คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2950/2564 ฉบับเต็ม

#670392
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2950/2564 นาย ท. โจทก์ นาง ก. กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5), มาตรา 161, มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่า ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าจำเลยทั้งสิบหกฟ้องเท็จและเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยทั้งสิบหกเข้าใจข้อหาได้ดี จึงเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) และยังเป็นฟ้องที่บรรยายไม่ครบองค์ประกอบของความผิดตามบทมาตราที่ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบหกด้วย กรณีมิใช่เรื่องฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 161 ได้ ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง วางหลักในการฎีกาว่า ฎีกาจะต้องคัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ว่าที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นไม่ถูกต้องด้วยข้อเท็จจริง และไม่ชอบด้วยเหตุผลอย่างไร เมื่อพิจารณาฎีกาของโจทก์แล้ว เห็นได้ว่า ฎีกาโจทก์ไม่ได้ยกข้อเท็จจริงและเหตุผลขึ้นโต้แย้งว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าอุทธรณ์โจทก์มิได้โต้แย้งว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ชอบอย่างไร และโจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพราะเหตุใดนั้น ไม่ถูกต้องด้วยข้อเท็จจริงและไม่ชอบด้วยเหตุผลอย่างไร ฎีกาโจทก์จึงไม่เป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 175, 177 ระหว่างไต่ส่วนมูลฟ้อง โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 9 ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 9 ออกจากสารบบความ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 และจำเลยที่ 10 ถึงที่ 16 มีมูลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 ประกอบมาตรา 83 และคดีสำหรับจำเลยที่ 5 และที่ 7 มีมูลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 16 ข้อหาเบิกความเท็จ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 16 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 จำเลยที่ 10 ถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 10 ออกจากสารบบความ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ข้อแรกมีว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 ประกอบมาตรา 215 บัญญัติว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งต้องมีข้อสำคัญเหล่านี้เป็นอย่างน้อย (1) ชื่อศาลและวันเดือนปี (2) คดีระหว่างใครโจทก์ใครจำเลย (3) เรื่อง (4) ข้อหาและคำให้การ ฯลฯ ตามมาตรา 186 (4) ข้อหา หมายถึง คำฟ้องโจทก์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีดุลพินิจย่อคำฟ้องโจทก์ในสาระสำคัญมาแสดงไว้ในคำพิพากษาเพื่อให้ผู้อ่านคำพิพากษาเข้าใจถึงข้อหาที่โจทก์ฟ้องได้ โดยไม่จำเป็นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องคัดลอกคำฟ้องโจทก์มาทั้งหมด ทั้งการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ตัดข้อความสำคัญในคำฟ้องโจทก์ออกไปบางส่วนย่อมไม่มีผลต่อการวินิจฉัยคดีของศาลอุทธรณ์ภาค 4 เพราะในการวินิจฉัยคดีศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องพิจารณาจากคำฟ้องโจทก์ทั้งฉบับเป็นสำคัญ คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยเห็นว่า ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าจำเลยทั้งสิบหกฟ้องเท็จและเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยทั้งสิบหกเข้าใจข้อหาได้ดี จึงเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) และยังเป็นฟ้องที่บรรยายไม่ครบองค์ประกอบของความผิดตามบทมาตราที่ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบหกด้วย กรณีมิใช่เรื่องฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมายซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 ได้ โจทก์อุทธรณ์ 2 ประเด็น ประเด็นแรก คือ การที่ศาลชั้นต้นไม่ออกหมายเรียกบุคคลตามที่โจทก์ยื่นคำร้องขอเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และประเด็นที่สอง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบหรือไม่ ดังนี้ การวินิจฉัยคดีของศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงต้องวินิจฉัยตามประเด็นที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาและอุทธรณ์โจทก์ที่คัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยตามประเด็นที่โจทก์อุทธรณ์ทั้ง 2 ประเด็นแล้ว โดยประเด็นแรก เห็นว่า กรณีไม่เป็นประโยชน์ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะรับวินิจฉัย และประเด็นที่ 2 เห็นว่า อุทธรณ์โจทก์เป็นอุทธรณ์ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แล้วพิพากษาให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ ดังนี้ ผลของคดีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงต้องเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) เมื่อฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงไม่มีเหตุที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 16 ตามที่โจทก์อุทธรณ์อีก คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ข้อต่อไปมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าอุทธรณ์โจทก์ที่ว่าศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบหรือไม่เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้งไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ชอบหรือไม่นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง วางหลักในการฎีกาว่า ฎีกาจะต้องคัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ว่าที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ไม่ถูกต้องด้วยข้อเท็จจริงและไม่ชอบด้วยเหตุผลอย่างไร ศาลฎีกาได้อ่านฎีกาโจทก์ที่คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในประเด็นนี้ตามฎีกาหน้าที่ 13 และหน้าที่ 14 โดยตลอดแล้ว เห็นได้ว่า ฎีกาโจทก์ไม่ได้ยกข้อเท็จจริงและเหตุผลขึ้นโต้แย้งว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าอุทธรณ์โจทก์มิได้โต้แย้งว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ชอบอย่างไร และโจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพราะเหตุใดนั้นไม่ถูกต้องด้วยข้อเท็จจริงและไม่ชอบด้วยเหตุผลอย่างไร ฎีกาโจทก์จึงไม่เป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย เมื่อศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาโจทก์ข้อนี้แล้ว การวินิจฉัยฎีกาโจทก์ในประเด็นที่ว่าการที่ศาลชั้นต้นไม่ออกหมายเรียกบุคคลตามที่โจทก์ยื่นคำร้องขอเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ย่อมไม่มีผลเปลี่ยนแปลงผลของคดีได้ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน พิพากษายืน (เทพ อิงคสิทธิ์-พงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ-จาตุรงค์ สรนุวัตร) ศาลจังหวัดหนองบัวลำภู - นายธวัช บัวพิทักษ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายวิรุฬ แย้มละม้าย แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.626/2564 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
670392
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดหนองบัวลำภู",
        "judge": "นายธวัช บัวพิทักษ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายวิรุฬ แย้มละม้าย"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081948650"
    }
}
date
2564
deka_no
2950/2564
deka_running_no
2950
deka_year
2564
department
แผนก
judges
[
    "เทพ อิงคสิทธิ์",
    "พงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ",
    "จาตุรงค์ สรนุวัตร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 158 (5)",
            "ม. 161",
            "ม. 216 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย ท."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง ก. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 175, 177

