คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 141/2565 ฉบับเต็ม

#679242
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 141/2565 พนักงานอัยการจังหวัด โจทก์ นาย อ. จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 15, มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 216 วรรคหนึ่ง, มาตรา 225 ป.วิ.พ. มาตรา 23, มาตรา 27, มาตรา 144 วรรคหนึ่ง คำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาครั้งแรกของจำเลยไม่ปรากฏพฤติการณ์พิเศษและเหตุสุดวิสัยที่ไม่สามารถยื่นคำร้องก่อนสิ้นระยะเวลาได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลย ถือว่าศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาของจำเลยไปแล้ว การที่จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาครั้งต่อมา จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องขอขยายระยะเวลาครั้งหลัง อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาแก่จำเลยจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 23 มาตรา 144 วรรคหนึ่ง และถือว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 92, 279, 283 ทวิ, 317 เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสาม จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง (เดิม), 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารและฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยใช้กำลังประทุษร้าย เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยใช้กำลังประทุษร้าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี เพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 กระทงละหนึ่งในสาม ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยใช้กำลังประทุษร้าย จำคุก 4 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปี 8 เดือน รวมจำคุก 10 ปี 8 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า ฎีกาของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2563 ครบกำหนดยื่นฎีกาวันที่ 28 พฤษภาคม 2563 จำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 15 มิถุนายน 2563 ผ่านทางเรือนจำจังหวัดพิษณุโลก ขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาออกไปอีก 30 วัน โดยไม่ได้ระบุพฤติการณ์พิเศษและเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ไม่อาจขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลายื่นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องเนื่องจากจำเลยยื่นคำร้องเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย และแจ้งคำสั่งดังกล่าวไปยังเรือนจำจังหวัดพิษณุโลกเพื่อแจ้งให้จำเลยทราบ จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาครั้งที่ 2 ผ่านทางเรือนจำจังหวัดพิษณุโลก ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2563 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องด้วยเหตุผลเดียวกับที่สั่งยกคำร้องจำเลยฉบับแรก และแจ้งคำสั่งไปยังเรือนจำจังหวัดพิษณุโลก จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาครั้งที่ 3 ผ่านทางเรือนจำจังหวัดพิษณุโลก ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 7 สิงหาคม 2563 อ้างเหตุที่มิได้ยื่นคำร้องขอก่อนสิ้นระยะเวลายื่นฎีกา เนื่องจากรัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทำให้ทนายจำเลยไม่สามารถเดินทางมายื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาได้ ประกอบกับจำเลยถูกคุมขังในเรือนจำ ซึ่งกรมราชทัณฑ์ประกาศงดการเยี่ยม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาสองฉบับแรกจำเลยมิได้กล่าวถึงพฤติการณ์พิเศษและเหตุสุดวิสัย และจำเลยมิได้ยื่นคำร้องภายในกำหนดเวลายื่นฎีกา ซึ่งจำเลยสามารถกระทำได้ผ่านทางพัศดีเรือนจำ จึงให้ยกคำร้อง และแจ้งคำสั่งไปยังเรือนจำจังหวัดพิษณุโลก ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอขขายระยะเวลายื่นฎีกาครั้งที่ 4 ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 1 มิถุนายน 2564 อ้างว่า จำเลยเข้าใจว่าทนายความได้ดำเนินการขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาและยื่นฎีกาตามกำหนดแล้ว ประกอบกับจำเลยมีปัญหากับญาติและครอบครัวของภริยาจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัย อนุญาตให้จำเลยยื่นฎีกาได้ภายในเวลาที่ศาลกำหนด เห็นว่า ขณะที่จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาครั้งแรกนั้นได้พ้นกำหนดเวลายื่นฎีกาแล้ว การที่ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาได้ต้องเป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัย เมื่อคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 15 มิถุนายน 2563 ไม่ปรากฏพฤติการณ์พิเศษและเหตุสุดวิสัยที่ไม่สามารถยื่นคำร้องก่อนสิ้นระยะเวลายื่นฎีกาได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยนั้น ถือว่าศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาของจำเลยไปแล้ว การที่จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาครั้งต่อมา จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องฉบับลงวันที่ 1 มิถุนายน 2564 อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาแก่จำเลยจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 มาตรา 144 วรรคหนึ่ง และถือว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ฎีกาของจำเลยยื่นเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จำเลยยื่นฎีกาได้ภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดตามคำร้องฉบับลงวันที่ 1 มิถุนายน 2564 และยกฎีกาของจำเลยโดยให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 (สุทิน นาคพงศ์-จิราวรรณ สุญาณวนิชกุล-ชูศักดิ์ จำปา) ศาลจังหวัดพิษณุโลก - นายทรงธน ติระการ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายวินัย อินประสิทธิ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2230/2564 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
