ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1874/2564
พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
โจทก์
นาง ต. กับพวก
โจทก์ร่วม
นาย จ. กับพวก
จำเลย
ป.อ. มาตรา 343 วรรคหนึ่ง (เดิม)
ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)
พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 มาตรา 4, มาตรา 9, มาตรา 12, มาตรา 121, มาตรา 123
แม้การหลอกลวงของจำเลยทั้งสี่ตามฟ้องเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการต่อไป แต่การดำเนินการดังกล่าวได้เริ่มขึ้นแล้วด้วยการที่จำเลยทั้งสี่ร่วมกันแสดงโครงการออกโฆษณาต่อประชาชนอันเป็นความเท็จ ซึ่งเชื่อมโยงกับที่จำเลยทั้งสี่จะดำเนินการต่อไป กรณีถือว่าเป็นการหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จแล้ว ฟ้องโจทก์จึงครบองค์ประกอบความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)
จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจัดตั้งกองทุนออมทรัพย์ อ. โดยวิธีการฝากเงิน ซึ่งมี 3 ประเภท คือ ฝากเงินแบบขอรับเงินปันผลกำไร (มูฎอรอบะห์) ฝากเงินแบบรักษาทรัพย์ (วาดีอะห์) ไม่มีส่วนร่วมเงินปันผล ฝากเงินเพื่อฮัจญ์และอุมเราะห์ โดยกองทุนออมทรัพย์ อ. จะนำเงินของสมาชิกไปลงทุนทำธุรกิจตามโครงการที่โฆษณาไว้ แล้วจะแบ่งปันผลกำไรหรือผลตอบแทนให้แก่สมาชิกที่ฝากเงินลงทุนดังกล่าว ซึ่งการรับฝากเงินดังกล่าวเป็นการประกอบธุรกิจรับฝากเงินตามความหมายคำนิยามคำว่า ธุรกิจเงินทุน ของมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 แล้ว เมื่อกองทุนออมทรัพย์ อ. ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล และไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีให้ประกอบธุรกิจเงินทุน การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดฐานร่วมกันประกอบธุรกิจเงินทุนโดยไม่ได้รับอนุญาต ทั้งองค์ประกอบความผิดของมาตรา 12 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 มิได้บัญญัติไว้ว่าผู้กระทำความผิดต้องมีเจตนาทุจริต เพียงแต่บัญญัติห้ามผู้ใดนอกจากสถาบันการเงินใช้ชื่อหรือคำแสดงชื่อในธุรกิจทางการเงินว่า ธนาคาร เงินทุน การเงิน การลงทุน เครดิต ทรัสต์ ไฟแนนซ์ บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ หรือคำอื่นใดที่มีความหมายเช่นเดียวกันเท่านั้น เมื่อกองทุนออมทรัพย์ อ. มิใช่สถาบันการเงิน และคำว่า กองทุนออมทรัพย์ เป็นคำอื่นที่มีความหมายเช่นเดียวกับธนาคาร เงินทุน การลงทุน การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ชื่อกองทุนออมทรัพย์ อ. จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันใช้ชื่อหรือคำแสดงชื่อในธุรกิจทางการเงิน
___________________________
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341, 343 พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 มาตรา 4, 9, 12, 121, 123 ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 6 ถึงที่ 13 ตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายไม่ได้คืนท้ายฟ้อง
จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ
ระหว่างพิจารณา นาง ต. ผู้เสียหายที่ 1 นาย ห. ผู้เสียหายที่ 2 นาย น. ผู้เสียหายที่ 11 และนาย ว. ผู้เสียหายที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ส่วนความผิดต่อพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน รัฐเป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต ต่อมานาย น. ถึงแก่ความตาย นาง ม. บุตรของนาย น. ยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย ศาลชั้นต้นอนุญาต
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก (ที่ถูก มาตรา 343 วรรคแรก (เดิม)) พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง, 12 วรรคหนึ่ง, 121, 123 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันประกอบธุรกิจเงินทุนโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 8 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 ปี ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้เงินคืนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 จำนวน 900,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 2 จำนวน 875,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 3 จำนวน 1,100,100 บาท โจทก์ร่วมที่ 4 จำนวน 1,825,000 บาท ผู้เสียหายที่ 6 จำนวน 164,450 บาท ผู้เสียหายที่ 7 จำนวน 142,100 บาท ผู้เสียหายที่ 8 จำนวน 50,000 บาท ผู้เสียหายที่ 9 จำนวน 269,500 บาท ผู้เสียหายที่ 10 จำนวน 134,600 บาท ผู้เสียหายที่ 12 จำนวน 93,500 บาท และผู้เสียหายที่ 13 จำนวน 750,000 บาท
