คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4677/2564 ฉบับเต็ม

#681479
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4677/2564 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ ธนาคาร ก. โจทก์ร่วม นาย ส. จำเลย ป.อ. มาตรา 90, มาตรา 265, มาตรา 268 จำเลยปลอมลายมือชื่อ ธ. ในฐานะผู้แทนนิติบุคคลผู้เสียหายที่ 1 ในสัญญาเงินกู้จำนวน 4,200,000 บาท สัญญาเงินกู้เบิกเกินบัญชีจำนวน 1,800,000 บาท และสัญญามอบสิทธิเรียกร้องเงินฝากเป็นประกันจำนวน 1,800,000 บาท และปลอมลายมือชื่อ ธ. ในฐานะส่วนตัว ในสัญญาค้ำประกันสองฉบับเพื่อค้ำประกันสัญญาเงินกู้ข้างต้น หลังจากนั้นจำเลยนำสัญญาทุกฉบับไปใช้อ้างแสดงต่อพนักงานของโจทก์ร่วมเพื่อขอกู้ยืมเงินในเวลาเดียวกัน ดังนี้ แม้สัญญาดังกล่าวจะเป็นเอกสารคนละฉบับกัน แต่จำเลยทำขึ้นโดยมีเจตนาเดียวกันคือเพื่อมุ่งหมายที่จะให้ได้เงินจากโจทก์ร่วมเป็นหลัก การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268 จำเลยให้การรับสารภาพ ระหว่างพิจารณาผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม) ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม) ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 2 ปี และปรับ 8,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และคุมความประพฤติจำเลยไว้ 1 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด กับให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 8 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมประการแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยปลอมลายมือชื่อของนาย ธ. กรรมการผู้แทนนิติบุคคลผู้เสียหายที่ 1 ในสัญญาสินเชื่อ B. (เงินกู้ระยะยาวสำหรับธุรกิจ SME ที่ประสบอุทกภัย) จำนวน 4,200,000 บาท สัญญาสินเชื่อ B. (เงินกู้เบิกเกินบัญชีสำหรับธุรกิจ SME ที่ประสบอุทกภัย) จำนวน 1,800,000 บาท และสัญญามอบสิทธิเรียกร้องเงินฝากเป็นประกัน จำนวน 1,800,000 บาท ทั้งปลอมลายมือชื่อของนาย ธ.ผู้เสียหายที่ 3 ในฐานะส่วนตัว ตามสัญญาค้ำประกันเงินกู้สินเชื่อ B. รวม 2 ฉบับ วงเงิน 4,200,000 บาท และวงเงิน 1,800,000 บาท ตามลำดับ หลังจากนั้นจำเลยนำสัญญาดังกล่าวทุกฉบับไปใช้อ้างแสดงต่อพนักงานของโจทก์ร่วมเพื่อขอกู้ยืมเงินตามฟ้องในวันและเวลาเดียวกัน แสดงว่าแม้สัญญาดังกล่าวจะเป็นเอกสารคนละฉบับกัน แต่ก็เป็นเอกสารที่จำเลยทำขึ้นโดยมีเจตนาเดียวกันคือเพื่อมุ่งหมายจะให้ได้เงินจากโจทก์ร่วมเป็นหลัก การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท หาใช่หลายกรรมต่างกันไม่ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมประการต่อไปว่า มีเหตุสมควรไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามรายงานสืบเสาะและพินิจจำเลยปรากฏว่า การที่จำเลยปลอมลายมือชื่อของนาย ธ. ในสัญญาสินเชื่อ B. สัญญาค้ำประกัน และสัญญามอบสิทธิเรียกร้องเงินฝากเป็นประกันตามฟ้อง จนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมซึ่งเป็นสถาบันการเงินหลงเชื่อและอนุมัติปล่อยสินเชื่อเงินกู้ให้ไปเป็นเงินจำนวนมากถึง 6,000,000 บาท เพื่อต้องการนำเงินมาหมุนเวียนประกอบธุรกิจและใช้จ่ายภายในครอบครัว อันเป็นการกระทำที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวเพียงฝ่ายเดียว โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องที่ร้ายแรง ทั้งหลังเกิดเหตุจำเลยชำระเงินคืนให้โจทก์ร่วมซึ่งได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินเพียงบางส่วน ซึ่งหากพิจารณาเฉพาะเงินต้นไม่รวมดอกเบี้ยพบว่ายังค้างชำระอยู่ถึง 3,400,000 บาทเศษ ดังนั้น แม้จำเลยจะแก้ฎีกาอ้างว่า จำเลยบรรเทาผลร้ายโดยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 จนเป็นที่พอใจ ทั้งจำเลยเจ็บป่วยเป็นโรคร้าย มีภาระต้องเลี้ยงดูบุตร 3 คน หรือมีเหตุอื่นที่อ้างตามคำแก้ฎีกา ก็ยังไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับ ไม่รอการลงโทษจำคุก และไม่คุมความประพฤติของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (พิชัย เพ็งผ่อง-จรัญ เนาวพนานนท์-อรุณ เรืองเพชร) ศาลอาญากรุงเทพใต้ - นายปกครอง เปรมดิษฐกุล ศาลอุทธรณ์ - นางกาญจนา ฤทธิทิศ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1957/2564 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
