คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7830/2544 ฉบับเต็ม

#67131
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7830/2544 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นางกัลยาณีหรืออ้วน อร่ามเวชอนันต์ กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 83 พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, มาตรา 62 วรรคหนึ่ง, มาตรา 89, มาตรา 106 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 มาตรา 32 (5), มาตรา 43, มาตรา 58 พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ 50 ปี มาตรา พ.ศ. 2539 มาตรา 4 พ.ร.ฎ. พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2539 มาตรา 6 จำเลยกับพวกมีการติดต่อประสานงานกันอย่างใกล้ชิด กรรมวิธีในการผลิตเมทแอมเฟตามีนมีหลายขั้นตอน ตั้งแต่จัดหาสถานที่ จัดเตรียมเครื่องมือและอุปกรณ์ตลอดจนสารเคมีต่าง ๆ รวมทั้งแรงงานในการผลิต ผู้เข้าร่วมในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งย่อมถือว่าเป็นตัวการที่ร่วมกันกระทำความผิดแล้ว ไม่จำเป็นที่ต้องเป็นผู้ดำเนินการเองทุกขั้นตอนจนสำเร็จ ดังนั้น จำเลยจึงไม่จำต้องเป็นผู้ลงมือปรุงหรืออัดเม็ดเมทแอมเฟตามีนด้วยตนเอง การกระทำความผิดของจำเลยกับพวกเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ ถือว่าเป็นตัวการร่วมกัน จำเลยมากระทำผิดอาญาขึ้นอีกในระหว่างได้รับการพักการลงโทษเป็นการปฏิบัติผิดเงื่อนไขแห่งการพักการลงโทษตาม พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2479 มาตรา 43 กฎกระทรวงมหาดไทย ออกตามความในมาตรา 58 แห่ง พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2479 ข้อ 93 (1) และ 94 (ก) และ พ.ร.ฎ. พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2539 มาตรา 6 จำเลยจึงมิใช่ผู้ซึ่งพ้นโทษไปแล้วก่อนวันที่ พ.ร.บ. ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ 50 ปี พ.ศ. 2539 ใช้บังคับ จำเลยจึงไม่ได้รับการล้างมลทินตาม พ.ร.บ. ล้างมลทิน ฯ มาตรา 4 ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตาม พ.ร.บ. วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๔ , ๖ (๗ ทวิ) , ๑๓ ทวิ , ๖๒ , ๘๙ , ๑๐๖ , ๑๐๖ ทวิ , ๑๑๖ ป.อ. มาตรา ๓๒ , ๓๓ , ๘๓ , ๙๑ , ๙๒ ริบวัตถุออกฤทธิ์ของกลางทั้งหมดให้แก่กระทรวงสาธารณสุข เพิ่มโทษจำเลยที่ ๑ และนับโทษจำเลยที่ ๑ ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๙๔๒๗/๒๕๓๑ ของศาลชั้นต้น และนับโทษจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ ต่อจากโทษของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๓๗๗๔/๒๕๓๘ ของศาลชั้นต้น ตามลำดับ จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์เสร็จ จำเลยที่ ๒ ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ และจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อตามฟ้องจริง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดตาม พ.ร.บ. วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๓ ทวิ วรรคหนึ่ง , ๘๙ ประกอบด้วย ป.อ. มาตรา ๘๓ และจำเลยที่ ๒ มีความผิดตาม พ.ร.บ. วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๖๒ วรรคหนึ่ง , ๑๐๖ วรรคหนึ่ง? โจทก์และจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๑ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังว่า จำเลยที่ ๒ ที่ ๕ และที่ ๖ ร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนและอีเฟดรีนและร่วมกับจำเลยที่ ๓ ที่ ๔ มีเมทแอมเฟตามีนและอีเฟดรีนไว้ในครอบครองเพื่อขายตามฟ้อง เฉพาะจำเลยที่ ๒ มีเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๑๒ เม็ด น้ำหนักสุทธิ ๑ กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ ๐.