คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2646/2544 ฉบับเต็ม

#67176
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2646/2544 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายวรวุฒิหรือวรวิทย์ สมีแก้ว กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 15, มาตรา 212, มาตรา 219, มาตรา 225, มาตรา 226, มาตรา 227 ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกับ ส. มีเฮโรอีนจำนวน 16 หลอด และมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 76 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10 เม็ด ไว้ในครองครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ส่วนเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนที่เหลือเป็นของ ส. โดยจำเลยทั้งสองมิได้ร่วมกับ ส. มีเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว โจทก์มิได้อุทธรณ์ ปัญหาที่ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับ ส. มีเฮโรอีนจำนวน 16 หลอด และเมทแอมเฟตามีนจำนวน 66 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่จึงยุติไป โจทก์จะโต้เถียงในชั้นฎีกาว่า ตามพฤติการณ์แห่งคดีฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับ ส. มีเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีน ดังกล่าวไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตหาได้ไม่ เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ แล้วคงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะโทษเป็นจำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 6 เดือน ปรับ 7,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก จำเลยที่ 2 ไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งศาลอุทธรณ์ยังคงลงโทษจำเลยที่ 2 ไม่เกินกำหนดดังกล่าว จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ที่โจทก์ฎีกาว่า ตามพฤติการณ์แห่งคดีฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับ ส. มีเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาตและขอให้ลงโทษสถานหนักโดยไม่รอการลงโทษให้จำเลยที่ 2 นั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและการกำหนดโทษของศาลว่าสมควรลงโทษจำเลยที่ 2 เพียงใด อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อขณะค้นพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10 เม็ด ของกลาง จำเลยที่ 1 นอนหลับอยู่บนเตียง แม้จะได้ความว่าจำเลยทั้งสองเช่าห้องพักที่เกิดเหตุอยู่ด้วยกัน เมื่อโจทก์ไม่สามารถนำสืบให้ศาลเห็นถึงพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10 เม็ด ไว้ในครอบครองจึงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 6 เดือน ที่ถูกต้องจำคุก 9 เดือน แต่โจทก์มิได้ฎีกาขอให้ลงโทษให้ถูกต้อง และที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 โดยไม่รอการลงโทษ ก็เป็นฎีกาที่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 คดีของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงไม่อาจขึ้นมาสู่การวินิจฉัย ของศาลฎีกา ศาลฎีกาไม่อาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 2 ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๕, ๖๗, ๙๗, ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๕๘ ริบของกลาง เพิ่มโทษและบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ ๑ ที่รอการลงโทษไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ ๔๖๑๘/๒๕๓๙ ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษในคดีนี้ จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ ๑ ยอมรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและบวกโทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๗ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ จำคุกคนละ ๒ ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่ การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุกคนละ ๑ ปี ๖ เดือน เพิ่มโทษจำเลยที่ ๑ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙๗ กึ่งหนึ่ง เป็นจำคุก ๒ ปี ๓ เดือน จำเลยที่ ๑ ถูกบวกโทษจำคุกในคดีหมายเลขแดงที่ ๒๘๓๘/๒๕๔๐ แล้ว จึงไม่อาจบวกโทษได้อีก ศาลมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ๓๔๘๘/๒๕๔๑ ให้ริบของกลางทั้งหมดแล้ว จึงไม่อาจริบซ้ำได้อีก ยกคำขอส่วนนี้และข้อหาอื่น จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๒ มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๗ จำคุก ๑ ปี และปรับ ๑๐,๐๐๐ บาท อีกสถานหนึ่ง