คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9738/2544 ฉบับเต็ม

#67169
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9738/2544 นายนเรศฤทธิ์ สุเชาวนกุล โจทก์ นายนเรศฤทธิ์ สุเชาวนกุล ผู้ถูกกล่าวหา นายเกรียงไกร ปริญญาพล กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 17, มาตรา 67 ป.วิ.พ. มาตรา 31, มาตรา 31 (4) การกระทำความผิดด้วยความจำเป็นตาม ป.อ. มาตรา 67 แบ่งออกเป็น 2 ประการ ประการแรกเป็นความจำเป็นเพราะอยู่ในที่บังคับซึ่งการบังคับหรือบงการให้กระทำที่เป็นความผิดนั้นมาจากภายนอก ผู้ถูกบังคับมิได้คิดริเริ่มกระทำการนั้นขึ้นด้วยใจตนเอง แต่เป็นเพราะไม่มีทางที่จะทำอย่างอื่นใด อีกประการหนึ่งก็คือเป็นความจำเป็นซึ่งไม่มีการบังคับหรือบงการให้กระทำแต่มีภยันตรายที่จะต้องหลีกเลี่ยงและผู้กระทำเลือกหลีกเลี่ยงภยันตรายโดยวิธีกระทำการอันเป็นความผิดด้วยความคิดริเริ่มของตน แม้อาจทำอย่างอื่นได้ แต่การกระทำอย่างอื่นนั้นก็ยังทำความเสียหายแก่ผู้อื่นอยู่นั่นเอง ดังนั้น การกระทำด้วยความจำเป็นตาม ป.อ. มาตรา 67 อันเป็นมูลเหตุแห่งการยกเว้นโทษจึงไม่ใช่สิทธิ แต่เป็นการกระทำที่ไม่ใช่การกระทำโดยผู้กระทำมีจิตใจเป็นอิสระ แต่กระทำโดยถูกผู้อื่นหรือเหตุการณ์อื่นบังคับอีกชั้นหนึ่ง ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลเป็นความผิดต่อศาล และการลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาลก็เป็นอำนาจของศาลโดยเฉพาะ เมื่อปรากฏว่าเอกสารที่โจทก์อ้างถึงในคดีสูญหายไปจากสำนวนความของศาล ต่อมาผู้ถูกกล่าวหาได้นำเอกสารเหล่านั้นมามอบคืนศาลชั้นต้น โดยผู้ถูกกล่าวหาเมื่อได้รับเอกสารดังกล่าวคืนมาแล้วยังคงเก็บเอกสารดังกล่าวไว้อีก 2 ถึง 3 วัน โดยไม่นำมาส่งคืนศาล และการเก็บเอกสารเช่นว่านั้นก็มิได้รับอนุญาตจากศาล การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาหาใช่เป็นเพราะอยู่ในที่บังคับหรือภายใต้อำนาจซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนได้ การกระทำของผู้กล่าวหาจึงมิใช่กระทำความผิดด้วยความจำเป็นอันจะทำให้ไม่ต้องรับโทษ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากระหว่างการพิจารณาคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๗๗๕/๒๕๓๗ ของศาลชั้นต้น เจ้าพนักงานศาลได้รายงานต่อศาลว่า เอกสารที่โจทก์ส่งอ้างในคดีซึ่งศาลหมาย จ. ๙ และ จ. ๑๐ สูญหายไปจากสำนวนความของศาล ต่อมาผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวนำเอกสารมามอบคืนศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นเห็นว่า แม้ผู้ถูกกล่าวหาจะมิได้ยอมรับโดยตรงว่าเป็นผู้เอาเอกสารทั้ง ๒ ฉบับ ซึ่งอยู่ในระหว่างพิจารณาไปจากศาล แต่เมื่อผู้ถูกกล่าวหาได้รับเอกสารทั้ง ๒ ฉบับคืน ได้เก็บเอกสารทั้ง ๒ ฉบับไว้เป็นเวลา ๒ ถึง ๓ วัน โดยมิได้รับอนุญาตจากศาล เป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล เป็นการกระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๑ (๑) , ๓๓ ให้ปรับ ๕๐๐ บาท ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ , ๓๐ ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน ผู้ถูกกล่าวหาฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาว่า คดีมีเหตุที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ควรได้รับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๗ หรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติในเรื่องการกระทำความผิดด้วยความจำเป็นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๗ แบ่งแยกความจำเป็นออกเป็น ๒ ประการ กล่าวคือ ประการแรกเป็นความจำเป็นเพราะอยู่ในที่บังคับซึ่งการบังคับหรือบงการให้กระทำที่เป็นความผิดนั้นมาจากภายนอก ผู้ถูกบังคับมิได้คิดริเริ่มกระทำการนั้นขึ้นด้วยใจตนเอง แต่เป็นเพราะไม่มีทางที่จะทำอย่างอื่นได้ หรืออีกประการหนึ่งก็คือเป็นความจำเป็นซึ่งไม่มีการบังคับหรือบงการให้กระทำ แต่มีภยันตรายที่จะต้องหลีกเลี่ยงและผู้กระทำเลือกหลีกเลี่ยงภยันตรายโดยวิธีกระทำการอันเป็นความผิดด้วยความคิดริเริ่มของตน แม้อาจทำอย่างอื่นได้ แต่การกระทำอย่างอื่นนั้นก็ยังทำความเสียหายแก่ผู้อื่นอยู่นั่นเอง ดังนั้น การกระทำด้วยความจำเป็นอันเป็นมูลเหตุแห่งการยกเว้นโทษจึงไม่ใช่สิทธิแต่เป็นการกระทำที่ไม่ใช่การกระทำโดยผู้กระทำมีจิตใจเป็นอิสระ แต่กระทำโดยถูกผู้อื่นหรือเหตุการณ์อื่นบังคับอีกชั้นหนึ่ง ส่วนความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลนั้น เป็นความผิดต่อศาลและการลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาลก็เป็นอำนาจของศาลโดยเฉพาะ ซึ่งตามพฤติการณ์แห่งคดีปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาเมื่อได้รับเอกสารหมาย จ. ๙ และ จ. ๑๐ คืนมาแล้วยังคงเก็บเอกสารดังกล่าวไว้อีก ๒ ถึง ๓ วัน โดยไม่นำมาส่งคืนศาล และการเก็บเอกสารเช่นว่านั้นก็มิได้รับอนุญาตจากศาล การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเช่นนี้หาใช่เป็นเพราะอยู่ในที่บังคับหรือภายใต้อำนาจซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนได้แต่อย่างใด การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาจึงมิใช่ความผิดด้วยความจำเป็นอันจะทำให้ไม่ต้องรับโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษาลงโทษผู้ถูกกล่าวหามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลล่างลงโทษปรับผู้ถูกกล่าวหา ๕๐๐ บาท นั้น เห็นว่าหนักเกินไป สมควรแก้ไขเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดี พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับ ๒๐๐ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔. (ปรีดี รุ่งวิสัย-อัธยา ดิษยบุตร-สมศักดิ์ เนตรมัย) ศาลจังหวัดสกลนคร - นายสมยศ ชัยประเสริฐ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายเอกชัย ชินณพงศ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
67169
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสกลนคร",
        "judge": "นายสมยศ ชัยประเสริฐ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายเอกชัย ชินณพงศ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082058537"
    }
}
date
2544
deka_no
9738/2544
deka_running_no
9738
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "ปรีดี รุ่งวิสัย",
    "อัธยา ดิษยบุตร",
    "สมศักดิ์ เนตรมัย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 17",
            "ม. 67"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 31",
            "ม. 31 (4)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายนเรศฤทธิ์ สุเชาวนกุล"
    },
    {
        "role": "ผู้ถูกกล่าวหา",