๐๙ กรัม ไว้ในครอบครองตามฟ้องอีกสถานหนึ่งด้วย คดีคงมีปัญหาชั้นฎีกาในประการแรกว่า จำเลยที่ ๑ ร่วมกับจำเลยที่ ๒ ที่ ๕ และที่ ๖ ผลิตเมทแอมเฟตามีนและอีเฟดรีนและร่วมกับจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ มีเมทแอมเฟตามีนและอีเฟดรีนไว้ในครอบครองเพื่อขายตามฟ้องหรือไม่ พฤติการณ์ที่จำเลยที่ ๑ กับพวก มีการติดต่อประสานงานกันอย่างใกล้ชิด กรรมวิธีในการผลิตเมทแอมเฟตามีนมีหลายขั้นตอน ตั้งแต่จัดหาสถานที่ จัดเตรียมเครื่องมือและอุปกรณ์ตลอดจนสารเคมีต่าง ๆ รวมทั้งแรงงานในการผลิต ผู้เข้าร่วมในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง ย่อมถือว่าเป็นตัวการที่ร่วมกันกระทำความผิดแล้ว ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ดำเนินการเองทุกขั้นตอนจนสำเร็จ ดังนั้น จำเลยที่ ๑ จึงไม่จำต้องเป็นผู้ลงมือปรุงหรืออัดเม็ดเมทแอมเฟตามีนด้วยตนเอง การกระทำความผิดของจำเลยที่ ๑ กับพวกเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ ถือว่าเป็นตัวการร่วมกัน ส่วนที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยที่ ๑ ได้ เพราะจำเลยที่ ๑ พ้นมลทินตาม พ.ร.บ. ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ ๕๐ ปี พ.ศ. ๒๕๓๙ นั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ ๑ มากระทำผิดอาญาคดีนี้ขึ้นอีกในระหว่างได้รับการพักการลงโทษ จึงเป็นการปฏิบัติผิดเงื่อนไขแห่งการพักการลงโทษ ตาม พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๔๗๙ มาตรา ๔๓ กฎกระทรวงมหาดไทย ออกตามความในมาตรา ๕๘ แห่ง พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๔๗๙ ข้อ ๙๓ (๑) และ ๙๔ (ก) และ พ.ร.ฎ. พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๖ ดังกล่าว จำเลยที่ ๑ จึงมิใช่ผู้ซึ่งพ้นโทษไปแล้ว ก่อนวันที่ พ.ร.บ. ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ ๕๐ ปี พ.ศ. ๒๕๓๙ ใช้บังคับ จำเลยที่ ๑ จึงไม่ได้รับการล้างมลทินตาม พ.ร.บ. ล้างมลทิน ฯ มาตรา ๔ ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจเพิ่มโทษจำเลยที่ ๑ ได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว พิพากษายืน. (วิรัช ลิ้มวิชัย-สุรพล เจียมจูไร-ทองหล่อ โฉมงาม) ศาลอาญา - นายประมวญ รักศิลธรรม ศาลอุทธรณ์ - นายสันติ งามสันติกุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
67131
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญา",
        "judge": "นายประมวญ รักศิลธรรม"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายสันติ งามสันติกุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082060836"
    }
}
date
2544
deka_no
7830/2544
deka_running_no
7830
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "วิรัช ลิ้มวิชัย",
    "สุรพล เจียมจูไร",
    "ทองหล่อ โฉมงาม"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 83"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518",
        "sections": [
            "ม. 13 ทวิ วรรคหนึ่ง",
            "ม. 62 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 89",
            "ม. 106 วรรคหนึ่ง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2479",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2479",
        "sections": [
            "ม. 32 (5)",
            "ม. 43",
            "ม. 58"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ 50 ปี",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ 50 ปี",
        "sections": []
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางกัลยาณีหรืออ้วน อร่ามเวชอนันต์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตาม พ.ร.บ. วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๔ , ๖ (๗ ทวิ) , ๑๓ ทวิ , ๖๒ , ๘๙ , ๑๐๖ , ๑๐๖ ทวิ , ๑๑๖ ป.อ. มาตรา ๓๒ , ๓๓ , ๘๓ , ๙๑ , ๙๒ ริบวัตถุออกฤทธิ์ของกลางทั้งหมดให้แก่กระทรวงสาธารณสุข เพิ่มโทษจำเลยที่ ๑ และนับโทษจำเลยที่ ๑ ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๙๔๒๗/๒๕๓๑ ของศาลชั้นต้น และนับโทษจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ ต่อจากโทษของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๓๗๗๔/๒๕๓๘ ของศาลชั้นต้น ตามลำดับ

จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์เสร็จ จำเลยที่ ๒ ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ และจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อตามฟ้องจริง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดตาม พ.ร.บ. วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๓ ทวิ วรรคหนึ่ง , ๘๙ ประกอบด้วย ป.อ. มาตรา ๘๓ และจำเลยที่ ๒ มีความผิดตาม พ.ร.บ. วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๖๒ วรรคหนึ่ง , ๑๐๖ วรรคหนึ่ง?

