คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3692/2564 ฉบับเต็ม

#670396
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3692/2564 นาง ม. โจทก์ นาย อ. จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง, มาตรา 155 วรรคสอง, มาตรา 491, มาตรา 758 พยานโจทก์และพยานจำเลยเบิกความยันกันอยู่ว่าโจทก์จำนำหรือขายฝากรถยนต์ ยากที่รับฟังว่าฝ่ายใดเบิกความตามจริง แต่ตามคำเบิกความของโจทก์และ ส. ได้ความว่า โจทก์ชำระหนี้จำนำรถยนต์แก่จำเลย 5 ครั้ง และ ส. เบิกความตอบคำถามติงทนายโจทก์ว่าโจทก์และจำเลยเข้าใจตรงกันว่าให้โจทก์ชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือน นอกจากนั้น จำเลยเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์รับว่า โจทก์โอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยและข้อความสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์เป็นการติดต่อระหว่างโจทก์และจำเลย โดยข้อความดังกล่าวระบุว่าเป็นการโอนเงินชำระดอกเบี้ยไม่ได้ระบุว่าเป็นค่าซื้อรถยนต์คืนจากจำเลย ตามพฤติการณ์จึงเชื่อว่า โจทก์ส่งมอบรถยนต์ให้จำเลยเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้อันเป็นการจำนำรถยนต์ อีกทั้งการขายฝากนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ขายฝากย่อมตกเป็นของผู้ซื้อฝากตั้งแต่เมื่อทำสัญญาขายฝาก แต่ตามคำเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ปรากฏว่าจำเลยหักเงินที่จ่ายให้โจทก์เป็นค่าจอดรถยนต์และค่าดูแลรักษาไว้ด้วย ส่อแสดงว่าจำเลยถือว่ารถยนต์ดังกล่าวยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และตามสำเนาสัญญาขายฝากรถยนต์ มีข้อความว่า "ข้อ 1 ผู้ขายตกลงขายฝากและผู้ซื้อตกลงซื้อรถยนต์...ในราคา 90,000 บาท...ผู้ขายได้รับเงินไปเรียบร้อยแล้ว จึงได้มอบรถพร้อมใบคู่มือจดทะเบียน...ให้แก่ผู้ซื้อไว้เพื่อกระทำการโอนรถได้หากพ้นกำหนดระยะเวลาไถ่ถอนแล้ว ข้อ 2 ผู้ขายฝากจะกระทำการไถ่รถในกำหนดหนึ่งเดือน นับแต่วันที่ทำสัญญามิฉะนั้นถือว่าสละสิทธิ์ ข้อ 6 ถ้าในระหว่างสัญญาขายฝาก...จะด้วยเหตุผลใดก็ตามทำให้รถที่ขายฝากไม่สามารถที่จะกระทำการโอนได้ในภายหลังที่ผู้ขายฝากสละสิทธิ์ไถ่รถ...ผู้ขายฝากจะต้องคืนเงินที่รับไปตามข้อ 1 พร้อมด้วยดอกเบี้ย...ให้แก่ผู้ซื้อ..." ข้อสัญญาดังกล่าวมีความหมายเพียงว่า โจทก์จะยอมให้รถยนต์ตกไปยังจำเลยก็ต่อเมื่อโจทก์ไม่ชำระเงิน 90,000 บาท คืนแก่จำเลยเมื่อถึงเวลาที่กำหนด ไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ตกลงให้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ตกไปยังจำเลยทันทีโดยมีข้อตกลงกันว่าโจทก์อาจไถ่รถยนต์นั้นคืนได้ในภายหลัง อันจะต้องด้วยลักษณะของสัญญาขายฝากตาม ป.พ.พ. มาตรา 491 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยมีเจตนาผูกพันตามสัญญาจำนำ หาได้มีเจตนาที่จะผูกพันตามสัญญาขายฝากไม่ สัญญาขายฝากเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญาจำนำจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ต้องบังคับตามสัญญาจำนำตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคสอง เมื่อจำเลยไม่รับชำระหนี้จำนำในส่วนที่เหลือ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับชำระหนี้จำนำในส่วนที่เหลือกับขอให้จำเลยคืนรถยนต์ตามฟ้องได้ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับชำระหนี้จำนำ 15,000 บาท จากโจทก์ และให้จำเลยคืนรถยนต์ ในสภาพเดิมแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยใช้ราคาแทน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันมีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนถึงวันที่จำเลยคืนรถยนต์ในสภาพเดิมแก่โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์ส่งมอบเอกสารทางทะเบียนรถยนต์ กับชำระค่าเสียหายแก่จำเลย ศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องแย้งจำเลยเนื่องจากไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับชำระเงินต้นและดอกเบี้ยค่าไถ่ถอนจำนำรถยนต์ 15,000 บาท กับให้จำเลยส่งมอบรถยนต์แก่โจทก์ในสภาพใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้เงินแก่โจทก์ 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันมีคำพิพากษาวันที่ 31 สิงหาคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะส่งมอบรถยนต์คืนแก่โจทก์หรือใช้ราคาแทนจนครบ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้นนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 89,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 พฤศจิกายน 2560) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่ให้จำเลยรับชำระเงินจากโจทก์และให้จำเลยคืนรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า สัญญาขายฝากเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญาจำนำรถยนต์ และทำให้สัญญาขายฝากตกเป็นโมฆะหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์นำรถยนต์ไปมอบแก่จำเลยเพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงินจากจำเลย และโจทก์ก็ชำระหนี้แก่จำเลยหลายครั้ง แสดงว่าโจทก์และจำเลยมีเจตนาทำสัญญาจำนำรถยนต์ แต่โจทก์กับจำเลยทำเป็นสัญญาขายฝากรถยนต์ไว้เป็นเงิน 90,000 บาท โดยจำเลยจ่ายเงินแก่โจทก์เพียง 85,000 บาท และจำเลยหักเงินไว้เป็นค่าจอดรถยนต์ 5,000 บาท บ่งชี้ว่าสัญญาขายฝากรถยนต์เป็นนิติกรรมอำพรางสัญญาจำนำรถยนต์ ปัญหานี้โจทก์และนางสาวสิริรักษ์ บุตรโจทก์เบิกความว่า วันที่ 22 ธันวาคม 2557 โจทก์นำรถยนต์ตามฟ้องไปจำนำไว้กับจำเลยเป็นเงิน 90,000 บาท มีกำหนด 1 ปี แต่จำเลยให้โจทก์ลงชื่อในสัญญากู้เงินขายฝากรถยนต์ในราคา 90,000 บาท มีกำหนดไถ่ภายใน 1 เดือน โจทก์ชำระหนี้จำนำรถยนต์แก่จำเลย 5 ครั้ง เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560 วันที่ 11 มีนาคม 2560 วันที่ 27 พฤษภาคม 2560 วันที่ 22 กรกฎาคม 2560 และวันที่ 6 สิงหาคม 2560 รวมเป็นเงิน 89,000 บาท ส่วนจำเลยเบิกความว่า โจทก์ขายฝากรถยนต์ตามฟ้องให้แก่จำเลย โดยโจทก์รับเงินไปครบถ้วนแล้ว เห็นว่า พยานโจทก์และพยานจำเลยเบิกความยันกันอยู่ว่าโจทก์จำนำหรือขายฝากรถยนต์ ยากที่รับฟังว่าฝ่ายใดเบิกความตามความจริง แต่ตามคำเบิกความของโจทก์และนางสาวสิริรักษ์ ได้ความว่าโจทก์ชำระหนี้จำนำรถยนต์แก่จำเลย 5 ครั้ง และนางสาวสิริรักษ์ เบิกความตอบคำถามติงทนายโจทก์ว่าโจทก์และจำเลยเข้าใจตรงกันว่าให้โจทก์ชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือน นอกจากนั้น ตามสำเนาใบโอนเงินและข้อความสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์ จำเลยเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์รับว่าโจทก์โอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยตามสำเนาใบโอนเงินดังกล่าว กับข้อความสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์ดังกล่าวเป็นการติดต่อระหว่างโจทก์และจำเลย และข้อความสนทนาดังกล่าวก็ระบุว่าเป็นการโอนเงินชำระดอกเบี้ย