จำเลยที่ ๒ ให้การรับสารภาพชั้นจับกุม ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หนึ่งในสี่ คงจำคุก ๖ เดือน ปรับ ๗,๕๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ มีกำหนด ๒ ปี ให้จำเลยที่ ๒ ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก ๒ เดือน เป็นเวลา ๑ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ จำเลยที่ ๒ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับ จำเลยที่ ๑ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้วสำหรับปัญหาตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ ๑ ร่วมกับนางสาวสมปรารถนามีเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนของกลางตามฟ้องไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกับนางสาวสมปรารถนามีเฮโรอีนจำนวน ๑๖ หลอด และเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๗๖ เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๑๐ เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ส่วนเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนที่เหลือเป็นของนางสาว สมปรารถนา โดยจำเลยทั้งสองมิได้ร่วมกับนางสาวสมปรารถนามีเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวแต่อย่างใด โจทก์มิได้อุทธรณ์ ดังนั้น ปัญหาที่ว่าจำเลยที่ ๑ ร่วมกับนางสาวสมปรารถนามีเฮโรอีนจำนวน ๑๖ หลอด และเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๖๖ เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ จึงยุติไปแล้ว โจทก์จะมาโต้เถียงในชั้นฎีกาว่า ตามพฤติการณ์แห่งคดีฟังได้ว่าจำเลยที่ ๑ ร่วมกับนางสาวสมปรารถนามีเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนของกลางดังกล่าวไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตหาได้ไม่ เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ ๒ ร่วมกับนางสาวสมปรารถนามีเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๒ สถานหนักโดยไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ ๒ นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๒ ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ แล้วคงจำคุก ๑ ปี ๖ เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นจำคุก ๑ ปี และปรับ ๑๐,๐๐๐ บาท ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก ๖ เดือน ปรับ ๗,๕๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๒ ไม่เกิน ๒ ปี หรือปรับไม่เกิน ๔๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งศาลอุทธรณ์ยังคงลงโทษจำเลยที่ ๒ ไม่เกินกำหนดดังกล่าว จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๙ ที่โจทก์ฎีกาว่า ตามพฤติการณ์แห่งคดีฟังได้ว่าจำเลยที่ ๒ ร่วมกับนางสาวสมปรารถนามีเฮโรอีนและ เมทแอมเฟตามีนตามฟ้องไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๒ สถานหนักโดยไม่รอ การลงโทษให้จำเลยที่ ๒ นั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและการกำหนดโทษของศาลว่า สมควรลงโทษจำเลยที่ ๒ เพียงใด อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ ๑ ร่วมกับจำเลยที่ ๒ มีเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๑๐ เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่? เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบมา คงรับฟังได้เพียงว่า เมื่อไปถึงห้องเช่าที่เกิดเหตุปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ นอนหลับอยู่บนเตียง จำเลยที่ ๒ นั่งอยู่ข้างเตียง พบกีตาร์วางอยู่บนเตียง และมีเมทแอมเฟตามีนครึ่งเม็ดวางอยู่ข้าง ๆกีตาร์ เมื่อยกกีตาร์ขึ้นพบกล่องเครื่องคิดเลขวางอยู่ภายในกล่องมี เมทแอมเฟตามีนจำนวน ๑๐ เม็ด จำเลยที่ ๒ รับว่าเป็นของจำเลยที่ ๒ ดังนั้น เมื่อขณะค้นพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๑๐ เม็ด จำเลยที่ ๑ นอนหลับอยู่บนเตียงเท่านั้น จึงไม่มีพฤติการณ์ที่แสดงว่าจำเลยที่ ๑ ร่วมรู้เห็นกับจำเลยที่ ๒ มี เมทแอมเฟตามีนจำนวน ๑๐ เม็ด ไว้ในครอบครอง แม้จะได้ความว่าจำเลยทั้งสองเช่าห้องพักที่เกิดเหตุอยู่ด้วยกันก็ตาม ก็ไม่ได้แสดงว่าจำเลยที่ ๑ ต้องร่วมรู้เห็นกับจำเลยที่ ๒ มีเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๑๐ เม็ด ไว้ในครอบครอง? เมื่อโจทก์นำสืบให้ศาลเห็นถึงพฤติการณ์ที่จำเลยที่ ๑ ร่วมกับจำเลยที่ ๒ มีเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๑๐ เม็ด ไว้ในครอบครองไม่ได้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ ๑ ร่วมกับจำเลยที่ ๒ มีเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๑๐ เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๑ นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง เฉพาะโทษจำคุกที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษแก่จำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๑ ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก ๖ เดือน นั้นไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องคงจำคุก ๙ เดือน แต่เมื่อโจทก์มิได้ฎีกาขอให้ลงโทษให้ถูกต้อง และที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๒ โดยไม่รอการลงโทษก็เป็นฎีกาที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๙ คดีของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ ๒ จึงไม่อาจขึ้นมาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกา ดังนั้น ศาลฎีกาไม่อาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ ๒ ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๒ ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕ พิพากษายืน. (วิชัย วิสิทธวงศ์-ไพศาล เจริญวุฒิ-สมชัย เกษชุมพล) ศาลอาญา - นางลัดดาวัลย์ ศรศักดา ศาลอุทธรณ์ - นายพิชัย คุ้มพงษ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
67176
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญา",
        "judge": "นางลัดดาวัลย์ ศรศักดา"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายพิชัย คุ้มพงษ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082065152"
    }
}
date
2544
deka_no
2646/2544
deka_running_no
2646
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "วิชัย วิสิทธวงศ์",
    "ไพศาล เจริญวุฒิ",
    "สมชัย เกษชุมพล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 15",
            "ม. 212",
            "ม. 219",
            "ม. 225",
            "ม. 226",
            "ม. 227"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 249 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายวรวุฒิหรือวรวิทย์ สมีแก้ว กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๕, ๖๗, ๙๗, ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๕๘ ริบของกลาง เพิ่มโทษและบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ ๑ ที่รอการลงโทษไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ ๔๖๑๘/๒๕๓๙ ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษในคดีนี้

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ ๑ ยอมรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและบวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๗ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ จำคุกคนละ ๒ ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่ การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุกคนละ ๑ ปี ๖ เดือน เพิ่มโทษจำเลยที่ ๑ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙๗ กึ่งหนึ่ง เป็นจำคุก ๒ ปี ๓ เดือน จำเลยที่ ๑ ถูกบวกโทษจำคุกในคดีหมายเลขแดงที่ ๒๘๓๘/๒๕๔๐ แล้ว จึงไม่อาจบวกโทษได้อีก ศาลมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ๓๔๘๘/๒๕๔๑ ให้ริบของกลางทั้งหมดแล้ว จึงไม่อาจริบซ้ำได้อีก ยกคำขอส่วนนี้และข้อหาอื่น

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๒ มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๗ จำคุก ๑ ปี และปรับ ๑๐,๐๐๐ บาท อีกสถานหนึ่ง จำเลยที่ ๒ ให้การรับสารภาพชั้นจับกุม ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หนึ่งในสี่ คงจำคุก ๖ เดือน ปรับ ๗,๕๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ มีกำหนด ๒ ปี ให้จำเลยที่ ๒ ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก ๒ เดือน เป็นเวลา ๑ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ จำเลยที่ ๒ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับ จำเลยที่ ๑ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้วสำหรับปัญหาตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ ๑ ร่วมกับนางสาวสมปรารถนามีเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนของกลางตามฟ้องไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกับนางสาวสมปรารถนามีเฮโรอีนจำนวน ๑๖ หลอด และเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๗๖ เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๑๐ เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ส่วนเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนที่เหลือเป็นของนางสาว