คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2618/2564 ฉบับเต็ม

#664323
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2618/2564 บริษัท อ. โจทก์ นางสาว ส. จำเลย พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 24 พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 จำเลยออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ภายหลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เป็นการมุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นกับโจทก์ตามกฎหมายลักษณะตั๋วเงินประเภทเช็คซึ่งเป็นการกระทำเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลย โดยมิใช่กรณีกระทำตามคำสั่งหรือความเห็นชอบของศาล เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้จัดการทรัพย์ หรือที่ประชุมเจ้าหนี้ ตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 หนี้ตามเช็คพิพาทไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงขาดองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 จำเลยไม่มีความผิดตามฟ้อง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (2) (3) (4) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 9 กระทง จำคุกกระทงละ 1 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 20 วัน รวม 9 กระทง เป็นจำคุก 180 วัน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยยื่นคำร้องว่านายทรงเกียรติ ขอวางเงินจำนวน 450,000 บาท เพื่อชำระหนี้ตามเช็คพิพาทแทนจำเลย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อประมาณปลายปี 2560 จำเลยออกเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสี่แยกทศกัณฑ์ รวม 9 ฉบับ ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2561 สั่งจ่ายเงิน 50,000 บาท ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 5 สิงหาคม 2561 สั่งจ่ายเงิน 50,000 บาท ฉบับที่ 3 ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2561 สั่งจ่ายเงิน 50,000 บาท ฉบับที่ 4 ลงวันที่ 5 กันยายน 2561 สั่งจ่ายเงิน 50,000 บาท ฉบับที่ 5 ลงวันที่ 20 กันยายน 2561 สั่งจ่ายเงิน 50,000 บาท ฉบับที่ 6 ลงวันที่ 5 ตุลาคม 2561 สั่งจ่ายเงิน 50,000 บาท ฉบับที่ 7 ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2561 สั่งจ่ายเงิน 50,000 บาท ฉบับที่ 8 ลงวันที่ 5 มกราคม 2562 สั่งจ่ายเงิน 50,000 บาท และฉบับที่ 9 ลงวันที่ 20 มกราคม 2562 สั่งจ่ายเงิน 50,000 บาท ต่อมาวันที่ 18 มกราคม 2562 โจทก์นำเช็คฉบับที่ 1 ถึงที่ 8 ไปเรียกเก็บเงิน และวันที่ 21 มกราคม 2562 โจทก์นำเช็คฉบับที่ 9 ไปเรียกเก็บเงิน โดยฝากเข้าบัญชีของนางสาวสุวรรณา กรรมการบริษัทโจทก์ แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ให้เหตุผลว่า "บัญชีปิดแล้ว" ทั้งนี้ จำเลยถูกศาลล้มละลายกลางพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2560 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2560 และโจทก์นำสืบว่า หลังจากจำเลยหยุดผ่อนชำระค่าสินค้าเมื่อเดือนกรกฎาคม 2560 จำเลยจึงออกเช็คพิพาททั้งเก้าฉบับเพื่อผ่อนชำระหนี้ค่าซื้อสินค้าแก่โจทก์ แสดงว่าจำเลยออกเช็คพิพาททั้งเก้าฉบับภายหลังจำเลยถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว ซึ่งการออกเช็คพิพาททั้งเก้าฉบับเพื่อผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์เป็นการมุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นกับโจทก์ตามกฎหมายลักษณะตั๋วเงินประเภทเช็คซึ่งเป็นการกระทำเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลย โดยมิใช่กรณีกระทำตามคำสั่งหรือความเห็นชอบของศาล เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้จัดการทรัพย์ หรือที่ประชุมเจ้าหนี้ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ดังนั้น หนี้ตามเช็คพิพาททั้งเก้าฉบับไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงขาดองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 จำเลยไม่มีความผิดตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง (กึกก้อง สมเกียรติเจริญ-อรพิน พรแสงจันทร์-อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์) ศาลแขวงบางบอน - นายณัษฐพงศ์ อินทสาแล ศาลอุทธรณ์ - นางสุภาวรรณ มหัตเดชกุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.3087/2563 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