ไม่ได้ระบุว่าเป็นค่าซื้อรถยนต์คืนจากจำเลยดังที่จำเลยเบิกความตอบคำถามติงทนายจำเลย ตามพฤติการณ์ดังกล่าวจึงเชื่อว่าโจทก์ส่งมอบรถยนต์ให้แก่จำเลยเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้อันเป็นการจำนำรถยนต์ อีกทั้งการขายฝากนั้นกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ขายฝากย่อมตกเป็นของผู้ซื้อฝากตั้งแต่เมื่อทำสัญญาขายฝาก แต่ตามคำเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ของจำเลยปรากฏว่าจำเลยหักเงินที่จ่ายให้โจทก์เป็นค่าจอดรถยนต์และค่าดูแลรักษาไว้ด้วย ส่อแสดงว่าจำเลยถือว่ารถยนต์ดังกล่าวยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และตามสำเนาสัญญาขายฝากรถยนต์ มีข้อความว่า "ข้อ 1 ผู้ขายตกลงขายฝากและผู้ซื้อตกลงซื้อรถยนต์…ในราคา 90,000 บาท...ผู้ขายฝากได้รับเงินไปเรียบร้อยแล้ว จึงได้มอบรถพร้อมใบคู่มือจดทะเบียน...ให้แก่ผู้ซื้อไว้เพื่อกระทำการโอนรถได้หากพ้นกำหนดระยะเวลาไถ่แล้ว ข้อ 2 ผู้ขายฝากจะกระทำการไถ่รถในกำหนดหนึ่งเดือน นับแต่วันที่ทำสัญญา มิฉะนั้นถือว่าสละสิทธิ์ ข้อ 6 ถ้าในระหว่างระยะเวลาสัญญาขายฝาก...จะด้วยเหตุผลใดก็ตามทำให้รถที่ขายฝากไม่สามารถที่จะกระทำการโอนได้ในภายหลังที่ผู้ขายฝากสละสิทธิ์ไถ่รถ...ผู้ขายฝากจะต้องคืนเงินที่รับไปตามข้อ 1 พร้อมด้วยดอกเบี้ย...ให้แก่ผู้ซื้อ..." ข้อสัญญาดังกล่าวมีความหมายเพียงว่าโจทก์จะยอมให้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ตกไปยังจำเลยก็ต่อเมื่อโจทก์ไม่ชำระเงิน 90,000 บาท คืนแก่จำเลยเมื่อถึงเวลาที่กำหนด ไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ตกลงให้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ตกไปยังจำเลยทันทีโดยมีข้อตกลงกันว่าโจทก์อาจไถ่รถยนต์นั้นคืนได้ในภายหลัง อันจะต้องด้วยลักษณะของสัญญาขายฝากตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 491 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยมีเจตนาจะผูกพันตามสัญญาจำนำ หาได้มีเจตนาที่จะผูกพันกันตามสัญญาขายฝากไม่ ดังนี้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าสัญญาขายฝากเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญาจำนำ จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ต้องบังคับตามสัญญาจำนำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคสอง และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยไม่รับชำระหนี้จำนำในส่วนที่เหลือ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับชำระหนี้จำนำในส่วนที่เหลือ กับขอให้จำเลยคืนรถยนต์ตามฟ้องได้ และหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์-แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์-นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ) ศาลแพ่ง - นางสาวรุ่งระวี โสขุมา ศาลชั้นต้น - นายพลศักดิ์ พฤกษฎาจันทร์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ผบ.(พ)72/2564 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
670396
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นางสาวรุ่งระวี โสขุมา"
    },
    {
        "court": "ศาลชั้นต้น",
        "judge": "นายพลศักดิ์ พฤกษฎาจันทร์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081948395"
    }
}
date
2564
deka_no
3692/2564
deka_running_no
3692
deka_year
2564
department
แผนก
judges
[
