คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3884/2564 ฉบับเต็ม

#680493
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3884/2564 พนักงานอัยการจังหวัดมุกดาหาร โจทก์ นาง อ. จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 227/1 วรรคสอง แม้คำเบิกความของ ส. จะสอดคล้องกับบันทึกถ้อยคำที่ ส. ให้ถ้อยคำไว้ในชั้นไต่สวนข้อเท็จจริงของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติประจำจังหวัดมุกดาหารดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย แต่บันทึกถ้อยคำของ ส. ดังกล่าวไม่ใช่พยานหลักฐานอื่นที่มีแหล่งที่มาเป็นอิสระต่างหากจากคำเบิกความของ ส. อันเป็นพยานหลักฐานที่ต้องการพยานหลักฐานประกอบนั้น ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227/1 วรรคสอง คำเบิกความของ ส. ที่มีลักษณะเป็นคำซัดทอดจึงไม่มีพยานหลักฐานอื่นมารับฟังประกอบเพื่อลงโทษจำเลยได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335 ให้จำเลยคืนทรัพย์หรือใช้เงิน 200 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 83 จำคุก 1 ปีและปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้คู่ความฟัง หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยคืนทรัพย์หรือใช้เงิน 200 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นายสุรศักดิ์ จำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2747/2561 ของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นพนักงานขับรถขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองเอี่ยน ผู้เสียหาย นำรถยนต์ของผู้เสียหายไปเติมน้ำมันเชื้อเพลิงที่สถานีบริการน้ำมัน โดยใช้บิลน้ำมันเชื้อเพลิงของผู้เสียหาย ต่อมาสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติประจำจังหวัดมุกดาหารดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงตามหนังสือร้องเรียนที่กล่าวหาว่ามีการใช้บิลน้ำมันเชื้อเพลิงของผู้เสียหายไปเติมน้ำมันเชื้อเพลิงรถยนต์ส่วนตัว ซึ่งพนักงานไต่สวนประจำสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติดังกล่าวไต่สวนพยานไว้หลายคนรวมทั้งนายสุรศักดิ์ด้วย โดยนายสุรศักดิ์ให้ถ้อยคำว่า เมื่อนายสุรศักดิ์ขอบิลน้ำมันเชื้อเพลิง 1,000 บาท เพื่อนำไปเติมน้ำมันเชื้อเพลิงรถยนต์ของผู้เสียหาย จำเลยและเจ้าหน้าที่อื่นของผู้เสียหายจะขอแบ่งเติมน้ำมันเชื้อเพลิงด้วย 200 บาท โดยนายสุรศักดิ์เติมน้ำมันเชื้อเพลิงรถยนต์ของผู้เสียหายเพียง 800 บาท และจำเลยกับเจ้าหน้าที่อื่นจะนำรถยนต์ไปเติมน้ำมันเชื้อเพลิงส่วนที่เหลือ 200 บาทปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยร่วมกับพวกลักทรัพย์น้ำมันเชื้อเพลิงของผู้เสียหายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ เห็นว่า ตามคำเบิกความของนายสุรศักดิ์ที่อ้างว่า เมื่อนายสุรศักดิ์รับบิลน้ำมันเชื้อเพลิง 1,000 บาท เพื่อนำไปเติมน้ำมันเชื้อเพลิงรถยนต์ของผู้เสียหาย จำเลยขอแบ่งน้ำมันเชื้อเพลิงจากนายสุรศักดิ์ 200 บาท ก็ดี นายสุรศักดิ์เติมน้ำมันเชื้อเพลิงรถยนต์ของผู้เสียหายเพียง 800 บาท และแจ้งพนักงานสถานีบริการน้ำมันว่าจะมีคนมาเติมน้ำมันเชื้อเพลิงในภายหลังอีก 200 บาท ก็ดี นั้น ไม่ปรากฏว่าพนักงานสถานีบริการน้ำมันเป็นผู้ใด ส่วนตามคำเบิกความของนายศักดา พนักงานสถานีบริการน้ำมัน