ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำวินิจฉัยที่ 45/2564
ศาลปกครองนครศรีธรรมราช
ศาลผู้ส่งความเห็น
ศาลจังหวัดเกาะสมุย
ศาลผู้รับความเห็น
นาย ก. กับพวกรวม 8 คน
ผู้ฟ้องคดี
อธิบดีกรมที่ดิน กับพวกรวม 2 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2551 มาตรา
ป.ที่ดิน มาตรา
คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีทั้งแปดเป็นเอกชน ยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาเกาะสมุย ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ บริษัท ส. ริเวอร์ไซด์ รีสอร์ท แอนด์ สปา จำกัด เอกชนที่มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดิน ผู้ร้องสอด ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเพิกถอน (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๒๐๙๓ และโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๘๑๕๘ , ๓๘๑๕๙ และเลขที่ ๓๘๑๖๐ ที่ออกทับที่ดินของนาง อ. เมื่อพิจารณาเหตุแห่งการฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีทั้งแปดอ้างว่า คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ ๙/๒๕๖๑ เรื่อง คำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบการโต้แย้งสิทธิในที่ดินที่ขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน ลงวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๖๑ ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่นาง อ. ผู้ขอออกโฉนดที่ดิน เนื่องจากผู้ร้องสอดคัดค้านการออกโฉนดที่ดินทั้งแปลงตามคำขอของนาง อ. โดยอ้างว่านาง อ. นำรังวัดทับที่ดินของผู้ร้องสอด จำนวน ๕ แปลง ตามโฉนดเลขที่ ๓๘๑๕๘ , ๓๘๑๕๙ , ๓๘๑๖๐ , ๔๐๖๑๐ และ ๔๐๖๑๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ สอบสวนเปรียบเทียบแล้วเชื่อว่าผู้ร้องสอด มีสิทธิในที่ดินดีกว่า จึงมีคำสั่งไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่นาง อ. และให้ไปใช้สิทธิทางศาล ผู้ฟ้องคดีทั้งแปดซึ่งเป็นทายาทผู้รับมรดกของนาง อ. จึงฟ้องเป็นคดีนี้ เห็นว่า ข้อพิพาทในคดีนี้เกิดขึ้นเนื่องจากผู้รับมอบอำนาจของนาง อ. ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แต่ผู้ร้องสอดคัดค้านการออกโฉนดที่ดินทั้งแปลง อ้างว่านาง อ. นำรังวัดทับที่ดินของผู้ร้องสอด กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีอำนาจตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน สอบสวนเปรียบเทียบและพิจารณาสั่งการไปตามที่เห็นสมควร โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เห็นว่า บริษัท ส. ริเวอร์ไซด์ รีสอร์ท แอนด์ สปา จำกัด ผู้ร้องสอดมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่า จึงมีคำสั่งไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่นาง อ. แม้จะเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดี แต่เมื่อการวินิจฉัยสั่งการตามบทบัญญัตินี้ เป็นกรณีการโต้แย้งสิทธิในที่ดินที่ขอออกโฉนดที่ดิน โดยวรรคสองของมาตราดังกล่าวบัญญัติให้ฝ่ายที่ไม่พอใจคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการฟ้องต่อศาลภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง เมื่อผู้ฟ้องคดีทั้งแปดเป็นทายาทผู้รับมรดกของนาง อ. นำคดีมาฟ้องต่อศาลขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเพิกถอน (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๒๐๙๓ และโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๘๑๕๘ , ๓๘๑๕๙ และเลขที่ ๓๘๑๖๐ ที่ออกทับที่ดินของนาง อ. โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งแปดไม่ใช่ของผู้ร้องสอด ซึ่งไม่ว่าศาลจะวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งแปดหรือผู้ร้องสอด ย่อมกระทบต่อสิทธิในทางทรัพย์สินของเอกชนทั้งสองฝ่าย กรณีจึงเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน โดยต่างฝ่ายต่างต้องพิสูจน์การได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ เนื้อหาตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีทั้งแปดจึงมิใช่การขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของฝ่ายปกครอง แต่เป็นกรณีที่ขอให้ศาลมีคำพิพากษาคุ้มครองและรับรองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งแปด ทั้งมาตรา ๘ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ กำหนดให้การออกโฉนดที่ดินโดยใช้หลักฐานการแจ้งการครอบครองเมื่อพ้นกำหนดสองปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับ จะทำได้ต่อเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดของศาลยุติธรรมว่า บุคคลดังกล่าวเป็นผู้ซึ่งได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
___________________________
(ไม่มี -)
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
45/2564
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน