คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 893/2544 ฉบับเต็ม

#67166
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 893/2544 นายสุทิน ญานเกียรติพงศ์ โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดศิลป์ลิษา กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 850, มาตรา 852 ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 สัญญาประนีประนอมยอมความไม่จำเป็นต้องกระทำต่อหน้าศาลหรือต่อผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนเสมอไป อาจกระทำกันนอกศาลได้ เมื่อโจทก์และจำเลยสมัครใจได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเป็นหนังสือ และลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย โดยมีข้อความระบุว่าจะไม่เรียกร้องค่าเสียหายหรือดำเนินคดีทางแพ่งเกี่ยวกับสัญญาว่าจ้างอันเป็นมูลเหตุให้จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทอีก เป็นการระงับข้อพิพาทในมูลหนี้ที่สั่งจ่ายเช็คพิพาท สัญญาประนีประนอมยอมความจึงบังคับกันได้ตามกฎหมาย มีผลทำให้สิทธิเรียกร้องหนี้ตามเช็คที่โจทก์ยอมสละนั้นระงับสิ้นไปและโจทก์ได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น แม้สัญญาประนีประนอมยอมความจะมีข้อตกลงว่าหากจำเลยผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งยอมให้โจทก์ดำเนินคดีอาญาต่อไปทันที และเมื่อจำเลยชำระหนี้เสร็จสิ้นแล้ว โจทก์ยอมให้หนี้ตามเช็คในคดีอาญาสิ้นผลผูกพันไปทั้งฉบับ โจทก์ตกลงว่าจะไปขอถอนฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้น ก็มิใช่เป็นเงื่อนไขบังคับก่อนที่เป็นผลให้มูลหนี้ระงับต่อเมื่อจำเลยปฏิบัติการชำระหนี้แก่โจทก์ครบถ้วนไม่ ดังนั้น มูลหนี้ที่ออกเช็คตามฟ้องจึงได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว คดีเป็นอันเลิกกันตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 สิทธิที่โจทก์จะนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปแล้ว ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นส่งคดีไปไกล่เกลี่ยยังศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทกระทรวงยุติธรรมตามความประสงค์ของโจทก์และจำเลยทั้งสอง ต่อมาโจทก์และจำเลยทั้งสองแถลงว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงกันได้และทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยจำเลยทั้งสองตกลงผ่อนชำระเงินตามเช็คจำนวน ๔ งวด งวดละ ๑๕,๐๐๐ บาท หากจำเลยทั้งสองชำระเงินครบถ้วนแล้วจะถอนฟ้องรายละเอียดปรากฏตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๔๐ แล้ววินิจฉัยว่า สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวทำขึ้นโดยความสมัครใจของโจทก์และจำเลยทั้งสอง ไม่จำเป็นต้องกระทำต่อหน้าศาลหรือต่อผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนเสมอไปอาจกระทำกันนอกศาลได้ ทั้งมิใช่พยานหลักฐานที่เกิดจากแรงจูงใจหรือคำมั่นที่ผิดข้อตกลงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๖ ดังที่โจทก์อ้าง เมื่อโจทก์และจำเลยทั้งสองได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย โดยมีข้อความระบุว่าจะไม่เรียกร้องค่าเสียหายหรือดำเนินคดีทางแพ่ง เกี่ยวกับสัญญาว่าจ้างอันเป็นมูลเหตุให้จำเลยทั้งสองสั่งจ่ายเช็คพิพาทคดีนี้อีก เป็นการระงับข้อพิพาทในมูลหนี้ที่สั่งจ่ายเช็คพิพาท สัญญาประนีประนอมยอมความจึงบังคับกันได้ตามกฎหมาย มีผลทำให้สิทธิเรียกร้องหนี้ตามเช็คที่โจทก์ยอมสละนั้นระงับสิ้นไปและโจทก์ได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น แม้สัญญาประนีประนอมยอมความจะมีข้อตกลงว่าหากจำเลยทั้งสองผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งยอมให้โจทก์ดำเนินคดีอาญาต่อไปทันทีและเมื่อจำเลยทั้งสองชำระหนี้เสร็จสิ้นแล้ว โจทก์ยอมให้หนี้ตามเช็คในคดีอาญาสิ้นผลผูกพันไปทั้งฉบับ โจทก์ตกลงว่าจะไปขอถอนฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้น ก็มิใช่เป็นเงื่อนไขบังคับก่อนที่เป็นผลให้มูลหนี้ระงับต่อเมื่อจำเลยทั้งสองปฏิบัติการชำระหนี้แกโจทก์ครบถ้วนไม่ ดังนั้น มูลหนี้ที่ออกเช็คตามฟ้องจึงได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว คดีเป็นอันเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๗ สิทธิที่โจทก์นำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำหน่ายคดีชอบแล้ว พิพากษายืน. (ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์-จำรูญ แสนภักดี-วสันต์ ตรีสุวรรณ) ศาลแขวงพระนครเหนือ - นางสาวธัญลักษณ์ นาควัชระ ศาลอุทธรณ์ - นายวรพจน์ วิไลชนม์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
