คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3787/2564 ฉบับเต็ม

#664344
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3787/2564 นาย ว. โจทก์ นางหรือนางสาว ว. จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 274 วรรคหนึ่ง โจทก์ยื่นคำขอออกหมายบังคับคดีภายหลังจากที่ ป.วิ.พ. มาตรา 274 ที่แก้ไขเพิ่มเติมตาม พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่30) พ.ศ. 2560 ใช้บังคับ การบังคับคดีของโจทก์จึงตกอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 274 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ส. เป็นบุคคลภายนอกมิใช่คู่ความในคดีที่ถูกฟ้องแต่แรก แต่ ส. ยินยอมเข้ามาในคดีโดยตกลงยอมรับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความอย่างลูกหนี้ร่วมและได้ลงลายมือชื่อผูกพันตนว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์ในสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามยอมแล้วด้วย สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวจึงมีผลผูกพัน ส. ในฐานะเป็นบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาให้ชำระหนี้หรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาให้ต้องปฏิบัติตาม เมื่อ ส. ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์มีสิทธิขอให้บังคับคดี ส. ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 274 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมว่า จำเลยนำนายเสริมวงศ์ เข้าเป็นลูกหนี้ร่วม ตกลงชำระหนี้แก่โจทก์ 3,600,000 บาท โดยนายเสริมวงศ์ ตกลงโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 188236 พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคาร 3 ชั้น ให้แก่โจทก์ภายใน 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยจำเลยยอมเสียดอกเบี้ยเดือนละ 10,000 บาท ให้แก่โจทก์จนกว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแล้วเสร็จ หากจำเลยและนายเสริมวงศ์ผิดสัญญาถือว่าผิดนัด จำเลยและนายเสริมวงศ์ยอมให้บังคับคดีได้ทันทีโดยคิดดอกเบี้ยร้อยละ15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป คดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยและนายเสริมวงศ์ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์ผิดหลงไม่ได้แถลงให้ศาลทราบถึงการยินยอมเข้าเป็นลูกหนี้ร่วมของนายเสริมวงศ์ กับจำเลย ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีนายเสริมวงศ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดีตามคำร้องขอของโจทก์และโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของนายเสริมวงศ์เป็นที่ดิน 6 แปลง โฉนดเลขที่ 170669 และ 170685 ถึง 170689 ต่อมานางเปรมฤดี และนายภาณุวัฒน์ ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยที่ดินทั้ง 6 แปลง ดังกล่าว อ้างว่าไม่ใช่ที่ดินของนายเสริมวงศ์แต่เป็นของบุคคลทั้งสอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องขอออกหมายบังคับคดีของโจทก์ใหม่ว่าโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของนายเสริมวงศ์ บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่จำเลยอันเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีผลให้กระบวนพิจารณาในชั้นบังคับคดีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการมาทั้งหมดไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งศาลเห็นสมควรมีคำสั่งให้เพิกถอนหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี และเพิกถอนการยึดทรัพย์ของนายเสริมวงศ์ เพื่อให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมในกรณียึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขาย โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความมีผลผูกพันนายเสริมวงศ์ หรือไม่ เห็นว่า สัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้วระบุให้จำเลยนำนายเสริมวงศ์ เข้าเป็นลูกหนี้ร่วม ตกลงชำระหนี้แก่โจทก์ 3,600,000 บาท โดยนายเสริมวงศ์ตกลงโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 188236 พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคาร 3 ชั้น ให้แก่โจทก์ภายใน 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยจำเลยยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท จนกว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์จนแล้วเสร็จ หากจำเลยและนายเสริมวงศ์ลูกหนี้ร่วมผิดสัญญาถือว่าผิดนัด จำเลยและนายเสริมวงศ์ยอมให้บังคับคดีได้ทันทีโดยคิดดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป แม้นายเสริมวงศ์เป็นบุคคลภายนอกมิใช่คู่ความในคดีที่ถูกฟ้องแต่แรก แต่นายเสริมวงศ์ก็ยินยอมเข้ามาในคดีโดยตกลงยอมรับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความอย่างลูกหนี้ร่วมและได้ลงลายมือชื่อผูกพันตนว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์ในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวด้วย ประกอบกับบทบัญญัติมาตรา 274 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2560 เมื่อคดีนี้โจทก์ยื่นคำขอออกหมายบังคับคดีวันที่ 20 มีนาคม 2561 ภายหลังจากบทบัญญัติมาตรา 274 ที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับแล้ว การบังคับคดีของโจทก์จึงตกอยู่ภายใต้บังคับของวรรคหนึ่งแห่งบทบัญญัติมาตราดังกล่าวที่แก้ไขใหม่ซึ่งบัญญัติว่า "ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีหรือบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ชำระหนี้ (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีหรือบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ได้รับชำระหนี้ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้มีการบังคับคดี..." สัญญาประนีประนอมยอมและคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวจึงมีผลผูกพันนายเสริมวงศ์ในฐานะเป็นบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาให้ชำระหนี้หรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาให้ต้องปฏิบัติตาม เมื่อนายเสริมวงศ์ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์จึงมีสิทธิขอให้บังคับคดีนายเสริมวงศ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ที่ศาลล่างทั้งสองให้เพิกถอนหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและเพิกถอนการยึดทรัพย์ของนายเสริมวงศ์ ให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งเพิกถอนหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เพิกถอนการยึดทรัพย์ของนายเสริมวงศ์ และให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมกรณียึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายตามคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2561 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ (อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล-ภัทรศักดิ์ วรรณแสง-สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล) ศาลจังหวัดพัทยา - นายณฐกร ต้องวัฒนา ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายสมศักดิ์ เอี่ยมพลับใหญ่ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.452/2564 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
664344
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดพัทยา",
        "judge": "นายณฐกร ต้องวัฒนา"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นายสมศักดิ์ เอี่ยมพลับใหญ่"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081948279"
    }
}
date
2564
deka_no
3787/2564
deka_running_no
3787
deka_year
2564
department
แผนก
judges
[
    "อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล",
    "ภัทรศักดิ์ วรรณแสง",
    "สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 274 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย ว."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางหรือนางสาว ว."