พยานโจทก์อีกปากหนึ่งได้ความเพียงว่าพนักงานขับรถยนต์ของผู้เสียหายนำรถยนต์ 2 คัน ของผู้เสียหายไปเติมน้ำมันเชื้อเพลิงคันละ 500 บาท โดยใช้บิลน้ำมันเชื้อเพลิง 1,000 บาท เท่านั้น และไม่ปรากฏว่าจำเลยไปเติมน้ำมันเชื้อเพลิงรถยนต์ส่วนตัวในภายหลังโดยใช้บิลน้ำมันของผู้เสียหาย หรือมีการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงในลักษณะที่นายสุรศักดิ์เบิกความกล่าวอ้าง คำเบิกความของนายสุรศักดิ์ที่มีลักษณะเป็นคำซัดทอดดังกล่าวจึงเลื่อนลอยปราศจากพยานสนับสนุน ไม่มีเหตุผลอันหนักแน่นในการรับฟัง แม้คำเบิกความของนายสุรศักดิ์จะสอดคล้องกับบันทึกถ้อยคำที่นายสุรศักดิ์ให้ถ้อยคำไว้ในชั้นไต่สวนข้อเท็จจริงของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติประจำจังหวัดมุกดาหารดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย แต่บันทึกถ้อยคำของนายสุรศักดิ์ดังกล่าวไม่ใช่พยานหลักฐานอื่นที่มีแหล่งที่มาเป็นอิสระต่างหากจากคำเบิกความของนายสุรศักดิ์อันเป็นพยานหลักฐานที่ต้องการพยานหลักฐานประกอบนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 วรรคสอง คำเบิกความของนายสุรศักดิ์ที่มีลักษณะเป็นคำซัดทอดจึงไม่มีพยานหลักฐานอื่นมารับฟังประกอบเพื่อลงโทษจำเลยได้ พยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยร่วมกับพวกลักน้ำมันเชื้อเพลิงของผู้เสียหายตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาในข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง (สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์-ชลิต กฐินะสมิต-กิตติพงษ์ ศิริโรจน์) ศาลจังหวัดมุกดาหาร - นายประวิทย์ นามจุมจัง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายพรไชย วงศ์เมธานุเคราห์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1063/2564 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
680493
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดมุกดาหาร",
        "judge": "นายประวิทย์ นามจุมจัง"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายพรไชย วงศ์เมธานุเคราห์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081948273"
    }
}
date
2564
deka_no
3884/2564
deka_running_no
3884
deka_year
2564
department
แผนก
judges
[
    "สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์",
    "ชลิต กฐินะสมิต",
    "กิตติพงษ์ ศิริโรจน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 227/1 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดมุกดาหาร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง อ."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335 ให้จำเลยคืนทรัพย์หรือใช้เงิน 200 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 83 จำคุก 1 ปีและปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้คู่ความฟัง หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยคืนทรัพย์หรือใช้เงิน 200 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นายสุรศักดิ์ จำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2747/2561 ของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นพนักงานขับรถขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองเอี่ยน ผู้เสียหาย