คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 483/2563 ฉบับเต็ม

#680201
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 483/2563 นาย ส. โจทก์ นางสาว ร. กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 83, มาตรา 187 ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5), มาตรา 195 วรรคสอง โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2554 โจทก์ไปหาจำเลยทั้งสองที่บ้านตามฟ้อง แต่ไม่พบจำเลยที่ 1 ทราบว่าย้ายออกจากบ้านนานแล้ว โดยนำทรัพย์สินภายในบ้านติดตัวไปด้วย ส่วนจำเลยที่ 2 โจทก์ไม่ทราบว่าทำงานอยู่ที่ใดเพราะปิดบังที่ทำงาน เพื่อไม่ให้โจทก์อายัดเงินเดือนของจำเลยที่ 2 ได้ ดังนั้น ฟ้องโจทก์ไม่บรรยายรายละเอียดในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 อย่างชัดแจ้ง การกระทำของจำเลยที่ 2 ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในฟ้องจึงไม่เป็นการทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ที่ตนรู้ว่าน่าจะถูกอายัด อันจะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 187 เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) และปัญหาว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่ขาดสาระสำคัญอันเป็นองค์ประกอบความผิดหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 187 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าดำเนินการทางคดี 10,000 บาท ให้แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 1 ไม่มีมูล ให้ประทับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 2 ยกฟ้องจำเลยที่ 1 โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้น อนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหายืม ค้ำประกัน เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.9966/2553 ของศาลแขวงพระนครเหนือ ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยเมื่อคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 14,000 บาท กับให้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จำเลยทั้งสองทราบคำบังคับแล้วแต่ไม่ชำระเงินตามคำพิพากษา โจทก์ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 2 ทำงานอยู่ที่ใด เพราะจำเลยที่ 2 ปิดบังสถานที่ทำงานเพื่อมิให้โจทก์อายัดเงินเดือนของจำเลยที่ 2 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 มีมูลประทับรับฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบได้ข้อเท็จจริงว่าเมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2554 โจทก์ไปหาจำเลยทั้งสองที่บ้านตามฟ้อง แต่ไม่พบจำเลยที่ 1 ทราบว่าย้ายออกจากบ้านนานแล้ว โดยนำทรัพย์สินภายในบ้านติดตัวไปด้วยส่วนจำเลยที่ 2 โจทก์ไม่ทราบว่าทำงานอยู่ที่ใดเพราะปิดบังที่ทำงาน เพื่อไม่ให้โจทก์อายัดเงินเดือนของจำเลยที่ 2 ได้ ดังนั้น ฟ้องโจทก์ไม่บรรยายรายละเอียดในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 อย่างชัดแจ้ง การกระทำของจำเลยที่ 2 ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในฟ้องจึงไม่เป็นการทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ที่ตนรู้ว่าน่าจะถูกอายัด อันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) คดีโจทก์จึงไม่มีมูลในส่วนของจำเลยที่ 2 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์ในผลคำพิพากษาที่ยกฟ้องโจทก์จากเหตุฟ้องไม่ครบองค์ประกอบความผิดดังกล่าว และปัญหาว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่ขาดสาระสำคัญอันเป็นองค์ประกอบความผิดหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลอุทธรณ์มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (กษิดิ์เดช จีนสลุต-ธราธร ศิลปโอสถ-ประยูร ณ ระนอง) ศาลแขวงพระนครเหนือ - นายถิรายุ สุวรรณรัตน์ ศาลอุทธรณ์ - นายอรรณพ จุฬาพิมพ์พันธุ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2546/2562 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
680201
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงพระนครเหนือ",
        "judge": "นายถิรายุ สุวรรณรัตน์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายอรรณพ จุฬาพิมพ์พันธุ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081952854"
    }
}
date
2563
deka_no
483/2563
deka_running_no
483
deka_year
2563
department
แผนก
judges
[
    "กษิดิ์เดช จีนสลุต",
    "ธราธร ศิลปโอสถ",
    "ประยูร ณ ระนอง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 83",
            "ม. 187"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 158 (5)",
            "ม. 195 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย ส."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาว ร. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 187 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าดำเนินการทางคดี 10,000 บาท ให้แก่โจทก์

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 1 ไม่มีมูล ให้ประทับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 2 ยกฟ้องจำเลยที่ 1

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้น อนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหายืม ค้ำประกัน เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.9966/2553 ของศาลแขวงพระนครเหนือ ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยเมื่อคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 14,000 บาท กับให้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จำเลยทั้งสองทราบคำบังคับแล้วแต่ไม่ชำระเงินตามคำพิพากษา โจทก์ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 2 ทำงานอยู่ที่ใด เพราะจำเลยที่ 2 ปิดบังสถานที่ทำงานเพื่อมิให้โจทก์อายัดเงินเดือนของจำเลยที่ 2

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 มีมูลประทับรับฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบได้ข้อเท็จจริงว่าเมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2554 โจทก์ไปหาจำเลยทั้งสองที่บ้านตามฟ้อง แต่ไม่พบจำเลยที่ 1 ทราบว่าย้ายออกจากบ้านนานแล้ว โดยนำทรัพย์สินภายในบ้านติดตัวไปด้วยส่วนจำเลยที่ 2 โจทก์ไม่ทราบว่าทำงานอยู่ที่ใดเพราะปิดบังที่ทำงาน เพื่อไม่ให้โจทก์อายัดเงินเดือนของจำเลยที่ 2 ได้ ดังนั้น ฟ้องโจทก์ไม่บรรยายรายละเอียดในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 อย่างชัดแจ้ง การกระทำของจำเลยที่ 2 ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในฟ้องจึงไม่เป็นการทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ที่ตนรู้ว่าน่าจะถูกอายัด อันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) คดีโจทก์จึงไม่มีมูลในส่วนของจำเลยที่ 2 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์ในผลคำพิพากษาที่ยกฟ้องโจทก์จากเหตุฟ้องไม่ครบองค์ประกอบความผิดดังกล่าว และปัญหาว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่ขาดสาระสำคัญอันเป็นองค์ประกอบความผิดหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลอุทธรณ์มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000125.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2546/2562
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2563