คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8883/2544 ฉบับเต็ม

#67141
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8883/2544 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดหลังสวน โจทก์ นายพงษ์ศักดิ์ ตังสุรัตน์ กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 216 จำเลยนำฎีกาในคดีเรื่องอื่นมายื่นในคดีนี้ จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 8 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 8 ปี รวมจำคุกคนละ 16 ปี ริบของกลาง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 6 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 6 ปี รวมจำคุกคนละ 12 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ในชั้นพิจารณาปรากฏข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับวัน เวลา สถานที่ บุคคลและสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดของจำเลยทั้งสองว่า เจ้าพนักงานตำรวจได้รับแจ้งจากชุดการข่าวว่าจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากันได้ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จึงได้วางแผนให้สิบตำรวจตรีเดโชปลอมตัวเป็นสายลับไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนที่บ้านของจำเลยทั้งสอง โดยใช้ธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท จำนวน 10 ฉบับ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 100 เม็ด ให้สิบตำรวจตรีเดโช ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับเงิน หลังจากนั้นเจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุมจำเลยทั้งสองทันที และค้นพบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อและเมทแอมเฟตามีนจำนวน 3 เม็ด ที่ตัวจำเลยที่ 2 กับพบหลอดดูดเครื่องดื่ม 44 หลอด และถุงพลาสติก 1 ใบ ในห้องนอนของจำเลยทั้งสอง ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้วพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสอง แต่ตามฎีกาของจำเลยทั้งสองกลับอ้างว่ามีการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนในร้านวันทาคาราโอเกะ ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของร้าน จำเลยที่ 1 เป็นพ่อครัว ธนบัตรที่สายลับใช้ล่อซื้อมีทั้งฉบับละ 1,000 บาท 500 บาท และ 100 บาท เจ้าพนักงานตำรวจพบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อในลิ้นชักโต๊ะที่จำเลยที่ 2 นั่งอยู่ เมื่อพิเคราะห์ฎีกาของจำเลยทั้งสองแล้ว เห็นว่า มูลคดีที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างในฎีกาเป็นคนละเรื่องกับคดีนี้ ทั้งจำนวนและชนิดของธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อ รวมทั้งสถานที่เกิดเหตุก็ไม่ใช่สถานที่เดียวกันกับคดีนี้ ยิ่งไปกว่านั้นความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยทั้งสองที่กล่าวในฎีกาก็ต่างกับคดีนี้โดยสิ้นเชิง กล่าวคือ คดีนี้จำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยากัน ส่วนตามฎีกาของจำเลยทั้งสองนั้น จำเลยที่ 1 เป็นพ่อครัวในร้านวันทาคาราโอเกะ จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของร้าน ประการสำคัญเนื้อหาในฎีกาของจำเลยทั้งสองไม่มีข้อโต้แย้งคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในคดีนี้ว่า ไม่ชอบ ไม่ถูกต้องอย่างใด ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสองมา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกฎีกาของจำเลยทั้งสอง. (พันธาวุธ ปาณิกบุตร-ปาณิกบุตร-ดลจรัส รัตนโศภิต) ศาลจังหวัดหลังสวน - นายเกียรติยศ ไชยศิริธัญญา ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายสุรทิน สาเรือง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
67141
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดหลังสวน",
        "judge": "นายเกียรติยศ ไชยศิริธัญญา"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 8",
        "judge": "นายสุรทิน สาเรือง"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082059410"
    }
}
date
2544
deka_no
8883/2544
deka_running_no
8883
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "พันธาวุธ ปาณิกบุตร",
    "ปาณิกบุตร",
    "ดลจรัส รัตนโศภิต"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 216"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดหลังสวน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายพงษ์ศักดิ์ ตังสุรัตน์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 8 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 8 ปี รวมจำคุกคนละ 16 ปี ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 6 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 6 ปี รวมจำคุกคนละ 12 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ในชั้นพิจารณาปรากฏข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับวัน เวลา สถานที่ บุคคลและสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดของจำเลยทั้งสองว่า เจ้าพนักงานตำรวจได้รับแจ้งจากชุดการข่าวว่าจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากันได้ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จึงได้วางแผนให้สิบตำรวจตรีเดโชปลอมตัวเป็นสายลับไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนที่บ้านของจำเลยทั้งสอง โดยใช้ธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท จำนวน 10 ฉบับ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 100 เม็ด ให้สิบตำรวจตรีเดโช ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับเงิน หลังจากนั้นเจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุมจำเลยทั้งสองทันที และค้นพบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อและเมทแอมเฟตามีนจำนวน 3 เม็ด ที่ตัวจำเลยที่ 2 กับพบหลอดดูดเครื่องดื่ม 44 หลอด และถุงพลาสติก 1 ใบ ในห้องนอนของจำเลยทั้งสอง ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้วพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสอง แต่ตามฎีกาของจำเลยทั้งสองกลับอ้างว่ามีการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนในร้านวันทาคาราโอเกะ ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของร้าน จำเลยที่ 1 เป็นพ่อครัว ธนบัตรที่สายลับใช้ล่อซื้อมีทั้งฉบับละ 1,000 บาท 500 บาท และ 100 บาท เจ้าพนักงานตำรวจพบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อในลิ้นชักโต๊ะที่จำเลยที่ 2 นั่งอยู่ เมื่อพิเคราะห์ฎีกาของจำเลยทั้งสองแล้ว เห็นว่า มูลคดีที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างในฎีกาเป็นคนละเรื่องกับคดีนี้ ทั้งจำนวนและชนิดของธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อ รวมทั้งสถานที่เกิดเหตุก็ไม่ใช่สถานที่เดียวกันกับคดีนี้ ยิ่งไปกว่านั้นความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยทั้งสองที่กล่าวในฎีกาก็ต่างกับคดีนี้โดยสิ้นเชิง กล่าวคือ คดีนี้จำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยากัน ส่วนตามฎีกาของจำเลยทั้งสองนั้น จำเลยที่ 1 เป็นพ่อครัวในร้านวันทาคาราโอเกะ จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของร้าน ประการสำคัญเนื้อหาในฎีกาของจำเลยทั้งสองไม่มีข้อโต้แย้งคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในคดีนี้ว่า ไม่ชอบ ไม่ถูกต้องอย่างใด ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสองมา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลยทั้งสอง.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001067.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544