คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1941/2564 ฉบับเต็ม

#680728
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1941/2564 นาย อ. โจทก์ นาย ป. จำเลย ป.อ. มาตรา 175 ความผิดตามมาตรา 175 แห่ง ป.อ. มุ่งหมายเพียงว่าเอาความอันเป็นเท็จฟ้องกล่าวหาผู้อื่นในทางอาญาเท่านั้นก็เป็นความผิดแล้ว มิได้บัญญัติว่าเป็นความเท็จที่จะทำให้มีความผิดทางอาญา ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมิให้แกล้งกล่าวหากันในทางอาญาอันจะทำให้ผู้ถูกกล่าวหาถูกฟ้องได้รับความเดือดร้อน ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 175, 177 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ประทับฟ้องเฉพาะข้อหาฟ้องเท็จนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 (ที่ถูก มาตรา 175 (เดิม)) จำคุก 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 9 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้เป็นยุติว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 33736 เป็นของนางกอบเกื้อ โจทก์ทำหนังสือสัญญาเช่าที่ดินจากนางกอบเกื้อมีกำหนด 18 ปี ต่อมาโจทก์ร่วมลงทุนกับนายสุวรรณ ปลูกสร้างห้องให้เช่า หลังจากนั้นโจทก์ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวจากนางกอบเกื้อแล้วนำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไปจดทะเบียนจำนองไว้กับธนาคาร เพื่อเป็นประกันหนี้ของโจทก์ ต่อมานายสุวรรณฟ้องโจทก์กล่าวหาว่า โจทก์ยักยอกทรัพย์อาคารและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4108/2548 หมายเลขแดงที่ 3197/2551 ของศาลชั้นต้นศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกโจทก์ 3 ปี โจทก์ต้องการจะเจรจากับนายสุวรรณ จึงมอบให้จำเลยไปเจรจากับนายสุวรรณเพื่อยุติคดีที่นายสุวรรณฟ้องโจทก์ฐานยักยอก ต่อมาเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2552 จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่นางสาวโชติกา ในราคา 26,000,000 บาท กำหนดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่ 11 มกราคม 2553 แต่จำเลยนัดโจทก์ไปโอนขายที่ดินในวันที่ 28 ธันวาคม 2552 เมื่อถึงวันนัดโจทก์ไม่ยอมขายที่ดิน ต่อมาวันที่ 5 มกราคม 2553 โจทก์ทำหนังสือสัญญาขายที่ดินไม่เกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างให้แก่บริษัท พ. โดยนางสาวโชติกาซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน ในราคา 16,000,000 บาท หลังจากนั้นวันที่ 8 เมษายน 2553 จำเลยฟ้องโจทก์ บริษัท พ. และนางสาวโชติกา เป็นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับ เป็นคดีอาญาในความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานและแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการสำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานนั้นตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1296/2553 หมายเลขคดีแดงที่ 4365/2557 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โดยฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีนี้ทราบอยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีนี้มีสิทธิขายเฉพาะที่ดินเท่านั้น พยานหลักฐานโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีนี้ฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามซึ่งรวมโจทก์ในคดีนี้ร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 และศาลฎีกาพิพากษายืน โดยวินิจฉัยว่า โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีนี้ไม่ใช้ผู้เสียหายโดยตรง ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลลงโทษจำเลยทั้งสาม ซึ่งรวมโจทก์คดีนี้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดฐานฟ้องเท็จตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า เมื่อขณะที่จำเลยได้รับมอบหมายจากโจทก์ให้เป็นผู้ไปเจรจากับนายสุวรรณเพื่อยุติคดีเรื่องยักยอกนั้น จำเลยทราบแล้วว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เฉพาะที่ดินเท่านั้น ส่วนสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในที่ดินของโจทก์เป็นกรรมสิทธิ์ของนายสุวรรณ การที่จำเลยในคดีนี้ไปฟ้องโจทก์เป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1296/2553 หมายเลขคดีแดงที่ 4365/2555 ของศาลชั้นต้น ว่าโจทก์แจ้งเจ้าพนักงานที่ดินว่าโจทก์ขายที่ดินในราคา 16,000,000 บาท ซึ่งความจริงโจทก์ขายที่ดินในราคา 26,000,000 บาท อันเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินและแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการสำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานนั้น เป็นการเอาความเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา แม้คดีดังกล่าว ถึงที่สุดโดยศาลฎีกามีคำวินิจฉัยว่าจำเลยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีนี้ก็ตาม แต่ความผิดตามมาตรา 175 แห่งประมวลกฎหมายอาญา มุ่งหมายเพียงว่าเอาความอันเป็นเท็จฟ้องกล่าวหาผู้อื่นในทางอาญาเท่านั้นก็เป็นความผิดแล้ว มิได้บัญญัติว่าเป็นความเท็จที่จะทำให้มีความผิดทางอาญา ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้แกล้งกล่าวหากันในทางอาญาอันจะทำให้ผู้ถูกกล่าวหาถูกฟ้องได้รับความเดือดร้อน ที่จำเลยนำสืบว่า พฤติการณ์ของโจทก์กับพวกทำให้จำเลยเข้าใจได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อให้บุคคลอื่นหลงเชื่อว่ามีการซื้อขายอาคารสิ่งปลูกสร้างกันจริงแยกจากส่วนที่ดิน โดยจำเลยไม่มีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์นั้น ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ จำเลยมีความผิดฐานฟ้องเท็จตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น (อุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย-อุดม วัตตธรรม-พัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน) ศาลจังหวัดภูเก็ต - นางสาวปรียานาถ เผือกสุวรรณ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายเกรียงศักดิ์ ตั้งปรัชญากูล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.3221/2563 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
680728
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดภูเก็ต",
        "judge": "นางสาวปรียานาถ เผือกสุวรรณ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 8",
        "judge": "นายเกรียงศักดิ์ ตั้งปรัชญากูล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081949115"
    }
}
date
2564
deka_no
1941/2564
deka_running_no
1941
deka_year
2564
department
แผนก
judges
[
    "อุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย",
    "อุดม วัตตธรรม",
    "พัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 175"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย อ."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ป."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 175, 177

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ประทับฟ้องเฉพาะข้อหาฟ้องเท็จนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 (ที่ถูก มาตรา 175 (เดิม)) จำคุก 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 9 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้เป็นยุติว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 33736 เป็นของนางกอบเกื้อ โจทก์ทำหนังสือสัญญาเช่าที่ดินจากนางกอบเกื้อมีกำหนด 18 ปี ต่อมาโจทก์ร่วมลงทุนกับนายสุวรรณ ปลูกสร้างห้องให้เช่า หลังจากนั้นโจทก์ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวจากนางกอบเกื้อแล้วนำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไปจดทะเบียนจำนองไว้กับธนาคาร เพื่อเป็นประกันหนี้ของโจทก์ ต่อมานายสุวรรณฟ้องโจทก์กล่าวหาว่า โจทก์ยักยอกทรัพย์อาคารและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4108/2548 หมายเลขแดงที่ 3197/2551 ของศาลชั้นต้นศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกโจทก์ 3 ปี โจทก์ต้องการจะเจรจากับนายสุวรรณ จึงมอบให้จำเลยไปเจรจากับนายสุวรรณเพื่อยุติคดีที่นายสุวรรณฟ้องโจทก์ฐานยักยอก ต่อมาเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2552 จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่นางสาวโชติกา ในราคา 26,000,000 บาท กำหนดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่ 11 มกราคม 2553 แต่จำเลยนัดโจทก์ไปโอนขายที่ดินในวันที่ 28 ธันวาคม 2552 เมื่อถึงวันนัดโจทก์ไม่ยอมขายที่ดิน ต่อมาวันที่ 5 มกราคม 2553 โจทก์ทำหนังสือสัญญาขายที่ดินไม่เกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างให้แก่บริษัท พ. โดยนางสาวโชติกาซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน ในราคา 16,000,000 บาท หลังจากนั้นวันที่ 8 เมษายน 2553 จำเลยฟ้องโจทก์ บริษัท พ. และนางสาวโชติกา เป็นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับ เป็นคดีอาญาในความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานและแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการสำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานนั้นตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1296/2553 หมายเลขคดีแดงที่ 4365/2557 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โดยฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีนี้ทราบอยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีนี้มีสิทธิขายเฉพาะที่ดินเท่านั้น พยานหลักฐานโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีนี้ฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามซึ่งรวมโจทก์ในคดีนี้ร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 และศาลฎีกาพิพากษายืน โดยวินิจฉัยว่า โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีนี้ไม่ใช้ผู้เสียหายโดยตรง ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลลงโทษจำเลยทั้งสาม ซึ่งรวมโจทก์คดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดฐานฟ้องเท็จตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า เมื่อขณะที่จำเลยได้รับมอบหมายจากโจทก์ให้เป็นผู้ไปเจรจากับนายสุวรรณเพื่อยุติคดีเรื่องยักยอกนั้น จำเลยทราบแล้วว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เฉพาะที่ดินเท่านั้น ส่วนสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในที่ดินของโจทก์เป็นกรรมสิทธิ์ของนายสุวรรณ การที่จำเลยในคดีนี้ไปฟ้องโจทก์เป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1296/2553 หมายเลขคดีแดงที่ 4365/2555 ของศาลชั้นต้น ว่าโจทก์แจ้งเจ้าพนักงานที่ดินว่าโจทก์ขายที่ดินในราคา 16,000,000 บาท ซึ่งความจริงโจทก์ขายที่ดินในราคา 26,000,000 บาท อันเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินและแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการสำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานนั้น เป็นการเอาความเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา แม้คดีดังกล่าว ถึงที่สุดโดยศาลฎีกามีคำวินิจฉัยว่าจำเลยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีนี้ก็ตาม แต่ความผิดตามมาตรา 175 แห่งประมวลกฎหมายอาญา มุ่งหมายเพียงว่าเอาความอันเป็นเท็จฟ้องกล่าวหาผู้อื่นในทางอาญาเท่านั้นก็เป็นความผิดแล้ว มิได้บัญญัติว่าเป็นความเท็จที่จะทำให้มีความผิดทางอาญา ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้แกล้งกล่าวหากันในทางอาญาอันจะทำให้ผู้ถูกกล่าวหาถูกฟ้องได้รับความเดือดร้อน ที่จำเลยนำสืบว่า พฤติการณ์ของโจทก์กับพวกทำให้จำเลยเข้าใจได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อให้บุคคลอื่นหลงเชื่อว่ามีการซื้อขายอาคารสิ่งปลูกสร้างกันจริงแยกจากส่วนที่ดิน โดยจำเลยไม่มีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์นั้น ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ จำเลยมีความผิดฐานฟ้องเท็จตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000091.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.3221/2563
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2564