67166
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงพระนครเหนือ",
        "judge": "นางสาวธัญลักษณ์ นาควัชระ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายวรพจน์ วิไลชนม์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082067170"
    }
}
date
2544
deka_no
893/2544
deka_running_no
893
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์",
    "จำรูญ แสนภักดี",
    "วสันต์ ตรีสุวรรณ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 850",
            "ม. 852"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 39 (2)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534",
        "sections": [
            "ม. 7"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสุทิน ญานเกียรติพงศ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัดศิลป์ลิษา กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปแล้ว ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นส่งคดีไปไกล่เกลี่ยยังศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทกระทรวงยุติธรรมตามความประสงค์ของโจทก์และจำเลยทั้งสอง ต่อมาโจทก์และจำเลยทั้งสองแถลงว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงกันได้และทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยจำเลยทั้งสองตกลงผ่อนชำระเงินตามเช็คจำนวน ๔ งวด งวดละ ๑๕,๐๐๐ บาท หากจำเลยทั้งสองชำระเงินครบถ้วนแล้วจะถอนฟ้องรายละเอียดปรากฏตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๔๐ แล้ววินิจฉัยว่า สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวทำขึ้นโดยความสมัครใจของโจทก์และจำเลยทั้งสอง ไม่จำเป็นต้องกระทำต่อหน้าศาลหรือต่อผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนเสมอไปอาจกระทำกันนอกศาลได้ ทั้งมิใช่พยานหลักฐานที่เกิดจากแรงจูงใจหรือคำมั่นที่ผิดข้อตกลงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๖ ดังที่โจทก์อ้าง เมื่อโจทก์และจำเลยทั้งสองได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย โดยมีข้อความระบุว่าจะไม่เรียกร้องค่าเสียหายหรือดำเนินคดีทางแพ่ง เกี่ยวกับสัญญาว่าจ้างอันเป็นมูลเหตุให้จำเลยทั้งสองสั่งจ่ายเช็คพิพาทคดีนี้อีก เป็นการระงับข้อพิพาทในมูลหนี้ที่สั่งจ่ายเช็คพิพาท สัญญาประนีประนอมยอมความจึงบังคับกันได้ตามกฎหมาย มีผลทำให้สิทธิเรียกร้องหนี้ตามเช็คที่โจทก์ยอมสละนั้นระงับสิ้นไปและโจทก์ได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น แม้สัญญาประนีประนอมยอมความจะมีข้อตกลงว่าหากจำเลยทั้งสองผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งยอมให้โจทก์ดำเนินคดีอาญาต่อไปทันทีและเมื่อจำเลยทั้งสองชำระหนี้เสร็จสิ้นแล้ว โจทก์ยอมให้หนี้ตามเช็คในคดีอาญาสิ้นผลผูกพันไปทั้งฉบับ โจทก์ตกลงว่าจะไปขอถอนฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้น ก็มิใช่เป็นเงื่อนไขบังคับก่อนที่เป็นผลให้มูลหนี้ระงับต่อเมื่อจำเลยทั้งสองปฏิบัติการชำระหนี้แกโจทก์ครบถ้วนไม่ ดังนั้น มูลหนี้ที่ออกเช็คตามฟ้องจึงได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว คดีเป็นอันเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๗ สิทธิที่โจทก์นำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำหน่ายคดีชอบแล้ว

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001137.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544