คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2258/2544 ฉบับเต็ม

#67093
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2258/2544 นางมัณฑนา พรหมโลก โจทก์ นายอดุลย์ อนุชปรีดา กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 18, มาตรา 55, มาตรา 172 โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เช่าบ้านและใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านตลอดมา ต่อมาจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นคณะกรรมการตรวจสอบการใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านของข้าราชการได้ทำรายงานเท็จเสนอต่อสำนักงานสามัญศึกษาขอให้เพิกถอนเช่นนี้ รายงานและคำวินิจฉัยของจำเลยทั้งสามที่เสนอต่อสำนักงานสามัญศึกษาจังหวัดสมุทรปราการ เป็นเพียงความเห็นหรือข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสามเสนอไปตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ยังไม่มีผลเป็นการชี้ขาดหรือบังคับให้โจทก์ต้องปฏิบัติตาม ทั้งจะต้องมีการพิจารณาว่าสมควรจะตั้งกรรมการสอบสวนความผิดของโจทก์หรือไม่อีกชั้นหนึ่ง หากโจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นธรรมอย่างไร ก็ชอบที่จะดำเนินการโต้แย้งคัดค้านตามระเบียบที่ทางราชการกำหนดไว้ กรณียังถือไม่ได้ว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิโดยตรง แม้เรื่องนี้โจทก์จะเคยฟ้องจำเลยและศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับฟ้องมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่ภายหลังโจทก์ขอถอนฟ้องไป ก็หาผูกพันมีผลบังคับให้ศาลต้องรับฟ้องคดีนี้ด้วยไม่ แม้ในคดีเดิมศาลรับฟ้องไว้แล้ว ถ้าต่อมาศาลเห็นว่าตามคำฟ้องยังไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ ศาลก็มีอำนาจที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมที่รับฟ้องเป็นไม่รับฟ้องได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๓๙ โจทก์ทำหนังสือสัญญาเช่าบ้านเลขที่ ๕๒๕๗/๙๖ แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร จากนางวิภา ปาแก้ว ซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบบ้านเช่าของโจทก์ตรวจสอบแล้วเห็นว่า โจทก์เช่าบ้านอยู่อาศัยจริงและถูกต้อง โจทก์เช่าบ้านดังกล่าวและใช้สิทธิเบิกค่าเช่าตลอดมา จนถึงวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๔๑ โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าและออกจากบ้านเช่าดังกล่าว ต่อมาจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นคณะกรรมการตรวจสอบการใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านของข้าราชการตามคำสั่งของสำนักงานสามัญศึกษาจังหวัดสมุทรปราการได้จงใจกลั่นแกล้งโจทก์ โดยร่วมกันทำหนังสือรายงานเท็จว่าโจทก์ไม่ได้เช่าบ้านดังกล่าวและวินิจฉัยว่า โจทก์เบิกค่าเช่าบ้านไม่ถูกต้อง ๑. ให้งดเบิก ๒. เรียกชดเชยให้คืนเงิน ๓. ให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย โดยจำเลยทั้งสามไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย เพราะโจทก์ยกเลิกการเช่าและงดเบิกค่าเช่าแล้วและจำเลยทั้งสามไม่ออกไปตรวจสอบบ้านดังกล่าวอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเสื่อมเสียเกียรติยศชื่อเสียง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามเพิกถอนคำวินิจฉัยการตรวจสอบบ้านเช่าดังกล่าว หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสามตรวจสอบข้อเท็จจริงและทำความเห็นตามคำสั่งของสำนักงานสามัญศึกษาจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งมิใช่เป็นการชี้ขาดและไม่มีผลบังคับให้โจทก์ต้องปฏิบัติตาม หากโจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้อง ไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือถูกกลั่นแกล้งอย่างใดโจทก์ก็ชอบที่จะดำเนินการตามระเบียบที่ทางราชการกำหนดไว้ กรณียังไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ โจทก์ยังไม่มีอำนาจฟ้อง ให้ยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามตามฟ้องเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า รายงานและคำวินิจฉัยของจำเลยทั้งสามที่เสนอต่อสำนักงานสามัญศึกษาจังหวัดสมุทรปราการเป็นเพียงความเห็นหรือข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสามเสนอไปตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายยังไม่มีผลเป็นการชี้ขาดหรือบังคับให้โจทก์ต้องปฏิบัติตาม ทั้งจะต้องมีการพิจารณาว่าสมควรจะตั้งกรรมการสอบสวนความผิดของโจทก์หรือไม่อีกชั้นหนึ่ง หากโจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นธรรมอย่างไร ก็ชอบที่จะดำเนินการโต้แย้งคัดค้านตามระเบียบที่ทางราชการกำหนดไว้ กรณียังถือไม่ได้ว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิโดยตรง แม้ในเรื่องนี้โจทก์จะเคยฟ้องจำเลยทั้งสามและศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับฟ้องมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่ภายหลังโจทก์ขอถอนฟ้องไปตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๒๓๒๓/๒๕๔๒ ของศาลชั้นต้น ก็หาผูกพันมีผลบังคับให้ศาลต้องรับฟ้องคดีนี้ด้วยไม่ หากเห็นว่าตามคำฟ้องยังไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ เพราะแม้แต่ในคดีเดิมของโจทก์ที่ศาลรับฟ้องไว้แล้ว ถ้าต่อมาศาลเห็นว่าตามคำฟ้องยังไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ ศาลก็มีอำนาจที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมที่รับฟ้องเป็นไม่รับฟ้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน. (สุรพล เจียมจูไร-ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ-ประชา ประสงค์จรรยา) ศาลจังหวัดสมุทรปราการ - นายพลจักร์ คงน้อย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายดุสิต สิทธิฤทธิ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