นำรถยนต์ของผู้เสียหายไปเติมน้ำมันเชื้อเพลิงที่สถานีบริการน้ำมัน โดยใช้บิลน้ำมันเชื้อเพลิงของผู้เสียหาย ต่อมาสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติประจำจังหวัดมุกดาหารดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงตามหนังสือร้องเรียนที่กล่าวหาว่ามีการใช้บิลน้ำมันเชื้อเพลิงของผู้เสียหายไปเติมน้ำมันเชื้อเพลิงรถยนต์ส่วนตัว ซึ่งพนักงานไต่สวนประจำสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติดังกล่าวไต่สวนพยานไว้หลายคนรวมทั้งนายสุรศักดิ์ด้วย โดยนายสุรศักดิ์ให้ถ้อยคำว่า เมื่อนายสุรศักดิ์ขอบิลน้ำมันเชื้อเพลิง 1,000 บาท เพื่อนำไปเติมน้ำมันเชื้อเพลิงรถยนต์ของผู้เสียหาย จำเลยและเจ้าหน้าที่อื่นของผู้เสียหายจะขอแบ่งเติมน้ำมันเชื้อเพลิงด้วย 200 บาท โดยนายสุรศักดิ์เติมน้ำมันเชื้อเพลิงรถยนต์ของผู้เสียหายเพียง 800 บาท และจำเลยกับเจ้าหน้าที่อื่นจะนำรถยนต์ไปเติมน้ำมันเชื้อเพลิงส่วนที่เหลือ 200 บาทปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยร่วมกับพวกลักทรัพย์น้ำมันเชื้อเพลิงของผู้เสียหายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ เห็นว่า ตามคำเบิกความของนายสุรศักดิ์ที่อ้างว่า เมื่อนายสุรศักดิ์รับบิลน้ำมันเชื้อเพลิง 1,000 บาท เพื่อนำไปเติมน้ำมันเชื้อเพลิงรถยนต์ของผู้เสียหาย จำเลยขอแบ่งน้ำมันเชื้อเพลิงจากนายสุรศักดิ์ 200 บาท ก็ดี นายสุรศักดิ์เติมน้ำมันเชื้อเพลิงรถยนต์ของผู้เสียหายเพียง 800 บาท และแจ้งพนักงานสถานีบริการน้ำมันว่าจะมีคนมาเติมน้ำมันเชื้อเพลิงในภายหลังอีก 200 บาท ก็ดี นั้น ไม่ปรากฏว่าพนักงานสถานีบริการน้ำมันเป็นผู้ใด ส่วนตามคำเบิกความของนายศักดา พนักงานสถานีบริการน้ำมัน พยานโจทก์อีกปากหนึ่งได้ความเพียงว่าพนักงานขับรถยนต์ของผู้เสียหายนำรถยนต์ 2 คัน ของผู้เสียหายไปเติมน้ำมันเชื้อเพลิงคันละ 500 บาท โดยใช้บิลน้ำมันเชื้อเพลิง 1,000 บาท เท่านั้น และไม่ปรากฏว่าจำเลยไปเติมน้ำมันเชื้อเพลิงรถยนต์ส่วนตัวในภายหลังโดยใช้บิลน้ำมันของผู้เสียหาย หรือมีการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงในลักษณะที่นายสุรศักดิ์เบิกความกล่าวอ้าง คำเบิกความของนายสุรศักดิ์ที่มีลักษณะเป็นคำซัดทอดดังกล่าวจึงเลื่อนลอยปราศจากพยานสนับสนุน ไม่มีเหตุผลอันหนักแน่นในการรับฟัง แม้คำเบิกความของนายสุรศักดิ์จะสอดคล้องกับบันทึกถ้อยคำที่นายสุรศักดิ์ให้ถ้อยคำไว้ในชั้นไต่สวนข้อเท็จจริงของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติประจำจังหวัดมุกดาหารดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย แต่บันทึกถ้อยคำของนายสุรศักดิ์ดังกล่าวไม่ใช่พยานหลักฐานอื่นที่มีแหล่งที่มาเป็นอิสระต่างหากจากคำเบิกความของนายสุรศักดิ์อันเป็นพยานหลักฐานที่ต้องการพยานหลักฐานประกอบนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 วรรคสอง คำเบิกความของนายสุรศักดิ์ที่มีลักษณะเป็นคำซัดทอดจึงไม่มีพยานหลักฐานอื่นมารับฟังประกอบเพื่อลงโทษจำเลยได้ พยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยร่วมกับพวกลักน้ำมันเชื้อเพลิงของผู้เสียหายตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาในข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000084.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1063/2564
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2564