สมปรารถนา โดยจำเลยทั้งสองมิได้ร่วมกับนางสาวสมปรารถนามีเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวแต่อย่างใด โจทก์มิได้อุทธรณ์ ดังนั้น ปัญหาที่ว่าจำเลยที่ ๑ ร่วมกับนางสาวสมปรารถนามีเฮโรอีนจำนวน ๑๖ หลอด และเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๖๖ เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ จึงยุติไปแล้ว โจทก์จะมาโต้เถียงในชั้นฎีกาว่า ตามพฤติการณ์แห่งคดีฟังได้ว่าจำเลยที่ ๑ ร่วมกับนางสาวสมปรารถนามีเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนของกลางดังกล่าวไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตหาได้ไม่ เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ ๒ ร่วมกับนางสาวสมปรารถนามีเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๒ สถานหนักโดยไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ ๒ นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๒ ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ แล้วคงจำคุก ๑ ปี ๖ เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นจำคุก ๑ ปี และปรับ ๑๐,๐๐๐ บาท ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก ๖ เดือน ปรับ ๗,๕๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๒ ไม่เกิน ๒ ปี หรือปรับไม่เกิน ๔๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งศาลอุทธรณ์ยังคงลงโทษจำเลยที่ ๒ ไม่เกินกำหนดดังกล่าว จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๙ ที่โจทก์ฎีกาว่า ตามพฤติการณ์แห่งคดีฟังได้ว่าจำเลยที่ ๒ ร่วมกับนางสาวสมปรารถนามีเฮโรอีนและ เมทแอมเฟตามีนตามฟ้องไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๒ สถานหนักโดยไม่รอ การลงโทษให้จำเลยที่ ๒ นั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและการกำหนดโทษของศาลว่า สมควรลงโทษจำเลยที่ ๒ เพียงใด อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ ๑ ร่วมกับจำเลยที่ ๒ มีเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๑๐ เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่? เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบมา คงรับฟังได้เพียงว่า เมื่อไปถึงห้องเช่าที่เกิดเหตุปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ นอนหลับอยู่บนเตียง จำเลยที่ ๒ นั่งอยู่ข้างเตียง พบกีตาร์วางอยู่บนเตียง และมีเมทแอมเฟตามีนครึ่งเม็ดวางอยู่ข้าง ๆกีตาร์ เมื่อยกกีตาร์ขึ้นพบกล่องเครื่องคิดเลขวางอยู่ภายในกล่องมี เมทแอมเฟตามีนจำนวน ๑๐ เม็ด จำเลยที่ ๒ รับว่าเป็นของจำเลยที่ ๒ ดังนั้น เมื่อขณะค้นพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๑๐ เม็ด จำเลยที่ ๑ นอนหลับอยู่บนเตียงเท่านั้น จึงไม่มีพฤติการณ์ที่แสดงว่าจำเลยที่ ๑ ร่วมรู้เห็นกับจำเลยที่ ๒ มี เมทแอมเฟตามีนจำนวน ๑๐ เม็ด ไว้ในครอบครอง แม้จะได้ความว่าจำเลยทั้งสองเช่าห้องพักที่เกิดเหตุอยู่ด้วยกันก็ตาม ก็ไม่ได้แสดงว่าจำเลยที่ ๑ ต้องร่วมรู้เห็นกับจำเลยที่ ๒ มีเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๑๐ เม็ด ไว้ในครอบครอง? เมื่อโจทก์นำสืบให้ศาลเห็นถึงพฤติการณ์ที่จำเลยที่ ๑ ร่วมกับจำเลยที่ ๒ มีเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๑๐ เม็ด ไว้ในครอบครองไม่ได้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ ๑ ร่วมกับจำเลยที่ ๒ มีเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๑๐ เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๑ นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เฉพาะโทษจำคุกที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษแก่จำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๑ ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก ๖ เดือน นั้นไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องคงจำคุก ๙ เดือน แต่เมื่อโจทก์มิได้ฎีกาขอให้ลงโทษให้ถูกต้อง และที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๒ โดยไม่รอการลงโทษก็เป็นฎีกาที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๙ คดีของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ ๒ จึงไม่อาจขึ้นมาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกา ดังนั้น ศาลฎีกาไม่อาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ ๒ ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๒ ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001119.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544