ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำวินิจฉัยที่ 34/2564
ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้ส่งความเห็น
ศาลแขวงดุสิต
ศาลผู้รับความเห็น
นาย น.
ผู้ฟ้องคดี
สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
ผู้ถูกฟ้องคดี
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา
ป.พ.พ. มาตรา
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา
คดีนี้ นาย น. ยื่นฟ้อง คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ความว่า เมื่อปี ๒๕๕๔ ผู้ฟ้องคดีได้จองซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในโครงการจัดสรรที่ดินกับบริษัท อ. จำกัด เนื่องจากพนักงานขายของบริษัทฯ รับรองว่าโครงการดังกล่าวน้ำไม่ท่วม ผู้ฟ้องคดีจึงได้วางเงินจองไว้กับบริษัทฯ เป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท มีกำหนดเข้าอยู่ในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๔ แต่เมื่อถึงเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๔ ได้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมโครงการดังกล่าว ทำให้ไม่สามารถเข้าอยู่อาศัยได้ ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือบอกเลิกสัญญาจองและขอรับเงินจอง จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ที่วางไว้คืน แต่บริษัทฯ เพิกเฉย ผู้ฟ้องคดีจึงได้มีหนังสือร้องเรียนต่อผู้ถูกฟ้องคดี ที่ ๒ ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งให้บริษัทฯ คืนเงินจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีและบริษัทฯ ไปชี้แจงข้อเท็จจริงและทำการไกล่เกลี่ย บริษัทฯ ปฏิเสธที่จะคืนเงินจอง จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท แต่จะชำระเงินให้ผู้ฟ้องคดีในลักษณะเป็นเงินช่วยเหลือจำนวนเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท ผู้ฟ้องคดีปฏิเสธที่จะรับเงินช่วยเหลือดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ให้ยุติเรื่องร้องเรียน ผู้ฟ้องคดีเห็นว่ามติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ให้ยุติเรื่องร้องเรียนไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากผู้ฟ้องคดีมิได้ผิดสัญญา การที่ผู้ฟ้องคดีตกลงจองซื้อบ้านและที่ดิน เพราะบริษัทฯ รับรองว่าน้ำจะไม่ท่วมโครงการ เมื่อน้ำท่วมโครงการ จึงผิดจากคำรับรองของบริษัทฯ ผู้ขาย และเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้บริโภค จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาล ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนมติของคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ดังนี้ คณะกรรมการ ฯ เห็นว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นคณะกรรมการซึ่งจัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มีอำนาจและหน้าที่ตามมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน จึงเป็นคณะกรรมการซึ่งมีกฎหมายให้อำนาจในการออกกฎ คำสั่ง หรือมติใด ๆ ที่มีผลกระทบต่อบุคคล ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็น "เจ้าหน้าที่ของรัฐ" ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๑๙ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี มีอำนาจและหน้าที่ตามมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงเป็น "หน่วยงานทางปกครอง" ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่มติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อาจมีผลเป็นการออกคำสั่งทางปกครองหรือการออกคำสั่งทั่วไปก็ได้ เมื่อพิจารณามติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ให้ยุติเรื่องร้องเรียนของผู้ฟ้องคดี โดยวินิจฉัยว่า "เหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปี ๒๕๕๔ เป็นอุทกภัยที่มีความรุนแรง เป็นเหตุที่ไม่สามารถคาดการณ์ไว้ได้และไม่อาจที่จะป้องกันมิให้เกิดขึ้นได้ กรณีดังกล่าวจึงเป็นเหตุสุดวิสัย บริษัทฯ จึงไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อผู้ฟ้องคดีมิได้ปฏิบัติตามสัญญาจึงตกเป็นฝ่ายผิดสัญญา บริษัทฯ มีสิทธิริบเงินจองจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๗ ประกอบกับบริษัทฯ ได้เสนอคืนเงินจำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท จึงถือว่าผู้ประกอบธุรกิจได้เสนอแนวทางให้ความช่วยเหลือพอสมควรแก่กรณีแล้ว การกระทำของบริษัทฯ
ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจจึงไม่เป็นการละเมิดสิทธิของผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้บริโภค" จะเห็นได้ว่าคำวินิจฉัยและมติให้ยุติเรื่องร้องทุกข์ดังกล่าว เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ในการพิจารณาเรื่องราวร้องทุกข์ ตามมาตรา ๑๐ (๑) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวรและชั่วคราว สิทธิของผู้ฟ้องคดีที่มีต่อบริษัท อ. จำกัด หากมีอยู่อย่างไรก็ยังคงมีอยู่เช่นนั้น มิได้เปลี่ยนไปเพราะมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ หากผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการกระทำของบริษัทฯ เป็นการกระทำละเมิดสิทธิของผู้ฟ้องคดีในฐานะผู้บริโภคหรือผิดสัญญาจะซื้อจะขาย ผู้ฟ้องคดีก็ยังคงมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมเพื่อให้วินิจฉัยข้อโต้แย้งสิทธิของผู้ฟ้องคดีได้ ดังนั้น มติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ให้ยุติเรื่องร้องทุกข์ของผู้ฟ้องคดีตามหนังสือของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงมิใช่คำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ การฟ้องขอให้เพิกถอนมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง เว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่นตามมาตรา ๑๙๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
___________________________
(เสถียร ศรีทองชัย-)
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
34/2564
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1)