คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8749/2544 ฉบับเต็ม

#67140
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8749/2544 ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก โจทก์ โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ เพชรบุรี จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน นายสิทธิโชค กองเพ็ง กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 150, มาตรา 204, มาตรา 654 พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 (ก) พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 14 พ.ร.บ. การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 มาตรา 14 กำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยออกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด การที่โจทก์ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์กำหนดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของโจทก์เป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ. การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 อันเป็นการต้องห้ามตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 (ก) จึงเป็นโมฆะ ตามสัญญากู้ยืมเงินระบุให้จำเลยผ่อนชำระเป็นรายเดือนภายในวันที่ 4 ของทุกเดือน แต่เมื่อจำเลยผ่อนชำระหลังวันที่ 4 ของเดือน โจทก์ก็รับชำระหนี้โดยไม่มีการทักท้วง แสดงว่าโจทก์ไม่ได้ถือเอาระยะเวลาที่กำหนดไว้เป็นสาระสำคัญโจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้โดยกำหนดระยะเวลาให้ 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือทวงถาม จำเลยรับหนังสือทวงถามวันที่ 27 ตุลาคม 2541 ครบ 7 วัน ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2541 ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์กำหนดวันผิดนัดในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2541 จึงชอบแล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้เป็นเงิน ๑,๔๐๙,๕๔๑.๖๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๙.๕ ต่อปี ในต้นเงิน ๗๘๗,๒๔๖.๐๑ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองตลอดจนทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนกว่าจะครบถ้วน จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๗๘๘,๖๙๘.๐๑ บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๕๑๙๔ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๕,๐๐๐ บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้เป็นต้นเงินจำนวน ๗๘๗,๒๔๖.๐๑ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินจำนวน ๑๙,๗๘๕ บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า การกำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑๙ ต่อปี ในสัญญากู้เป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ ขณะจำเลยทั้งสองทำสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์มีประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยตามเอกสารหมาย จ. ๑๖ โจทก์ประกาศอัตราดอกเบี้ยตามเอกสารหมาย จ. ๑๗ ซึ่งในเอกสารหมาย จ. ๑๗ แผ่นที่ ๔ กำหนดอัตราดอกเบี้ยในการอำนวยสินเชื่อไว้ คือ ๑. สินเชื่อสำหรับลูกค้าทั่วไป ๑.๑ กรณีอยู่ภายในวงเงินและไม่ผิดเงื่อนไขในการผ่อนชำระอัตราร้อยละ ๑๖.๕ ต่อปี ๑.๒ กรณีเกินวงเงิน/ผิดเงื่อนไขในการผ่อนชำระอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ประกาศฉบับนี้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๓๖ เป็นต้นไป กรณีของจำเลยทั้งสองอยู่ในหลักเกณฑ์ข้อ ๑.๑ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑๖.๕ ต่อปี แต่ในสัญญากู้ยืมเงินระบุดอกเบี้ยไว้อัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ในชั้นพิจารณาของศาลนายอภัยพงศ์ วรรณศิริ พนักงานฝ่ายสินเชื่อและเร่งรัดหนี้สินของโจทก์เบิกความยืนยันว่าคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี แม้ว่าโจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ ในการคิดอัตราดอกเบี้ยมิได้อยู่ภายใต้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๔ แต่การคิดอัตราดอกเบี้ยของโจทก์จะต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติของพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕ มาตรา ๑๔ ซึ่งกำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยออกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ซึ่งโจทก์ได้ออกประกาศดอกเบี้ยและส่วนลดตามอัตราดอกเบี้ยแต่ละกรณีตามเอกสารดังกล่าว ดังนั้นการที่โจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของโจทก์ดังกล่าวข้างต้น จึงถือว่าเป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕ อันเป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พุทธศักราช ๒๔๗๕ มาตรา ๓ (ก) จึงเป็นโมฆะ ปัญหาว่าจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้แก่โจทก์เมื่อใดนั้น เห็นว่า แม้ตามสัญญากู้ยืมเงินจะระบุให้จำเลยทั้งสองผ่อนชำระเป็นรายเดือนภายในวันที่ ๔ ของทุกเดือนก็ตาม แต่ตามเอกสารรายละเอียดการผ่อนชำระหนี้จะเห็นได้ว่าแม้จำเลยทั้งสองจะผ่อนชำระหลังวันที่ ๔ ของเดือน โจทก์ก็รับชำระหนี้โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการทักท้วงแต่ประการใด แสดงว่าโจทก์ไม่ได้ถือเอาระยะเวลาที่กำหนดไว้เป็นสาระสำคัญ นอกจากนั้นโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ โดยกำหนดระยะเวลาให้ ๗ วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ โดยจำเลยทั้งสองรับหนังสือทวงถามวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๔๑ ครบ ๗ วัน ในวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ ฉะนั้นที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๔ กำหนดวันผิดนัดในวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นทุกข้อ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. (สุมิตร สุภาดุลย์-เดิมพัน จรรยามั่น-สมชัย เกษชุมพล) ศาลจังหวัดขอนแก่น - นายนพดล คชรินทร์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นางเมทินี ชโลธร แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
67140
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดขอนแก่น",
        "judge": "นายนพดล คชรินทร์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นางเมทินี ชโลธร"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082059521"
    }
}
date
2544
deka_no
8749/2544
deka_running_no
8749
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "สุมิตร สุภาดุลย์",
    "เดิมพัน จรรยามั่น",
    "สมชัย เกษชุมพล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 150",
            "ม. 204",
            "ม. 654"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475",
        "sections": [
            "ม. 3 (ก)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505",
        "sections": [
            "ม. 14"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก"
    },
    {
        "role": "ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน",
        "name": "โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ เพชรบุรี จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสิทธิโชค กองเพ็ง กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้เป็นเงิน ๑,๔๐๙,๕๔๑.๖๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๙.๕ ต่อปี ในต้นเงิน ๗๘๗,๒๔๖.๐๑ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองตลอดจนทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนกว่าจะครบถ้วน