681479
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญากรุงเทพใต้",
        "judge": "นายปกครอง เปรมดิษฐกุล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นางกาญจนา ฤทธิทิศ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081947890"
    }
}
date
2564
deka_no
4677/2564
deka_running_no
4677
deka_year
2564
department
แผนก
judges
[
    "พิชัย เพ็งผ่อง",
    "จรัญ เนาวพนานนท์",
    "อรุณ เรืองเพชร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 90",
            "ม. 265",
            "ม. 268"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "ธนาคาร ก."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ส."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณาผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม) ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม) ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 2 ปี และปรับ 8,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และคุมความประพฤติจำเลยไว้ 1 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด กับให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 8 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมประการแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยปลอมลายมือชื่อของนาย ธ. กรรมการผู้แทนนิติบุคคลผู้เสียหายที่ 1 ในสัญญาสินเชื่อ B. (เงินกู้ระยะยาวสำหรับธุรกิจ SME ที่ประสบอุทกภัย) จำนวน 4,200,000 บาท สัญญาสินเชื่อ B. (เงินกู้เบิกเกินบัญชีสำหรับธุรกิจ SME ที่ประสบอุทกภัย) จำนวน 1,800,000 บาท และสัญญามอบสิทธิเรียกร้องเงินฝากเป็นประกัน จำนวน 1,800,000 บาท ทั้งปลอมลายมือชื่อของนาย ธ.ผู้เสียหายที่ 3 ในฐานะส่วนตัว ตามสัญญาค้ำประกันเงินกู้สินเชื่อ B. รวม 2 ฉบับ วงเงิน 4,200,000 บาท และวงเงิน 1,800,000 บาท ตามลำดับ หลังจากนั้นจำเลยนำสัญญาดังกล่าวทุกฉบับไปใช้อ้างแสดงต่อพนักงานของโจทก์ร่วมเพื่อขอกู้ยืมเงินตามฟ้องในวันและเวลาเดียวกัน แสดงว่าแม้สัญญาดังกล่าวจะเป็นเอกสารคนละฉบับกัน แต่ก็เป็นเอกสารที่จำเลยทำขึ้นโดยมีเจตนาเดียวกันคือเพื่อมุ่งหมายจะให้ได้เงินจากโจทก์ร่วมเป็นหลัก การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท หาใช่หลายกรรมต่างกันไม่ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมประการต่อไปว่า มีเหตุสมควรไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามรายงานสืบเสาะและพินิจจำเลยปรากฏว่า การที่จำเลยปลอมลายมือชื่อของนาย ธ. ในสัญญาสินเชื่อ B. สัญญาค้ำประกัน และสัญญามอบสิทธิเรียกร้องเงินฝากเป็นประกันตามฟ้อง จนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมซึ่งเป็นสถาบันการเงินหลงเชื่อและอนุมัติปล่อยสินเชื่อเงินกู้ให้ไปเป็นเงินจำนวนมากถึง 6,000,000 บาท เพื่อต้องการนำเงินมาหมุนเวียนประกอบธุรกิจและใช้จ่ายภายในครอบครัว อันเป็นการกระทำที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวเพียงฝ่ายเดียว โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องที่ร้ายแรง ทั้งหลังเกิดเหตุจำเลยชำระเงินคืนให้โจทก์ร่วมซึ่งได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินเพียงบางส่วน ซึ่งหากพิจารณาเฉพาะเงินต้นไม่รวมดอกเบี้ยพบว่ายังค้างชำระอยู่ถึง 3,400,000 บาทเศษ ดังนั้น แม้จำเลยจะแก้ฎีกาอ้างว่า จำเลยบรรเทาผลร้ายโดยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 จนเป็นที่พอใจ ทั้งจำเลยเจ็บป่วยเป็นโรคร้าย มีภาระต้องเลี้ยงดูบุตร 3 คน หรือมีเหตุอื่นที่อ้างตามคำแก้ฎีกา ก็ยังไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับ ไม่รอการลงโทษจำคุก และไม่คุมความประพฤติของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000081.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1957/2564
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2564