67093
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสมุทรปราการ",
        "judge": "นายพลจักร์ คงน้อย"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายดุสิต สิทธิฤทธิ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082065704"
    }
}
date
2544
deka_no
2258/2544
deka_running_no
2258
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "สุรพล เจียมจูไร",
    "ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ",
    "ประชา ประสงค์จรรยา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 18",
            "ม. 55",
            "ม. 172"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางมัณฑนา พรหมโลก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายอดุลย์ อนุชปรีดา กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๓๙ โจทก์ทำหนังสือสัญญาเช่าบ้านเลขที่ ๕๒๕๗/๙๖ แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร จากนางวิภา ปาแก้ว ซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบบ้านเช่าของโจทก์ตรวจสอบแล้วเห็นว่า โจทก์เช่าบ้านอยู่อาศัยจริงและถูกต้อง โจทก์เช่าบ้านดังกล่าวและใช้สิทธิเบิกค่าเช่าตลอดมา จนถึงวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๔๑ โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าและออกจากบ้านเช่าดังกล่าว ต่อมาจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นคณะกรรมการตรวจสอบการใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านของข้าราชการตามคำสั่งของสำนักงานสามัญศึกษาจังหวัดสมุทรปราการได้จงใจกลั่นแกล้งโจทก์ โดยร่วมกันทำหนังสือรายงานเท็จว่าโจทก์ไม่ได้เช่าบ้านดังกล่าวและวินิจฉัยว่า โจทก์เบิกค่าเช่าบ้านไม่ถูกต้อง ๑. ให้งดเบิก ๒. เรียกชดเชยให้คืนเงิน ๓. ให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย โดยจำเลยทั้งสามไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย เพราะโจทก์ยกเลิกการเช่าและงดเบิกค่าเช่าแล้วและจำเลยทั้งสามไม่ออกไปตรวจสอบบ้านดังกล่าวอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเสื่อมเสียเกียรติยศชื่อเสียง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามเพิกถอนคำวินิจฉัยการตรวจสอบบ้านเช่าดังกล่าว หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสามตรวจสอบข้อเท็จจริงและทำความเห็นตามคำสั่งของสำนักงานสามัญศึกษาจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งมิใช่เป็นการชี้ขาดและไม่มีผลบังคับให้โจทก์ต้องปฏิบัติตาม หากโจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้อง ไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือถูกกลั่นแกล้งอย่างใดโจทก์ก็ชอบที่จะดำเนินการตามระเบียบที่ทางราชการกำหนดไว้ กรณียังไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ โจทก์ยังไม่มีอำนาจฟ้อง ให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามตามฟ้องเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า รายงานและคำวินิจฉัยของจำเลยทั้งสามที่เสนอต่อสำนักงานสามัญศึกษาจังหวัดสมุทรปราการเป็นเพียงความเห็นหรือข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสามเสนอไปตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายยังไม่มีผลเป็นการชี้ขาดหรือบังคับให้โจทก์ต้องปฏิบัติตาม ทั้งจะต้องมีการพิจารณาว่าสมควรจะตั้งกรรมการสอบสวนความผิดของโจทก์หรือไม่อีกชั้นหนึ่ง หากโจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นธรรมอย่างไร ก็ชอบที่จะดำเนินการโต้แย้งคัดค้านตามระเบียบที่ทางราชการกำหนดไว้ กรณียังถือไม่ได้ว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิโดยตรง แม้ในเรื่องนี้โจทก์จะเคยฟ้องจำเลยทั้งสามและศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับฟ้องมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่ภายหลังโจทก์ขอถอนฟ้องไปตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๒๓๒๓/๒๕๔๒ ของศาลชั้นต้น ก็หาผูกพันมีผลบังคับให้ศาลต้องรับฟ้องคดีนี้ด้วยไม่ หากเห็นว่าตามคำฟ้องยังไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ เพราะแม้แต่ในคดีเดิมของโจทก์ที่ศาลรับฟ้องไว้แล้ว ถ้าต่อมาศาลเห็นว่าตามคำฟ้องยังไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ ศาลก็มีอำนาจที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมที่รับฟ้องเป็นไม่รับฟ้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001124.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544