ระหว่างไต่ส่วนมูลฟ้อง โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 9 ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 9 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 และจำเลยที่ 10 ถึงที่ 16 มีมูลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 ประกอบมาตรา 83 และคดีสำหรับจำเลยที่ 5 และที่ 7 มีมูลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 16 ข้อหาเบิกความเท็จ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 16 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 จำเลยที่ 10 ถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 10 ออกจากสารบบความ

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ข้อแรกมีว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 ประกอบมาตรา 215 บัญญัติว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งต้องมีข้อสำคัญเหล่านี้เป็นอย่างน้อย

(1) ชื่อศาลและวันเดือนปี

(2) คดีระหว่างใครโจทก์ใครจำเลย

(3) เรื่อง

(4) ข้อหาและคำให้การ

ฯลฯ

ตามมาตรา 186 (4) ข้อหา หมายถึง คำฟ้องโจทก์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีดุลพินิจย่อคำฟ้องโจทก์ในสาระสำคัญมาแสดงไว้ในคำพิพากษาเพื่อให้ผู้อ่านคำพิพากษาเข้าใจถึงข้อหาที่โจทก์ฟ้องได้ โดยไม่จำเป็นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องคัดลอกคำฟ้องโจทก์มาทั้งหมด ทั้งการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ตัดข้อความสำคัญในคำฟ้องโจทก์ออกไปบางส่วนย่อมไม่มีผลต่อการวินิจฉัยคดีของศาลอุทธรณ์ภาค 4 เพราะในการวินิจฉัยคดีศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องพิจารณาจากคำฟ้องโจทก์ทั้งฉบับเป็นสำคัญ คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยเห็นว่า ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าจำเลยทั้งสิบหกฟ้องเท็จและเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยทั้งสิบหกเข้าใจข้อหาได้ดี จึงเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) และยังเป็นฟ้องที่บรรยายไม่ครบองค์ประกอบของความผิดตามบทมาตราที่ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบหกด้วย กรณีมิใช่เรื่องฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมายซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 ได้ โจทก์อุทธรณ์ 2 ประเด็น ประเด็นแรก คือ การที่ศาลชั้นต้นไม่ออกหมายเรียกบุคคลตามที่โจทก์ยื่นคำร้องขอเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และประเด็นที่สอง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบหรือไม่ ดังนี้ การวินิจฉัยคดีของศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงต้องวินิจฉัยตามประเด็นที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาและอุทธรณ์โจทก์ที่คัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยตามประเด็นที่โจทก์อุทธรณ์ทั้ง 2 ประเด็นแล้ว โดยประเด็นแรก เห็นว่า กรณีไม่เป็นประโยชน์ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะรับวินิจฉัย และประเด็นที่ 2 เห็นว่า อุทธรณ์โจทก์เป็นอุทธรณ์ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แล้วพิพากษาให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ ดังนี้ ผลของคดีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงต้องเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) เมื่อฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงไม่มีเหตุที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 16 ตามที่โจทก์อุทธรณ์อีก คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ข้อต่อไปมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าอุทธรณ์โจทก์ที่ว่าศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบหรือไม่เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้งไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ชอบหรือไม่นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง วางหลักในการฎีกาว่า ฎีกาจะต้องคัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ว่าที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ไม่ถูกต้องด้วยข้อเท็จจริงและไม่ชอบด้วยเหตุผลอย่างไร ศาลฎีกาได้อ่านฎีกาโจทก์ที่คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในประเด็นนี้ตามฎีกาหน้าที่ 13 และหน้าที่ 14 โดยตลอดแล้ว เห็นได้ว่า ฎีกาโจทก์ไม่ได้ยกข้อเท็จจริงและเหตุผลขึ้นโต้แย้งว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าอุทธรณ์โจทก์มิได้โต้แย้งว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ชอบอย่างไร และโจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพราะเหตุใดนั้นไม่ถูกต้องด้วยข้อเท็จจริงและไม่ชอบด้วยเหตุผลอย่างไร ฎีกาโจทก์จึงไม่เป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย เมื่อศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาโจทก์ข้อนี้แล้ว การวินิจฉัยฎีกาโจทก์ในประเด็นที่ว่าการที่ศาลชั้นต้นไม่ออกหมายเรียกบุคคลตามที่โจทก์ยื่นคำร้องขอเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ย่อมไม่มีผลเปลี่ยนแปลงผลของคดีได้ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000087.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.626/2564
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2564