คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7269/2544 ฉบับเต็ม

#67158
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7269/2544 นางวิลาสินี ศรสิงห์ทอง โจทก์ นายทวิช แก้วพูล กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 237, มาตรา 1480 ที่ดินพิพาทมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่ที่ดินดังกล่าวเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 หลังจากโจทก์และจำเลยที่ 1 จดทะเบียนหย่ากันแล้ว จำเลยที่ 1 ได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอม แต่จำเลยที่ 2 รู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 มาก่อน โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในส่วนของโจทก์ครึ่งหนึ่งได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๒๔๐๘ ในส่วนของโจทก์กึ่งหนึ่งระหว่างจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนและส่งมอบที่ดินเฉพาะส่วนที่เป็นของโจทก์กึ่งหนึ่งแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๒๔๐๘ ในส่วนของโจทก์กึ่งหนึ่งและให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนและส่งมอบที่ดินเฉพาะส่วนกึ่งหนึ่งแก่โจทก์ โดยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนโอนที่ดิน หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติ ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ ๓๒๔๐๘ มีชื่อจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่ที่ดินดังกล่าวเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ หลังจากโจทก์และจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนหย่ากันแล้ว จำเลยที่ ๑ ได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ โดยโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอมในการทำนิติกรรมด้วย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ ๒ ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริต กล่าวคือรู้หรือไม่ว่าที่ดินดังกล่าวโจทก์มีกรรมสิทธิ์รวมอยู่ด้วย โจทก์นำสืบว่า นายภรากร แก้วพูล เป็นน้องจำเลยที่ ๑ มีภรรยาชื่อนางวีณา หงษ์บุญมี นางวีณาเป็นพี่สาวจำเลยที่ ๒ ฝ่ายจำเลย มีจำเลยที่ ๑ เบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่า จำเลยที่ ๑ มีพี่น้อง ๕ คน รวมทั้งนายภรากร แก้วพูล ภรรยานายภรากรชื่อนางประวีณาหรือวีณา หงษ์บุญมี โดยจำเลยที่ ๒ เบิกความว่า มีพี่สาวชื่อนางวีณา หงษ์บุญมี ซึ่งเจือสมกับพยานโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบ การที่จำเลยที่ ๒ เกี่ยวพันเป็นน้องของภรรยานายภรากรซึ่งเป็นน้องของจำเลยที่ ๑ เช่นนี้นับว่าเป็นญาติสนิท เชื่อว่าจำเลยที่ ๒ รู้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ มาก่อน โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายระหว่างจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗ พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น. (วสันต์ ตรีสุวรรณ-ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์-จำรูญ แสนภักดี) ศาลจังหวัดนครสวรรค์ - นายมนต์ เอี่ยมศิริ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายสุริยง ลิ้มสถิรานันท์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
67158
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครสวรรค์",
        "judge": "นายมนต์ เอี่ยมศิริ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 6",
        "judge": "นายสุริยง ลิ้มสถิรานันท์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082061489"
    }
}
date
2544
deka_no
7269/2544
deka_running_no
7269
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "วสันต์ ตรีสุวรรณ",
    "ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์",
    "จำรูญ แสนภักดี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 237",
            "ม. 1480"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางวิลาสินี ศรสิงห์ทอง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายทวิช แก้วพูล กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๒๔๐๘ ในส่วนของโจทก์กึ่งหนึ่งระหว่างจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนและส่งมอบที่ดินเฉพาะส่วนที่เป็นของโจทก์กึ่งหนึ่งแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๒๔๐๘ ในส่วนของโจทก์กึ่งหนึ่งและให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนและส่งมอบที่ดินเฉพาะส่วนกึ่งหนึ่งแก่โจทก์ โดยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนโอนที่ดิน หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติ ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ ๓๒๔๐๘ มีชื่อจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่ที่ดินดังกล่าวเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ หลังจากโจทก์และจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนหย่ากันแล้ว จำเลยที่ ๑ ได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ โดยโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอมในการทำนิติกรรมด้วย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ ๒ ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริต กล่าวคือรู้หรือไม่ว่าที่ดินดังกล่าวโจทก์มีกรรมสิทธิ์รวมอยู่ด้วย โจทก์นำสืบว่า นายภรากร แก้วพูล เป็นน้องจำเลยที่ ๑ มีภรรยาชื่อนางวีณา หงษ์บุญมี นางวีณาเป็นพี่สาวจำเลยที่ ๒ ฝ่ายจำเลย มีจำเลยที่ ๑ เบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่า จำเลยที่ ๑ มีพี่น้อง ๕ คน รวมทั้งนายภรากร แก้วพูล ภรรยานายภรากรชื่อนางประวีณาหรือวีณา หงษ์บุญมี โดยจำเลยที่ ๒ เบิกความว่า มีพี่สาวชื่อนางวีณา หงษ์บุญมี ซึ่งเจือสมกับพยานโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบ การที่จำเลยที่ ๒ เกี่ยวพันเป็นน้องของภรรยานายภรากรซึ่งเป็นน้องของจำเลยที่ ๑ เช่นนี้นับว่าเป็นญาติสนิท เชื่อว่าจำเลยที่ ๒ รู้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ มาก่อน โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายระหว่างจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001086.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544