664323
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงบางบอน",
        "judge": "นายณัษฐพงศ์ อินทสาแล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นางสุภาวรรณ มหัตเดชกุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081948769"
    }
}
date
2564
deka_no
2618/2564
deka_running_no
2618
deka_year
2564
department
แผนก
judges
[
    "กึกก้อง สมเกียรติเจริญ",
    "อรพิน พรแสงจันทร์",
    "อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "sections": [
            "ม. 24"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534",
        "sections": [
            "ม. 4"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัท อ."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาว ส."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (2) (3) (4) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 9 กระทง จำคุกกระทงละ 1 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 20 วัน รวม 9 กระทง เป็นจำคุก 180 วัน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยยื่นคำร้องว่านายทรงเกียรติ ขอวางเงินจำนวน 450,000 บาท เพื่อชำระหนี้ตามเช็คพิพาทแทนจำเลย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อประมาณปลายปี 2560 จำเลยออกเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสี่แยกทศกัณฑ์ รวม 9 ฉบับ ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2561 สั่งจ่ายเงิน 50,000 บาท ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 5 สิงหาคม 2561 สั่งจ่ายเงิน 50,000 บาท ฉบับที่ 3 ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2561 สั่งจ่ายเงิน 50,000 บาท ฉบับที่ 4 ลงวันที่ 5 กันยายน 2561 สั่งจ่ายเงิน 50,000 บาท ฉบับที่ 5 ลงวันที่ 20 กันยายน 2561 สั่งจ่ายเงิน 50,000 บาท ฉบับที่ 6 ลงวันที่ 5 ตุลาคม 2561 สั่งจ่ายเงิน 50,000 บาท ฉบับที่ 7 ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2561 สั่งจ่ายเงิน 50,000 บาท ฉบับที่ 8 ลงวันที่ 5 มกราคม 2562 สั่งจ่ายเงิน 50,000 บาท และฉบับที่ 9 ลงวันที่ 20 มกราคม 2562 สั่งจ่ายเงิน 50,000 บาท ต่อมาวันที่ 18 มกราคม 2562 โจทก์นำเช็คฉบับที่ 1 ถึงที่ 8 ไปเรียกเก็บเงิน และวันที่ 21 มกราคม 2562 โจทก์นำเช็คฉบับที่ 9 ไปเรียกเก็บเงิน โดยฝากเข้าบัญชีของนางสาวสุวรรณา กรรมการบริษัทโจทก์ แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ให้เหตุผลว่า "บัญชีปิดแล้ว" ทั้งนี้ จำเลยถูกศาลล้มละลายกลางพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2560

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2560 และโจทก์นำสืบว่า หลังจากจำเลยหยุดผ่อนชำระค่าสินค้าเมื่อเดือนกรกฎาคม 2560 จำเลยจึงออกเช็คพิพาททั้งเก้าฉบับเพื่อผ่อนชำระหนี้ค่าซื้อสินค้าแก่โจทก์ แสดงว่าจำเลยออกเช็คพิพาททั้งเก้าฉบับภายหลังจำเลยถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว ซึ่งการออกเช็คพิพาททั้งเก้าฉบับเพื่อผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์เป็นการมุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นกับโจทก์ตามกฎหมายลักษณะตั๋วเงินประเภทเช็คซึ่งเป็นการกระทำเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลย โดยมิใช่กรณีกระทำตามคำสั่งหรือความเห็นชอบของศาล เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้จัดการทรัพย์ หรือที่ประชุมเจ้าหนี้ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ดังนั้น หนี้ตามเช็คพิพาททั้งเก้าฉบับไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงขาดองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 จำเลยไม่มีความผิดตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000088.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.3087/2563
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2564