    "สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์",
    "แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์",
    "นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 155 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 155 วรรคสอง",
            "ม. 491",
            "ม. 758"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาง ม."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย อ."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับชำระหนี้จำนำ 15,000 บาท จากโจทก์ และให้จำเลยคืนรถยนต์ ในสภาพเดิมแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยใช้ราคาแทน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันมีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนถึงวันที่จำเลยคืนรถยนต์ในสภาพเดิมแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์ส่งมอบเอกสารทางทะเบียนรถยนต์ กับชำระค่าเสียหายแก่จำเลย

ศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องแย้งจำเลยเนื่องจากไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับชำระเงินต้นและดอกเบี้ยค่าไถ่ถอนจำนำรถยนต์ 15,000 บาท กับให้จำเลยส่งมอบรถยนต์แก่โจทก์ในสภาพใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้เงินแก่โจทก์ 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันมีคำพิพากษาวันที่ 31 สิงหาคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะส่งมอบรถยนต์คืนแก่โจทก์หรือใช้ราคาแทนจนครบ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้นนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 89,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 พฤศจิกายน 2560) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่ให้จำเลยรับชำระเงินจากโจทก์และให้จำเลยคืนรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า สัญญาขายฝากเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญาจำนำรถยนต์ และทำให้สัญญาขายฝากตกเป็นโมฆะหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์นำรถยนต์ไปมอบแก่จำเลยเพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงินจากจำเลย และโจทก์ก็ชำระหนี้แก่จำเลยหลายครั้ง แสดงว่าโจทก์และจำเลยมีเจตนาทำสัญญาจำนำรถยนต์ แต่โจทก์กับจำเลยทำเป็นสัญญาขายฝากรถยนต์ไว้เป็นเงิน 90,000 บาท โดยจำเลยจ่ายเงินแก่โจทก์เพียง 85,000 บาท และจำเลยหักเงินไว้เป็นค่าจอดรถยนต์ 5,000 บาท บ่งชี้ว่าสัญญาขายฝากรถยนต์เป็นนิติกรรมอำพรางสัญญาจำนำรถยนต์ ปัญหานี้โจทก์และนางสาวสิริรักษ์ บุตรโจทก์เบิกความว่า วันที่ 22 ธันวาคม 2557 โจทก์นำรถยนต์ตามฟ้องไปจำนำไว้กับจำเลยเป็นเงิน 90,000 บาท มีกำหนด 1 ปี แต่จำเลยให้โจทก์ลงชื่อในสัญญากู้เงินขายฝากรถยนต์ในราคา 90,000 บาท มีกำหนดไถ่ภายใน 1 เดือน โจทก์ชำระหนี้จำนำรถยนต์แก่จำเลย 5 ครั้ง เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560 วันที่ 11 มีนาคม 2560 วันที่ 27 พฤษภาคม 2560 วันที่ 22 กรกฎาคม 2560 และวันที่ 6 สิงหาคม 2560 รวมเป็นเงิน 89,000 บาท ส่วนจำเลยเบิกความว่า โจทก์ขายฝากรถยนต์ตามฟ้องให้แก่จำเลย โดยโจทก์รับเงินไปครบถ้วนแล้ว เห็นว่า พยานโจทก์และพยานจำเลยเบิกความยันกันอยู่ว่าโจทก์จำนำหรือขายฝากรถยนต์ ยากที่รับฟังว่าฝ่ายใดเบิกความตามความจริง แต่ตามคำเบิกความของโจทก์และนางสาวสิริรักษ์ ได้ความว่าโจทก์ชำระหนี้จำนำรถยนต์แก่จำเลย 5 ครั้ง