        "name": "นายนเรศฤทธิ์ สุเชาวนกุล"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายเกรียงไกร ปริญญาพล กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากระหว่างการพิจารณาคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๗๗๕/๒๕๓๗ ของศาลชั้นต้น เจ้าพนักงานศาลได้รายงานต่อศาลว่า เอกสารที่โจทก์ส่งอ้างในคดีซึ่งศาลหมาย จ. ๙ และ จ. ๑๐ สูญหายไปจากสำนวนความของศาล ต่อมาผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวนำเอกสารมามอบคืนศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นเห็นว่า แม้ผู้ถูกกล่าวหาจะมิได้ยอมรับโดยตรงว่าเป็นผู้เอาเอกสารทั้ง ๒ ฉบับ ซึ่งอยู่ในระหว่างพิจารณาไปจากศาล แต่เมื่อผู้ถูกกล่าวหาได้รับเอกสารทั้ง ๒ ฉบับคืน ได้เก็บเอกสารทั้ง ๒ ฉบับไว้เป็นเวลา ๒ ถึง ๓ วัน โดยมิได้รับอนุญาตจากศาล เป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล เป็นการกระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๑ (๑) , ๓๓ ให้ปรับ ๕๐๐ บาท ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ , ๓๐

ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน

ผู้ถูกกล่าวหาฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาว่า คดีมีเหตุที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ควรได้รับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๗ หรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติในเรื่องการกระทำความผิดด้วยความจำเป็นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๗ แบ่งแยกความจำเป็นออกเป็น ๒ ประการ กล่าวคือ ประการแรกเป็นความจำเป็นเพราะอยู่ในที่บังคับซึ่งการบังคับหรือบงการให้กระทำที่เป็นความผิดนั้นมาจากภายนอก ผู้ถูกบังคับมิได้คิดริเริ่มกระทำการนั้นขึ้นด้วยใจตนเอง แต่เป็นเพราะไม่มีทางที่จะทำอย่างอื่นได้ หรืออีกประการหนึ่งก็คือเป็นความจำเป็นซึ่งไม่มีการบังคับหรือบงการให้กระทำ แต่มีภยันตรายที่จะต้องหลีกเลี่ยงและผู้กระทำเลือกหลีกเลี่ยงภยันตรายโดยวิธีกระทำการอันเป็นความผิดด้วยความคิดริเริ่มของตน แม้อาจทำอย่างอื่นได้ แต่การกระทำอย่างอื่นนั้นก็ยังทำความเสียหายแก่ผู้อื่นอยู่นั่นเอง ดังนั้น การกระทำด้วยความจำเป็นอันเป็นมูลเหตุแห่งการยกเว้นโทษจึงไม่ใช่สิทธิแต่เป็นการกระทำที่ไม่ใช่การกระทำโดยผู้กระทำมีจิตใจเป็นอิสระ แต่กระทำโดยถูกผู้อื่นหรือเหตุการณ์อื่นบังคับอีกชั้นหนึ่ง ส่วนความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลนั้น เป็นความผิดต่อศาลและการลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาลก็เป็นอำนาจของศาลโดยเฉพาะ ซึ่งตามพฤติการณ์แห่งคดีปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาเมื่อได้รับเอกสารหมาย จ. ๙ และ จ. ๑๐ คืนมาแล้วยังคงเก็บเอกสารดังกล่าวไว้อีก ๒ ถึง ๓ วัน โดยไม่นำมาส่งคืนศาล และการเก็บเอกสารเช่นว่านั้นก็มิได้รับอนุญาตจากศาล การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเช่นนี้หาใช่เป็นเพราะอยู่ในที่บังคับหรือภายใต้อำนาจซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนได้แต่อย่างใด การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาจึงมิใช่ความผิดด้วยความจำเป็นอันจะทำให้ไม่ต้องรับโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษาลงโทษผู้ถูกกล่าวหามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลล่างลงโทษปรับผู้ถูกกล่าวหา ๕๐๐ บาท นั้น เห็นว่าหนักเกินไป สมควรแก้ไขเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดี

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับ ๒๐๐ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001059.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544