คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5469/2564 ฉบับเต็ม

#670364
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5469/2564 บริษัท อ. โจทก์ บริษัท ม. กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 277, มาตรา 298 โจทก์ยื่นคำร้องโดยมุ่งประสงค์ขอให้ศาลทำการไต่สวนและออกหมายเรียกจำเลยทั้งสองกับบุคคลอื่นมาให้ถ้อยคำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 277 โดยกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 ขายสินค้าแล้วนำเงินเข้าฝากในบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 กับบุคคลอื่นอันเป็นกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่า ทรัพย์สินใดเป็นของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ ซึ่งมาตรา 277 บัญญัติให้ศาลทำการไต่สวนออกหมายเรียกลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลอื่นที่เชื่อว่าอยู่ในฐานะที่จะให้ถ้อยคำอันจะเป็นประโยชน์มาให้ถ้อยคำหรือส่งเอกสารหรือวัตถุพยานซึ่งอยู่ในความยึดถือหรืออำนาจของผู้นั้นเพื่อให้ได้ความเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อประโยชน์ในการบังคับคดีตามคำพิพากษาเท่านั้น เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งเรียกบุคคลผู้เคยเป็นกรรมการผู้ถือหุ้นและพนักงานบัญชีของจำเลยที่ 1 มาให้ถ้อยคำและทำการไต่สวนเกี่ยวกับการขายสินค้าและการนำเงินเข้าบัญชีเงินฝากดังกล่าวอันเป็นการอนุญาตตามคำร้องของโจทก์แล้ว ศาลจึงไม่จำต้องมีคำสั่งใด ๆ ตามคำร้องของโจทก์อีก ส่วนการที่ตามทางไต่สวนจะได้ข้อเท็จจริงเป็นประการใดเป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องไปดำเนินการขอยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามที่พิจารณาได้ความต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีตามมาตรา 298 ต่อไป โดยมาตรา 277 หาได้บัญญัติให้อำนาจศาลในการมีคำวินิจฉัยว่าทรัพย์สินใดเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาและมีคำสั่งอายัดทรัพย์สินดังกล่าวไปเสียทีเดียวดังที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษามาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่า เงินในบัญชีเงินฝากธนาคารเป็นของจำเลยที่ 1 และมีคำพิพากษาให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารทั้งสองดังกล่าวโดยให้โจทก์วางเงินประกันความเสียหายมานั้น เป็นการไม่ชอบ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 31,358,033.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 30,267,113.54 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 คดีถึงที่สุดแล้วแต่จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์แล้ว ต่อมาวันที่ 15 มิถุนายน 2561 โจทก์ยื่นคำร้องว่า เงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. ชื่อบัญชีนายชเนตร และจำเลยที่ 2 กับบัญชีเงินฝากธนาคาร ร. ชื่อบัญชีจำเลยที่ 2 และนายชเนตร เป็นของจำเลยที่ 1 ทั้งหมด และเป็นทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีสิทธิยึดอายัดเพื่อบังคับคดี ขอให้หมายเรียกจำเลยทั้งสองและนายชเนตร มาไต่สวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 277 กับมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 และนายชเนตร นำส่งสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. และสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. ต่อศาลชั้นต้น มีคำสั่งแสดงว่าเงินฝากในบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. และในบัญชีเงินฝากธนาคาร ร. เป็นของจำเลยที่ 1 ทั้งหมด มีคำสั่งอายัดเงินฝากในบัญชีเงินฝากทั้งสองบัญชีนำส่งศาลชั้นต้น และให้โจทก์รับเงินทั้งหมดเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยทั้งสองยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า กรณีนี้กฎหมายไม่ให้อำนาจศาลต้องมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งเกี่ยวกับการไต่สวน ศาลชั้นต้นจึงไม่จำต้องมีคำสั่ง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร โดยให้โจทก์วางเงินประกันสำหรับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อบุคคลภายนอกเป็นจำนวนตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดแต่ไม่เกิน 500,000 บาท และให้ดำเนินการต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 276 วรรคสาม และวรรคสี่ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสองฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจยื่นคำร้องหรือไม่ เห็นว่า ตามคำคัดค้านของจำเลยทั้งสองฉบับลงวันที่ 24 กันยายน 2561 มิได้ยกประเด็นเรื่องนี้ขึ้นคัดค้าน และเมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์ จำเลยทั้งสองยื่นคำแก้อุทธรณ์ จำเลยทั้งสองก็มิได้ยกประเด็นข้อนี้ขึ้นในชั้นอุทธรณ์เช่นกัน