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมว่า จำเลยนำนายเสริมวงศ์ เข้าเป็นลูกหนี้ร่วม ตกลงชำระหนี้แก่โจทก์ 3,600,000 บาท โดยนายเสริมวงศ์ ตกลงโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 188236 พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคาร 3 ชั้น ให้แก่โจทก์ภายใน 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยจำเลยยอมเสียดอกเบี้ยเดือนละ 10,000 บาท ให้แก่โจทก์จนกว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแล้วเสร็จ หากจำเลยและนายเสริมวงศ์ผิดสัญญาถือว่าผิดนัด จำเลยและนายเสริมวงศ์ยอมให้บังคับคดีได้ทันทีโดยคิดดอกเบี้ยร้อยละ15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป คดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยและนายเสริมวงศ์ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา

โจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์ผิดหลงไม่ได้แถลงให้ศาลทราบถึงการยินยอมเข้าเป็นลูกหนี้ร่วมของนายเสริมวงศ์ กับจำเลย ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีนายเสริมวงศ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดีตามคำร้องขอของโจทก์และโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของนายเสริมวงศ์เป็นที่ดิน 6 แปลง โฉนดเลขที่ 170669 และ 170685 ถึง 170689 ต่อมานางเปรมฤดี และนายภาณุวัฒน์ ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยที่ดินทั้ง 6 แปลง ดังกล่าว อ้างว่าไม่ใช่ที่ดินของนายเสริมวงศ์แต่เป็นของบุคคลทั้งสอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องขอออกหมายบังคับคดีของโจทก์ใหม่ว่าโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของนายเสริมวงศ์ บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่จำเลยอันเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีผลให้กระบวนพิจารณาในชั้นบังคับคดีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการมาทั้งหมดไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งศาลเห็นสมควรมีคำสั่งให้เพิกถอนหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี และเพิกถอนการยึดทรัพย์ของนายเสริมวงศ์ เพื่อให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมในกรณียึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขาย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความมีผลผูกพันนายเสริมวงศ์ หรือไม่ เห็นว่า สัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้วระบุให้จำเลยนำนายเสริมวงศ์ เข้าเป็นลูกหนี้ร่วม ตกลงชำระหนี้แก่โจทก์ 3,600,000 บาท โดยนายเสริมวงศ์ตกลงโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 188236 พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคาร 3 ชั้น ให้แก่โจทก์ภายใน 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยจำเลยยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท จนกว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์จนแล้วเสร็จ หากจำเลยและนายเสริมวงศ์ลูกหนี้ร่วมผิดสัญญาถือว่าผิดนัด จำเลยและนายเสริมวงศ์ยอมให้บังคับคดีได้ทันทีโดยคิดดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป แม้นายเสริมวงศ์เป็นบุคคลภายนอกมิใช่คู่ความในคดีที่ถูกฟ้องแต่แรก แต่นายเสริมวงศ์ก็ยินยอมเข้ามาในคดีโดยตกลงยอมรับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความอย่างลูกหนี้ร่วมและได้ลงลายมือชื่อผูกพันตนว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์ในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวด้วย ประกอบกับบทบัญญัติมาตรา 274 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2560 เมื่อคดีนี้โจทก์ยื่นคำขอออกหมายบังคับคดีวันที่ 20 มีนาคม 2561 ภายหลังจากบทบัญญัติมาตรา 274 ที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับแล้ว การบังคับคดีของโจทก์จึงตกอยู่ภายใต้บังคับของวรรคหนึ่งแห่งบทบัญญัติมาตราดังกล่าวที่แก้ไขใหม่ซึ่งบัญญัติว่า "ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีหรือบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ชำระหนี้ (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีหรือบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ได้รับชำระหนี้ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้มีการบังคับคดี..." สัญญาประนีประนอมยอมและคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวจึงมีผลผูกพันนายเสริมวงศ์ในฐานะเป็นบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาให้ชำระหนี้หรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาให้ต้องปฏิบัติตาม เมื่อนายเสริมวงศ์ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์จึงมีสิทธิขอให้บังคับคดีนายเสริมวงศ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ที่ศาลล่างทั้งสองให้เพิกถอนหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและเพิกถอนการยึดทรัพย์ของนายเสริมวงศ์ ให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งเพิกถอนหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เพิกถอนการยึดทรัพย์ของนายเสริมวงศ์ และให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมกรณียึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายตามคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2561 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000084.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.452/2564
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2564