คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 820/2563 ฉบับเต็ม

#664329
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 820/2563 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ บริษัท อ. กับพวก จำเลย พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 จำเลยยื่นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การจากที่ให้การปฏิเสธเป็นให้การรับสารภาพในชั้นฎีกา จึงเป็นอำนาจของศาลฎีกาที่จะพิจารณาสั่งคำร้องดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องเสียเองเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้น และรับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณา และถือว่าจำเลยสละปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งประทับฟ้องจำเลยที่ 1 และมีคำสั่งใหม่เป็นไม่ประทับฟ้องจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (3) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุก 1 ปี จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นรับฎีกาเฉพาะข้อ 2.1 และ 2.2 ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้การรับสารภาพตามฟ้อง โดยอ้างว่าได้นำเงินตามจำนวนที่ระบุในเช็คไปชำระหนี้ให้แก่ผู้เสียหายแล้ว ศาลชั้นต้นยกคำร้อง เห็นว่า จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การจากที่ปฏิเสธเป็นให้การรับสารภาพในชั้นฎีกา จึงเป็นอำนาจของศาลฎีกาที่จะพิจารณาสั่งคำร้องดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องเสียเอง จึงเป็นการไม่ชอบ ให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้น และศาลฎีการับคำร้องดังกล่าวไว้เพื่อพิจารณาและมีคำสั่งพร้อมคำพิพากษา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นฎีกา แม้จะเป็นการขอแก้ไขคำให้การจากที่ให้การปฏิเสธเป็นให้การรับสารภาพ ซึ่งจำเลยที่ 2 ไม่สามารถทำได้ เพราะการแก้ไขคำให้การจะต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคสอง แต่ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 สละปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกา ข้อ 2.1 และ 2.2 อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามจำนวนที่ระบุในเช็คให้แก่ผู้เสียหายแล้ว แต่เป็นเพียงค่าภาษีเฉพาะต้นเงิน 1,264,000 บาท แต่ยังไม่ได้ชำระค่าภาษีในส่วนของเงินเพิ่ม 1,061,928 บาท ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2562 ถือว่าคดียังไม่เลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรแก้ไขโทษให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 โดยรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 แต่เพื่อให้จำเลยที่ 2 หลาบจำ จึงให้ลงโทษปรับอีกสถานหนึ่งด้วย พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (ทองธาร เหลืองเรืองรอง-พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง-บุญทอง ปลื้มวรสวัสดิ์) ศาลจังหวัดมีนบุรี - นางสาวภัชดา เหลืองวิลัย ศาลอุทธรณ์ - นายวิทยา พรหมประสิทธิ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2816/2562 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
664329
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดมีนบุรี",
        "judge": "นางสาวภัชดา เหลืองวิลัย"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายวิทยา พรหมประสิทธิ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081952458"
    }
}
date
2563
deka_no
820/2563
deka_running_no
820
deka_year
2563
department
แผนก
judges
[
    "ทองธาร เหลืองเรืองรอง",
    "พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง",
    "บุญทอง ปลื้มวรสวัสดิ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534",
        "sections": [
            "ม. 4"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัท อ. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งประทับฟ้องจำเลยที่ 1 และมีคำสั่งใหม่เป็นไม่ประทับฟ้องจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (3) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุก 1 ปี

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นรับฎีกาเฉพาะข้อ 2.1 และ 2.2 ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมาย

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้การรับสารภาพตามฟ้อง โดยอ้างว่าได้นำเงินตามจำนวนที่ระบุในเช็คไปชำระหนี้ให้แก่ผู้เสียหายแล้ว ศาลชั้นต้นยกคำร้อง เห็นว่า จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การจากที่ปฏิเสธเป็นให้การรับสารภาพในชั้นฎีกา จึงเป็นอำนาจของศาลฎีกาที่จะพิจารณาสั่งคำร้องดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องเสียเอง จึงเป็นการไม่ชอบ ให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้น และศาลฎีการับคำร้องดังกล่าวไว้เพื่อพิจารณาและมีคำสั่งพร้อมคำพิพากษา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นฎีกา แม้จะเป็นการขอแก้ไขคำให้การจากที่ให้การปฏิเสธเป็นให้การรับสารภาพ ซึ่งจำเลยที่ 2 ไม่สามารถทำได้ เพราะการแก้ไขคำให้การจะต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคสอง แต่ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 สละปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกา ข้อ 2.1 และ 2.2 อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามจำนวนที่ระบุในเช็คให้แก่ผู้เสียหายแล้ว แต่เป็นเพียงค่าภาษีเฉพาะต้นเงิน 1,264,000 บาท แต่ยังไม่ได้ชำระค่าภาษีในส่วนของเงินเพิ่ม 1,061,928 บาท ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2562 ถือว่าคดียังไม่เลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรแก้ไขโทษให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 โดยรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 แต่เพื่อให้จำเลยที่ 2 หลาบจำ จึงให้ลงโทษปรับอีกสถานหนึ่งด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000121.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2816/2562
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2563