449/2564
deka_running_no
3449
deka_year
2564
department
แผนก
judges
[
    "ธงชัย จันทร์วิรัช",
    "วิชิต ลีธรรมชโย",
    "สมเจริญ พุทธิประเสริฐ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 173/1"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระธรรมนูญศาลยุติธรรม",
        "law_abbr": "พระธรรมนูญศาลยุติธรรม",
        "sections": [
            "ม. 32",
            "ม. 33"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาว ก. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341 ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันคืนรถยนต์ ยี่ห้อฮีโน่ หมายเลขเครื่องยนต์ A09CTHH55427 หรือใช้ราคา 3,125,000 บาท และให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันคืนรถยนต์ ยี่ห้อฮีโน่ หมายเลขเครื่องยนต์ J08EWHH53356 หรือใช้ราคา 2,770,000 บาท แก่ผู้เสียหาย นับโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.842/2562 ของศาลชั้นต้น ตามลำดับ

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 3 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันคืนรถยนต์ ยี่ห้อฮีโน่ หมายเลขเครื่องยนต์ A09CTHH55427 หรือใช้ราคา 3,125,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ให้จำเลยที่ 1 คืนรถยนต์ ยี่ห้อฮีโน่ หมายเลขเครื่องยนต์ J08EWHH53356 หรือใช้ราคา 2,770,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ยกคำขอนับโทษต่อสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาเฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายแต่เมื่อเป็นกรณีที่มิได้สั่งรับฎีกาทั้งฉบับ ศาลชั้นต้นชอบที่จะต้องระบุให้ชัดเจนว่ารับฎีกาของคู่ความที่ยื่นฎีกาในข้อใดที่ว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ทั้งนี้เพื่อให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งแก้ฎีกาโต้เถียงได้ถูกต้อง อย่างไรก็ตามเมื่อโจทก์ยื่นคำแก้ฎีกาโต้เถียงฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาทุกประเด็น และศาลฎีกาได้พิจารณาฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้ว คงมีปัญหาข้อกฎหมายตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างเพียงข้อเดียวว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานและพิพากษาคดีของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นขัดต่อบทบัญญัติตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมในเรื่องการเรียกคืนและการโอนสำนวนคืนหรือไม่ ในปัญหาข้อนี้ศาลฎีกาเห็นว่า การกำหนดให้มีวันนัดพร้อมเพื่อประชุมคดีมีวัตถุประสงค์เพื่อให้จำเลยได้รับการพิจารณาคดีด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรม โดยองค์คณะที่ได้รับเลือกให้เป็นองค์คณะประชุมคดีจะได้รับเลือกจากผู้พิพากษาที่มีประสบการณ์และมีความเข้าใจในการบริหารจัดการคดีเพื่อให้การกำหนดแนวทางในการดำเนินคดีเป็นไปอย่างถูกต้อง กระชับรัดกุม ไม่ฟุ่มเฟือย และมีมาตรฐานเดียวกัน ทำให้การพิจารณาคดีเสร็จสิ้นโดยรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ แม้คดีนี้องค์คณะในวันนัดพร้อมเพื่อประชุมคดีจะเป็นคนละองค์คณะกันกับในวันนัดสืบพยานและวันนัดฟังคำพิพากษา แต่การที่นางสาวณัฐพร กับนายอรรณพ นั่งพิจารณาคดีในวันนัดสืบพยานและวันนัดฟังคำพิพากษานั้น เนื่องมาจากการจ่ายสำนวนคดีของผู้พิพากษาหัวหน้าศาลชั้นต้นตามมาตรา 32 แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ซึ่งการจ่ายสำนวนคดีดังกล่าวไม่ได้ขัดต่อหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดโดยระเบียบราชการฝ่ายตุลาการของศาลยุติธรรม ทั้งไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดให้องค์คณะประชุมคดีและองค์คณะพิจารณาต้องเป็นองค์คณะเดียวกันเพราะเป็นการพิจารณาคดีคนละขั้นตอนกัน มีวัตถุประสงค์และวิธีการคัดเลือกองค์คณะผู้พิพากษาแตกต่างกัน นอกจากนี้กรณีดังกล่าวยังไม่ใช่การเรียกคืนสำนวนคดีจากนายนรวัฒน์ และนายประเสริฐ ซึ่งเป็นองค์คณะประชุมคดีและโอนสำนวนคดีให้นางสาวณัฐพร กับนายอรรณพ ตามบทบัญญัติมาตรา 33 แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม เนื่องจากการเรียกคืนสำนวนคดีหรือการโอนสำนวนคดีตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายถึงกรณีที่มีการมอบหมายให้องค์คณะผู้พิพากษารับผิดชอบพิจารณาพยานหลักฐานและพิพากษาแต่มีเหตุที่จะกระทบกระเทือนต่อความยุติธรรมในการพิจารณาหรือพิพากษาอรรถคดีของศาลเท่านั้น กรณีจึงไม่ใช่การเรียกคืนสำนวนคดีหรือการโอนสำนวนคดีโดยไม่ชอบดังที่จำเลยฎีกา ประกอบกับระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เคยโต้แย้งคัดค้านว่าผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีและสืบพยานไม่มีอำนาจพิจารณาคดีนี้ จนกระทั่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งหากศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็คงไม่โต้แย้งในปัญหาข้อนี้จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยอมรับการดำเนินกระบวนพิจารณาของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นว่าเป็นไปโดยชอบตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นว่านางสาวณัฐพรและนายอรรณพเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีนี้โดยชอบแล้วนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000086.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.746/2564
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2564