และนางสาวสิริรักษ์ เบิกความตอบคำถามติงทนายโจทก์ว่าโจทก์และจำเลยเข้าใจตรงกันว่าให้โจทก์ชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือน นอกจากนั้น ตามสำเนาใบโอนเงินและข้อความสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์ จำเลยเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์รับว่าโจทก์โอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยตามสำเนาใบโอนเงินดังกล่าว กับข้อความสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์ดังกล่าวเป็นการติดต่อระหว่างโจทก์และจำเลย และข้อความสนทนาดังกล่าวก็ระบุว่าเป็นการโอนเงินชำระดอกเบี้ย ไม่ได้ระบุว่าเป็นค่าซื้อรถยนต์คืนจากจำเลยดังที่จำเลยเบิกความตอบคำถามติงทนายจำเลย ตามพฤติการณ์ดังกล่าวจึงเชื่อว่าโจทก์ส่งมอบรถยนต์ให้แก่จำเลยเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้อันเป็นการจำนำรถยนต์ อีกทั้งการขายฝากนั้นกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ขายฝากย่อมตกเป็นของผู้ซื้อฝากตั้งแต่เมื่อทำสัญญาขายฝาก แต่ตามคำเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ของจำเลยปรากฏว่าจำเลยหักเงินที่จ่ายให้โจทก์เป็นค่าจอดรถยนต์และค่าดูแลรักษาไว้ด้วย ส่อแสดงว่าจำเลยถือว่ารถยนต์ดังกล่าวยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และตามสำเนาสัญญาขายฝากรถยนต์ มีข้อความว่า "ข้อ 1 ผู้ขายตกลงขายฝากและผู้ซื้อตกลงซื้อรถยนต์…ในราคา 90,000 บาท...ผู้ขายฝากได้รับเงินไปเรียบร้อยแล้ว จึงได้มอบรถพร้อมใบคู่มือจดทะเบียน...ให้แก่ผู้ซื้อไว้เพื่อกระทำการโอนรถได้หากพ้นกำหนดระยะเวลาไถ่แล้ว ข้อ 2 ผู้ขายฝากจะกระทำการไถ่รถในกำหนดหนึ่งเดือน นับแต่วันที่ทำสัญญา มิฉะนั้นถือว่าสละสิทธิ์ ข้อ 6 ถ้าในระหว่างระยะเวลาสัญญาขายฝาก...จะด้วยเหตุผลใดก็ตามทำให้รถที่ขายฝากไม่สามารถที่จะกระทำการโอนได้ในภายหลังที่ผู้ขายฝากสละสิทธิ์ไถ่รถ...ผู้ขายฝากจะต้องคืนเงินที่รับไปตามข้อ 1 พร้อมด้วยดอกเบี้ย...ให้แก่ผู้ซื้อ..." ข้อสัญญาดังกล่าวมีความหมายเพียงว่าโจทก์จะยอมให้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ตกไปยังจำเลยก็ต่อเมื่อโจทก์ไม่ชำระเงิน 90,000 บาท คืนแก่จำเลยเมื่อถึงเวลาที่กำหนด ไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ตกลงให้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ตกไปยังจำเลยทันทีโดยมีข้อตกลงกันว่าโจทก์อาจไถ่รถยนต์นั้นคืนได้ในภายหลัง อันจะต้องด้วยลักษณะของสัญญาขายฝากตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 491 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยมีเจตนาจะผูกพันตามสัญญาจำนำ หาได้มีเจตนาที่จะผูกพันกันตามสัญญาขายฝากไม่ ดังนี้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าสัญญาขายฝากเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญาจำนำ จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ต้องบังคับตามสัญญาจำนำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคสอง และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยไม่รับชำระหนี้จำนำในส่วนที่เหลือ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับชำระหนี้จำนำในส่วนที่เหลือ กับขอให้จำเลยคืนรถยนต์ตามฟ้องได้ และหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000085.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ผบ.(พ)72/2564
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2564