คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6009/2564 ฉบับเต็ม

#681420
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6009/2564 บริษัท อ. โจทก์ นาย ป. จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 42 ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องการกำหนด หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ สำหรับผู้ประกอบธุรกิจที่มิใช่สถาบันการเงิน ข้อ 4.7 ที่กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องมีหนังสือแจ้งเตือนผู้บริโภคที่ผิดนัดชำระหนี้ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 20 วัน ก่อนดำเนินการบังคับชำระหนี้ตามกฎหมายกำหนดขึ้นเพื่อบังคับให้โจทก์ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจต้องปฏิบัติตามก่อนที่จะบังคับชำระหนี้กับจำเลยอันเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค จำเลยระบุในใบสมัคร/สัญญาสินเชื่อหมุนเวียนให้ส่งหนังสือไปยังที่ทำงานตามที่ระบุไว้ในใบสมัคร ถือว่าเป็นภูมิลำเนาที่จำเลยเลือกไว้เป็นการเฉพาะการ แต่โจทก์ส่งหนังสือไปยังที่อยู่ตามสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนที่ใช้ประกอบการยื่นใบสมัครแม้มีผู้รับแทน แต่โจทก์มิได้มีหนังสือเตือนให้ชำระหนี้ไปยังภูมิลำเนาเฉพาะการของจำเลยหรือที่อยู่จำเลยขณะทำสัญญาสินเชื่อหมุนเวียนหรือที่อยู่ของจำเลยขณะโจทก์มีหนังสือดังกล่าวและขณะฟ้อง ถือไม่ได้ว่าจำเลยทราบการเตือนให้ชำระหนี้จากโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 119,316 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 100,327.12 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การฟ้องขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 119,316 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 100,327.12 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด โจทก์มอบอำนาจให้นายกฤษฎิ์ ฟ้องและดำเนินคดีแทน วันที่ 14 สิงหาคม 2558 จำเลยสมัครและทำสัญญาสินเชื่อหมุนเวียนเพื่อกู้ยืมเงิน โจทก์ตกลงอนุมัติวงเงินกู้สินเชื่อแบบหมุนเวียนให้และมอบบัตรกดเงินสดประกอบรหัสประจำบัตรให้จำเลยใช้เบิกถอนเงินจากเครื่องฝากถอนเงินสดอัตโนมัติ จำเลยนำบัตรกดเงินสดไปเบิกถอนเงินสดและชำระหนี้ให้โจทก์หลายครั้ง จำเลยเบิกถอนเงินครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2559 จำนวน 6,000 บาท หลังจากนั้นจำเลยผิดนัดโดยชำระค่างวดเพียงบางส่วนไม่ตรงตามจำนวนและกำหนดระยะเวลาในสัญญา ครั้งสุดท้ายชำระวันที่ 2 พฤศจิกายน 2559 จำนวน 3,090 บาท แล้วไม่ชำระอีก ณ วันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 จำเลยมีหนี้ค้างชำระต้นเงิน 100,327.12 บาท ดอกเบี้ย 9,529.77 บาท ค่าธรรมเนียมการใช้วงเงิน 8,259.13 บาท ค่าปรับชำระหนี้ล่าช้าและหรือค่าติดตามทวงถาม 1,200 บาท โจทก์ส่งหนังสือเตือนให้จำเลยชำระหนี้คืนเงินกู้ทั้งหมดไปยังที่อยู่ตามสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนที่จำเลยใช้ในการสมัคร และมีผู้รับแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การส่งคำบอกกล่าวไปยังที่อยู่ตามสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนที่แนบกับใบสมัครสินเชื่อบุคคลนอกจากที่ระบุไว้ในใบสมัครชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามข้อกำหนดและเงื่อนไขของสัญญาสินเชื่อหมุนเวียนในใบสมัคร/สัญญาสินเชื่อหมุนเวียน ข้อ 9 ที่ระบุว่า "ผู้ให้กู้จะส่งคำบอกกล่าวตามกฎหมายหรือตามสัญญากำหนดให้ต้องแจ้งหรือบอกกล่าวเป็นหนังสือโดยการส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้แก่ผู้กู้ตามที่อยู่ที่ระบุไว้ในสัญญาหรือที่อยู่ที่ผู้กู้ที่ได้แจ้งการเปลี่ยนแปลงเป็นหนังสือครั้งหลังสุด..." เป็นกรณีที่โจทก์ได้กำหนดขึ้นเพื่อปฏิบัติตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องการกำหนด หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ สำหรับผู้ประกอบธุรกิจที่มิใช่สถาบันการเงิน ข้อ 4.7 ที่ว่า "เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ชัดเจน ให้ผู้ประกอบธุรกิจปฏิบัติดังต่อไปนี้ (4) ต้องมีหนังสือแจ้งเตือนผู้บริโภคที่ผิดนัดชำระหนี้ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 20 วัน ก่อนดำเนินการบังคับชำระหนี้ตามกฎหมาย" ซึ่งประกาศ ณ วันที่ 20 กรกฎาคม 2549 โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 เป็นต้นไป ซึ่งตามข้อ 1 ได้ระบุเหตุผลในการออกประกาศว่าเพื่อเป็นการพิทักษ์รักษาประโยชน์ของประชาชน ป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นตลอดจนให้ผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์การกำกับดูแลที่เป็นมาตรฐานเดียวกันและเพื่อความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคยิ่งขึ้น ข้อกำหนดดังกล่าวจึงกำหนดขึ้นเพื่อบังคับให้โจทก์ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจต้องปฏิบัติตามก่อนที่จะบังคับชำระหนี้กับจำเลยอันเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค เมื่อปรากฏว่า จำเลยได้ระบุไว้ในใบสมัคร/สัญญาสินเชื่อหมุนเวียนว่า ให้โจทก์ส่งหนังสือไปยังที่ทำงานตามที่ระบุไว้ในใบสมัคร คือ สำนักตรวจเงินแผ่นดินจังหวัด จึงต้องถือว่าที่ทำงานของจำเลยเป็นภูมิลำเนาที่จำเลยเลือกไว้เป็นการเฉพาะการนี้ การที่โจทก์ส่งหนังสือเตือนให้ชำระหนี้ไปยังที่อยู่เลขที่ 81 ซึ่งเป็นที่อยู่ตามสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนที่จำเลยใช้ประกอบการยื่นใบสมัคร แม้จะมีผู้รับแทนที่ระบุว่าเป็นหลาน แต่เมื่อโจทก์มิได้มีหนังสือไปยังภูมิลำเนาเฉพาะการของจำเลยดังกล่าวหรือที่อยู่จำเลยขณะทำสัญญาสินเชื่อหมุนเวียน เลขที่ 338/2 ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ส่งหนังสือเตือนให้ชำระหนี้ไปยังเลขที่ 180/19 ซึ่งเป็นที่อยู่ของจำเลยขณะโจทก์มีหนังสือเตือนให้ชำระหนี้และขณะฟ้อง ตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรแนบท้ายคำแถลงขอปิดหมายของโจทก์ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยทราบการเตือนให้ชำระหนี้จากโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า ที่อยู่ตามสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยเป็นที่อยู่ที่จำเลยระบุไว้ในใบสมัครด้วยและถือว่าโจทก์ได้ส่งหนังสือแจ้งเตือนขอให้ชำระหนี้ไปยังจำเลยล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 20 วันแล้ว โจทก์มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษากลับให้ยกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีใหม่ให้ถูกต้องภายในกำหนดอายุความ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ (วิชัย ช้างหัวหน้า-แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์-เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม) ศาลจังหวัดสกลนคร - นายวรวุฒิ เลาลัคนา ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายเกรียงศักดิ์ ดำรงศักดิ์ศิริ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ผบ.(พ)371/2563 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
681420
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสกลนคร",
        "judge": "นายวรวุฒิ เลาลัคนา"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายเกรียงศักดิ์ ดำรงศักดิ์ศิริ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081947750"
    }
}
date
2564
deka_no
6009/2564
deka_running_no
6009
deka_year
2564
department
แผนก
judges
[
    "วิชัย ช้างหัวหน้า",
    "แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์",
    "เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 42"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัท อ."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ป."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 119,316 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 100,327.12 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การฟ้องขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 119,316 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 100,327.12 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด โจทก์มอบอำนาจให้นายกฤษฎิ์ ฟ้องและดำเนินคดีแทน วันที่ 14 สิงหาคม 2558 จำเลยสมัครและทำสัญญาสินเชื่อหมุนเวียนเพื่อกู้ยืมเงิน โจทก์ตกลงอนุมัติวงเงินกู้สินเชื่อแบบหมุนเวียนให้และมอบบัตรกดเงินสดประกอบรหัสประจำบัตรให้จำเลยใช้เบิกถอนเงินจากเครื่องฝากถอนเงินสดอัตโนมัติ จำเลยนำบัตรกดเงินสดไปเบิกถอนเงินสดและชำระหนี้ให้โจทก์หลายครั้ง จำเลยเบิกถอนเงินครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2559 