จำเลยทั้งสองเพิ่งหยิบยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา ปัญหาข้อนี้จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อไปมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่า เงินในบัญชีเงินฝากธนาคารเป็นของจำเลยที่ 1 และพิพากษาให้อายัดเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารทั้งสองบัญชีดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 15 มิถุนายน 2561 โดยมุ่งประสงค์ขอให้ศาลทำการไต่สวนและออกหมายเรียกจำเลยทั้งสองกับบุคคลอื่นมาให้ถ้อยคำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 277 โดยกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 ขายสินค้าแล้วนำเงินเข้าฝากในบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 กับบุคคลอื่นอันเป็นกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่า ทรัพย์สินใดเป็นของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ ซึ่งมาตรา 277 บัญญัติให้ศาลทำการไต่สวนออกหมายเรียกลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลอื่นที่เชื่อว่าอยู่ในฐานะที่จะให้ถ้อยคำอันจะเป็นประโยชน์มาให้ถ้อยคำหรือส่งเอกสารหรือวัตถุพยานซึ่งอยู่ในความยึดถือหรืออำนาจของผู้นั้นเพื่อให้ได้ความเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อประโยชน์ในการบังคับคดีตามคำพิพากษาเท่านั้น เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งเรียกบุคคลผู้เคยเป็นกรรมการ ผู้ถือหุ้นและพนักงานบัญชีของจำเลยที่ 1 มาให้ถ้อยคำและทำการไต่สวนเกี่ยวกับการขายสินค้าและการนำเงินเข้าบัญชีเงินฝากดังกล่าวอันเป็นการอนุญาตตามคำร้องของโจทก์แล้ว ศาลจึงไม่จำต้องมีคำสั่งใด ๆ ตามคำร้องของโจทก์อีก ส่วนการที่ตามทางไต่สวนจะได้ข้อเท็จจริงเป็นประการใดเป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องไปดำเนินการขอยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามที่พิจารณาได้ความต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีตามมาตรา 298 ต่อไป โดยมาตรา 277 หาได้บัญญัติให้อำนาจศาลในการมีคำวินิจฉัยว่าทรัพย์สินใดเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาและมีคำสั่งอายัดทรัพย์สินดังกล่าวไปเสียทีเดียวดังที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษามาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่า เงินในบัญชีเงินฝากธนาคารเป็นของจำเลยที่ 1 และมีคำพิพากษาให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารทั้งสองดังกล่าวโดยให้โจทก์วางเงินประกันความเสียหายมานั้น เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสองอีกเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป พิพากษากลับเป็นว่า คดีเสร็จสิ้นการไต่สวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 277 ให้โจทก์ดำเนินการบังคับคดีตามสิทธิและหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งต่อไป คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ (อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล-สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล-สุวิทย์ พรพานิช) ศาลแพ่งพระโขนง - นางจิราภรณ์ แสงจันทร์ ศาลอุทธรณ์ - นายมุขมนตรี กลั่นนุรักษ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.668/2564 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
670364
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งพระโขนง",
        "judge": "นางจิราภรณ์ แสงจันทร์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายมุขมนตรี กลั่นนุรักษ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081947765"
    }
}
date
2564
deka_no
5469/2564
deka_running_no
5469
deka_year
2564
department
แผนก
judges
[
    "อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล",
    "สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล",
    "สุวิทย์ พรพานิช"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 277",
            "ม. 298"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัท อ."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัท ม. กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 31,358,033.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 30,267,113.54 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 คดีถึงที่สุดแล้วแต่จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์แล้ว ต่อมาวันที่ 15 มิถุนายน 2561 โจทก์ยื่นคำร้องว่า เงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. ชื่อบัญชีนายชเนตร และจำเลยที่ 2 กับบัญชีเงินฝากธนาคาร ร. ชื่อบัญชีจำเลยที่ 2 และนายชเนตร เป็นของจำเลยที่ 1 ทั้งหมด และเป็นทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีสิทธิยึดอายัดเพื่อบังคับคดี ขอให้หมายเรียกจำเลยทั้งสองและนายชเนตร มาไต่สวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 277 กับมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 และนายชเนตร นำส่งสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. และสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. ต่อศาลชั้นต้น มีคำสั่งแสดงว่าเงินฝากในบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. และในบัญชีเงินฝากธนาคาร ร. เป็นของจำเลยที่ 1 ทั้งหมด มีคำสั่งอายัดเงินฝากในบัญชีเงินฝากทั้งสองบัญชีนำส่งศาลชั้นต้น และให้โจทก์รับเงินทั้งหมดเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา

จำเลยทั้งสองยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า กรณีนี้กฎหมายไม่ให้อำนาจศาลต้องมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งเกี่ยวกับการไต่สวน ศาลชั้นต้นจึงไม่จำต้องมีคำสั่ง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร โดยให้โจทก์วางเงินประกันสำหรับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อบุคคลภายนอกเป็นจำนวนตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดแต่ไม่เกิน 500,000 บาท และให้ดำเนินการต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 276 วรรคสาม และวรรคสี่ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจยื่นคำร้องหรือไม่ เห็นว่า ตามคำคัดค้านของจำเลยทั้งสองฉบับลงวันที่ 24 กันยายน 2561 มิได้ยกประเด็นเรื่องนี้ขึ้นคัดค้าน และเมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์ จำเลยทั้งสองยื่นคำแก้อุทธรณ์ จำเลยทั้งสองก็มิได้ยกประเด็นข้อนี้ขึ้นในชั้นอุทธรณ์เช่นกัน จำเลยทั้งสองเพิ่งหยิบยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา ปัญหาข้อนี้จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อไปมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่า เงินในบัญชีเงินฝากธนาคารเป็นของจำเลยที่ 1 และพิพากษาให้อายัดเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารทั้งสองบัญชีดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 15 มิถุนายน 2561 โดยมุ่งประสงค์ขอให้ศาลทำการไต่สวนและออกหมายเรียกจำเลยทั้งสองกับบุคคลอื่นมาให้ถ้อยคำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 277 โดยกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 ขายสินค้าแล้วนำเงินเข้าฝากในบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 กับบุคคลอื่นอันเป็นกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่า ทรัพย์สินใดเป็นของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ ซึ่งมาตรา 277 บัญญัติให้ศาลทำการไต่สวนออกหมายเรียกลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลอื่นที่เชื่อว่าอยู่ในฐานะที่จะให้ถ้อยคำอันจะเป็นประโยชน์มาให้ถ้อยคำหรือส่งเอกสารหรือวัตถุพยานซึ่งอยู่ในความยึดถือหรืออำนาจของผู้นั้นเพื่อให้ได้ความเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อประโยชน์ในการบังคับคดีตามคำพิพากษาเท่านั้น เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งเรียกบุคคลผู้เคยเป็นกรรมการ ผู้ถือหุ้นและพนักงานบัญชีของจำเลยที่ 1 มาให้ถ้อยคำและทำการไต่สวนเกี่ยวกับการขายสินค้าและการนำเงินเข้าบัญชีเงินฝากดังกล่าวอันเป็นการอนุญาตตามคำร้องของโจทก์แล้ว ศาลจึงไม่จำต้องมีคำสั่งใด ๆ ตามคำร้องของโจทก์อีก ส่วนการที่ตามทางไต่สวนจะได้ข้อเท็จจริงเป็นประการใดเป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องไปดำเนินการขอยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามที่พิจารณาได้ความต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีตามมาตรา 298 ต่อไป โดยมาตรา 277 หาได้บัญญัติให้อำนาจศาลในการมีคำวินิจฉัยว่าทรัพย์สินใดเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาและมีคำสั่งอายัดทรัพย์สินดังกล่าวไปเสียทีเดียวดังที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษามาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่า เงินในบัญชีเงินฝากธนาคารเป็นของจำเลยที่ 1 และมีคำพิพากษาให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารทั้งสองดังกล่าวโดยให้โจทก์วางเงินประกันความเสียหายมานั้น เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสองอีกเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับเป็นว่า คดีเสร็จสิ้นการไต่สวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 277 ให้โจทก์ดำเนินการบังคับคดีตามสิทธิและหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งต่อไป คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000080.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.668/2564
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2564