679242
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดพิษณุโลก",
        "judge": "นายทรงธน ติระการ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 6",
        "judge": "นายวินัย อินประสิทธิ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081947496"
    }
}
date
2565
deka_no
141/2565
deka_running_no
141
deka_year
2565
department
แผนก
judges
[
    "สุทิน นาคพงศ์",
    "จิราวรรณ สุญาณวนิชกุล",
    "ชูศักดิ์ จำปา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 15",
            "ม. 195 วรรคสอง",
            "ม. 216 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 225"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 23",
            "ม. 27",
            "ม. 144 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย อ."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 92, 279, 283 ทวิ, 317 เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสาม

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง (เดิม), 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารและฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยใช้กำลังประทุษร้าย เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยใช้กำลังประทุษร้าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี เพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 กระทงละหนึ่งในสาม ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยใช้กำลังประทุษร้าย จำคุก 4 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปี 8 เดือน รวมจำคุก 10 ปี 8 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า ฎีกาของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2563 ครบกำหนดยื่นฎีกาวันที่ 28 พฤษภาคม 2563 จำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 15 มิถุนายน 2563 ผ่านทางเรือนจำจังหวัดพิษณุโลก ขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาออกไปอีก 30 วัน โดยไม่ได้ระบุพฤติการณ์พิเศษและเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ไม่อาจขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลายื่นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องเนื่องจากจำเลยยื่นคำร้องเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย และแจ้งคำสั่งดังกล่าวไปยังเรือนจำจังหวัดพิษณุโลกเพื่อแจ้งให้จำเลยทราบ จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาครั้งที่ 2 ผ่านทางเรือนจำจังหวัดพิษณุโลก ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2563 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องด้วยเหตุผลเดียวกับที่สั่งยกคำร้องจำเลยฉบับแรก และแจ้งคำสั่งไปยังเรือนจำจังหวัดพิษณุโลก จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาครั้งที่ 3 ผ่านทางเรือนจำจังหวัดพิษณุโลก ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 7 สิงหาคม 2563 อ้างเหตุที่มิได้ยื่นคำร้องขอก่อนสิ้นระยะเวลายื่นฎีกา เนื่องจากรัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทำให้ทนายจำเลยไม่สามารถเดินทางมายื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาได้ ประกอบกับจำเลยถูกคุมขังในเรือนจำ ซึ่งกรมราชทัณฑ์ประกาศงดการเยี่ยม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาสองฉบับแรกจำเลยมิได้กล่าวถึงพฤติการณ์พิเศษและเหตุสุดวิสัย และจำเลยมิได้ยื่นคำร้องภายในกำหนดเวลายื่นฎีกา ซึ่งจำเลยสามารถกระทำได้ผ่านทางพัศดีเรือนจำ จึงให้ยกคำร้อง และแจ้งคำสั่งไปยังเรือนจำจังหวัดพิษณุโลก ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอขขายระยะเวลายื่นฎีกาครั้งที่ 4 ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 1 มิถุนายน 2564 อ้างว่า จำเลยเข้าใจว่าทนายความได้ดำเนินการขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาและยื่นฎีกาตามกำหนดแล้ว ประกอบกับจำเลยมีปัญหากับญาติและครอบครัวของภริยาจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัย อนุญาตให้จำเลยยื่นฎีกาได้ภายในเวลาที่ศาลกำหนด เห็นว่า ขณะที่จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาครั้งแรกนั้นได้พ้นกำหนดเวลายื่นฎีกาแล้ว การที่ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาได้ต้องเป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัย เมื่อคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 15 มิถุนายน 2563 ไม่ปรากฏพฤติการณ์พิเศษและเหตุสุดวิสัยที่ไม่สามารถยื่นคำร้องก่อนสิ้นระยะเวลายื่นฎีกาได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยนั้น ถือว่าศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาของจำเลยไปแล้ว การที่จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาครั้งต่อมา จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องฉบับลงวันที่ 1 มิถุนายน 2564 อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาแก่จำเลยจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 มาตรา 144 วรรคหนึ่ง และถือว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ฎีกาของจำเลยยื่นเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จำเลยยื่นฎีกาได้ภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดตามคำร้องฉบับลงวันที่ 1 มิถุนายน 2564 และยกฎีกาของจำเลยโดยให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000078.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2230/2564
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2565