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๗๘๘,๖๙๘.๐๑ บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๕๑๙๔ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๕,๐๐๐ บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้เป็นต้นเงินจำนวน ๗๘๗,๒๔๖.๐๑ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินจำนวน ๑๙,๗๘๕ บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า การกำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑๙ ต่อปี ในสัญญากู้เป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ ขณะจำเลยทั้งสองทำสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์มีประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยตามเอกสารหมาย จ. ๑๖ โจทก์ประกาศอัตราดอกเบี้ยตามเอกสารหมาย จ. ๑๗ ซึ่งในเอกสารหมาย จ. ๑๗ แผ่นที่ ๔ กำหนดอัตราดอกเบี้ยในการอำนวยสินเชื่อไว้ คือ ๑. สินเชื่อสำหรับลูกค้าทั่วไป

๑.๑ กรณีอยู่ภายในวงเงินและไม่ผิดเงื่อนไขในการผ่อนชำระอัตราร้อยละ ๑๖.๕ ต่อปี

๑.๒ กรณีเกินวงเงิน/ผิดเงื่อนไขในการผ่อนชำระอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ประกาศฉบับนี้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๓๖ เป็นต้นไป กรณีของจำเลยทั้งสองอยู่ในหลักเกณฑ์ข้อ ๑.๑ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑๖.๕ ต่อปี แต่ในสัญญากู้ยืมเงินระบุดอกเบี้ยไว้อัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ในชั้นพิจารณาของศาลนายอภัยพงศ์ วรรณศิริ พนักงานฝ่ายสินเชื่อและเร่งรัดหนี้สินของโจทก์เบิกความยืนยันว่าคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี แม้ว่าโจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ ในการคิดอัตราดอกเบี้ยมิได้อยู่ภายใต้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๔ แต่การคิดอัตราดอกเบี้ยของโจทก์จะต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติของพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕ มาตรา ๑๔ ซึ่งกำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยออกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ซึ่งโจทก์ได้ออกประกาศดอกเบี้ยและส่วนลดตามอัตราดอกเบี้ยแต่ละกรณีตามเอกสารดังกล่าว ดังนั้นการที่โจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของโจทก์ดังกล่าวข้างต้น จึงถือว่าเป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕ อันเป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พุทธศักราช ๒๔๗๕ มาตรา ๓ (ก) จึงเป็นโมฆะ

ปัญหาว่าจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้แก่โจทก์เมื่อใดนั้น เห็นว่า แม้ตามสัญญากู้ยืมเงินจะระบุให้จำเลยทั้งสองผ่อนชำระเป็นรายเดือนภายในวันที่ ๔ ของทุกเดือนก็ตาม แต่ตามเอกสารรายละเอียดการผ่อนชำระหนี้จะเห็นได้ว่าแม้จำเลยทั้งสองจะผ่อนชำระหลังวันที่ ๔ ของเดือน โจทก์ก็รับชำระหนี้โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการทักท้วงแต่ประการใด แสดงว่าโจทก์ไม่ได้ถือเอาระยะเวลาที่กำหนดไว้เป็นสาระสำคัญ นอกจากนั้นโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ โดยกำหนดระยะเวลาให้ ๗ วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ โดยจำเลยทั้งสองรับหนังสือทวงถามวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๔๑ ครบ ๗ วัน ในวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ ฉะนั้นที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๔ กำหนดวันผิดนัดในวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นทุกข้อ

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001068.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544