โจทก์และจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังว่า จำเลยที่ ๒ ที่ ๕ และที่ ๖ ร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนและอีเฟดรีนและร่วมกับจำเลยที่ ๓ ที่ ๔ มีเมทแอมเฟตามีนและอีเฟดรีนไว้ในครอบครองเพื่อขายตามฟ้อง เฉพาะจำเลยที่ ๒ มีเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๑๒ เม็ด น้ำหนักสุทธิ ๑ กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ ๐.๐๙ กรัม ไว้ในครอบครองตามฟ้องอีกสถานหนึ่งด้วย คดีคงมีปัญหาชั้นฎีกาในประการแรกว่า จำเลยที่ ๑ ร่วมกับจำเลยที่ ๒ ที่ ๕ และที่ ๖ ผลิตเมทแอมเฟตามีนและอีเฟดรีนและร่วมกับจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ มีเมทแอมเฟตามีนและอีเฟดรีนไว้ในครอบครองเพื่อขายตามฟ้องหรือไม่ พฤติการณ์ที่จำเลยที่ ๑ กับพวก มีการติดต่อประสานงานกันอย่างใกล้ชิด กรรมวิธีในการผลิตเมทแอมเฟตามีนมีหลายขั้นตอน ตั้งแต่จัดหาสถานที่ จัดเตรียมเครื่องมือและอุปกรณ์ตลอดจนสารเคมีต่าง ๆ รวมทั้งแรงงานในการผลิต ผู้เข้าร่วมในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง ย่อมถือว่าเป็นตัวการที่ร่วมกันกระทำความผิดแล้ว ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ดำเนินการเองทุกขั้นตอนจนสำเร็จ ดังนั้น จำเลยที่ ๑ จึงไม่จำต้องเป็นผู้ลงมือปรุงหรืออัดเม็ดเมทแอมเฟตามีนด้วยตนเอง การกระทำความผิดของจำเลยที่ ๑ กับพวกเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ ถือว่าเป็นตัวการร่วมกัน

ส่วนที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยที่ ๑ ได้ เพราะจำเลยที่ ๑ พ้นมลทินตาม พ.ร.บ. ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ ๕๐ ปี พ.ศ. ๒๕๓๙ นั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ ๑ มากระทำผิดอาญาคดีนี้ขึ้นอีกในระหว่างได้รับการพักการลงโทษ จึงเป็นการปฏิบัติผิดเงื่อนไขแห่งการพักการลงโทษ ตาม พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๔๗๙ มาตรา ๔๓ กฎกระทรวงมหาดไทย ออกตามความในมาตรา ๕๘ แห่ง พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๔๗๙ ข้อ ๙๓ (๑) และ ๙๔ (ก) และ พ.ร.ฎ. พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๖ ดังกล่าว จำเลยที่ ๑ จึงมิใช่ผู้ซึ่งพ้นโทษไปแล้ว ก่อนวันที่ พ.ร.บ. ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ ๕๐ ปี พ.ศ. ๒๕๓๙ ใช้บังคับ จำเลยที่ ๑ จึงไม่ได้รับการล้างมลทินตาม พ.ร.บ. ล้างมลทิน ฯ มาตรา ๔ ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจเพิ่มโทษจำเลยที่ ๑ ได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001080.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544