จำนวน 6,000 บาท หลังจากนั้นจำเลยผิดนัดโดยชำระค่างวดเพียงบางส่วนไม่ตรงตามจำนวนและกำหนดระยะเวลาในสัญญา ครั้งสุดท้ายชำระวันที่ 2 พฤศจิกายน 2559 จำนวน 3,090 บาท แล้วไม่ชำระอีก ณ วันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 จำเลยมีหนี้ค้างชำระต้นเงิน 100,327.12 บาท ดอกเบี้ย 9,529.77 บาท ค่าธรรมเนียมการใช้วงเงิน 8,259.13 บาท ค่าปรับชำระหนี้ล่าช้าและหรือค่าติดตามทวงถาม 1,200 บาท โจทก์ส่งหนังสือเตือนให้จำเลยชำระหนี้คืนเงินกู้ทั้งหมดไปยังที่อยู่ตามสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนที่จำเลยใช้ในการสมัคร และมีผู้รับแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การส่งคำบอกกล่าวไปยังที่อยู่ตามสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนที่แนบกับใบสมัครสินเชื่อบุคคลนอกจากที่ระบุไว้ในใบสมัครชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามข้อกำหนดและเงื่อนไขของสัญญาสินเชื่อหมุนเวียนในใบสมัคร/สัญญาสินเชื่อหมุนเวียน ข้อ 9 ที่ระบุว่า "ผู้ให้กู้จะส่งคำบอกกล่าวตามกฎหมายหรือตามสัญญากำหนดให้ต้องแจ้งหรือบอกกล่าวเป็นหนังสือโดยการส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้แก่ผู้กู้ตามที่อยู่ที่ระบุไว้ในสัญญาหรือที่อยู่ที่ผู้กู้ที่ได้แจ้งการเปลี่ยนแปลงเป็นหนังสือครั้งหลังสุด..." เป็นกรณีที่โจทก์ได้กำหนดขึ้นเพื่อปฏิบัติตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องการกำหนด หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ สำหรับผู้ประกอบธุรกิจที่มิใช่สถาบันการเงิน ข้อ 4.7 ที่ว่า "เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ชัดเจน ให้ผู้ประกอบธุรกิจปฏิบัติดังต่อไปนี้ (4) ต้องมีหนังสือแจ้งเตือนผู้บริโภคที่ผิดนัดชำระหนี้ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 20 วัน ก่อนดำเนินการบังคับชำระหนี้ตามกฎหมาย" ซึ่งประกาศ ณ วันที่ 20 กรกฎาคม 2549 โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 เป็นต้นไป ซึ่งตามข้อ 1 ได้ระบุเหตุผลในการออกประกาศว่าเพื่อเป็นการพิทักษ์รักษาประโยชน์ของประชาชน ป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นตลอดจนให้ผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์การกำกับดูแลที่เป็นมาตรฐานเดียวกันและเพื่อความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคยิ่งขึ้น ข้อกำหนดดังกล่าวจึงกำหนดขึ้นเพื่อบังคับให้โจทก์ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจต้องปฏิบัติตามก่อนที่จะบังคับชำระหนี้กับจำเลยอันเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค เมื่อปรากฏว่า จำเลยได้ระบุไว้ในใบสมัคร/สัญญาสินเชื่อหมุนเวียนว่า ให้โจทก์ส่งหนังสือไปยังที่ทำงานตามที่ระบุไว้ในใบสมัคร คือ สำนักตรวจเงินแผ่นดินจังหวัด จึงต้องถือว่าที่ทำงานของจำเลยเป็นภูมิลำเนาที่จำเลยเลือกไว้เป็นการเฉพาะการนี้ การที่โจทก์ส่งหนังสือเตือนให้ชำระหนี้ไปยังที่อยู่เลขที่ 81 ซึ่งเป็นที่อยู่ตามสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนที่จำเลยใช้ประกอบการยื่นใบสมัคร แม้จะมีผู้รับแทนที่ระบุว่าเป็นหลาน แต่เมื่อโจทก์มิได้มีหนังสือไปยังภูมิลำเนาเฉพาะการของจำเลยดังกล่าวหรือที่อยู่จำเลยขณะทำสัญญาสินเชื่อหมุนเวียน เลขที่ 338/2 ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ส่งหนังสือเตือนให้ชำระหนี้ไปยังเลขที่ 180/19 ซึ่งเป็นที่อยู่ของจำเลยขณะโจทก์มีหนังสือเตือนให้ชำระหนี้และขณะฟ้อง ตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรแนบท้ายคำแถลงขอปิดหมายของโจทก์ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยทราบการเตือนให้ชำระหนี้จากโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า ที่อยู่ตามสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยเป็นที่อยู่ที่จำเลยระบุไว้ในใบสมัครด้วยและถือว่าโจทก์ได้ส่งหนังสือแจ้งเตือนขอให้ชำระหนี้ไปยังจำเลยล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 20 วันแล้ว โจทก์มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีใหม่ให้ถูกต้องภายในกำหนดอายุความ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000080.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ผบ.(พ)371/2563
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2564