โจทก์ร่วมที่ 4 จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน
จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีว่า ฟ้องโจทก์ครบองค์ประกอบความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนหรือไม่ เห็นว่า แม้การหลอกลวงของจำเลยทั้งสี่ตามฟ้องเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการต่อไป แต่การดำเนินการดังกล่าวได้เริ่มขึ้นแล้วด้วยการที่จำเลยทั้งสี่ร่วมกันแสดงโครงการออกโฆษณาต่อประชาชนอันเป็นความเท็จ ซึ่งเชื่อมโยงกับที่จำเลยทั้งสี่จะดำเนินการต่อไป กรณีถือว่าเป็นการหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จแล้ว ฟ้องโจทก์จึงครบองค์ประกอบความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีเจตนากระทำความผิดนั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ชักชวนให้โจทก์ร่วมทั้งสี่กับผู้เสียหายที่ 4 ถึงที่ 10 ที่ 12 และที่ 13 บางรายฝากเงินร่วมลงทุนเพื่อรับเงินปันผลกับกองทุนออมทรัพย์ อ. และจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ฝากเงินร่วมลงทุนเพื่อรับเงินปันผลกับกองทุนออมทรัพย์ อ. ก็ตาม แต่พฤติการณ์ที่ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นประธานที่ปรึกษากองทุนออมทรัพย์ อ. และชักชวนโจทก์ร่วมที่ 1 กับผู้เสียหายที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 8 และที่ 10 ให้ฝากเงินร่วมลงทุนเพื่อรับเงินปันผล ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นประธานกรรมการบริหารกองทุนออมทรัพย์ อ. และชักชวนโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 3 กับผู้เสียหายที่ 4 และที่ 5 ให้ฝากเงินร่วมลงทุนเพื่อรับเงินปันผล แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ชักชวนให้ประชาชนทั่วไปที่นับถือศาสนาอิสลามนำเงินมาร่วมลงทุนเพื่อรับเงินปันผลกับกองทุนออมทรัพย์ อ. โดยวิธีการฝากเงินตั้งแต่ต้น ซึ่งการฝากเงินร่วมลงทุนเพื่อรับเงินปันผลดังกล่าว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องแจ้งให้ผู้นำเงินมาฝากรวมทั้งโจทก์ร่วมทั้งสี่กับผู้เสียหายที่ 4 ถึงที่ 10 ที่ 12 และที่ 13 ทราบว่า โครงการที่กองทุนออมทรัพย์ อ. จะลงทุนมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง จำนวนเงินที่จะลงทุนแต่ละโครงการเป็นจำนวนเท่าใด ผลประกอบการที่จะเกิดขึ้นแต่ละโครงการเป็นอย่างไร และเงินปันผลที่กองทุนออมทรัพย์ อ. จะนำมาจ่ายให้แก่ผู้นำเงินมาฝากคิดคำนวณอย่างไร การที่จำเลยทั้งสี่แจ้งโครงการที่กองทุนออมทรัพย์ อ. จะลงทุนให้โจทก์ร่วมทั้งสี่และผู้เสียหายบางคนทราบ และพาโจทก์ร่วมทั้งสี่และผู้เสียหายบางคนไปดูโครงการฟาร์มเลี้ยงวัวเท่านั้น ซึ่งแม้โจทก์ร่วมทั้งสี่และผู้เสียหายบางคนจะได้ทราบถึงโครงการที่กองทุนออมทรัพย์ อ. จะลงทุน แต่จำเลยทั้งสี่ก็ไม่ได้แจ้งรายละเอียดการลงทุนแต่ละโครงการ จำนวนเงินที่ลงทุน ผลประกอบการที่จะได้รับจากการลงทุน คงมุ่งเน้นแต่เงินปันผลที่จะได้รับจากการนำเงินมาฝากร่วมลงทุนกับกองทุนออมทรัพย์ อ. เท่านั้น และหลังจากนั้นโจทก์ร่วมทั้งสี่กับผู้เสียหายที่ 4 ถึงที่ 10 ที่ 12 และที่ 13 ก็ได้รับเงินปันผลจากกองทุนออมทรัพย์ อ. บ่งชี้ให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องการให้โจทก์ร่วมทั้งสี่กับผู้เสียหายที่ 4 ถึงที่ 10 ที่ 12 และที่ 13 นำเงินมาฝากกับกองทุนออมทรัพย์ อ. โดยมิได้คำนึงว่าโจทก์ร่วมทั้งสี่กับผู้เสียหายที่ 4 ถึงที่ 10 ที่ 12 และที่ 13 จะรู้หรือไม่ว่ากองทุนออมทรัพย์ อ. จะนำเงินฝากของโจทก์ร่วมทั้งสี่กับผู้เสียหายที่ 4 ถึงที่ 10 ที่ 12 และที่ 13 ไปลงทุนจริงแล้วได้รับผลกำไรหรือขาดทุนจริงหรือไม่เท่านั้น ประกอบกับเมื่อพิจารณาถึงข้อพิรุธในการนำเงินของกองทุนออมทรัพย์ อ. ไปลงทุนตามรายงาน ดังที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยให้เหตุผลไว้โดยละเอียดและถูกต้องแล้วว่าไม่เชื่อว่ากองทุนออมทรัพย์ อ. จะนำเงินที่สมาชิกร่วมลงทุนทั้งหมดไปใช้ในกิจการตามโฆษณาจริง ส่วนที่กองทุนออมทรัพย์ อ. ดำเนินกิจการโครงการบางโครงการ เช่น โครงการฟาร์มเลี้ยงวัว จัดสรรที่ดิน และ อ. ศูนย์รวมช่าง เชื่อว่าเป็นการจัดฉากให้ประชาชนนำเงินมาลงทุนกับกองทุนออมทรัพย์ อ. ฟังไม่ได้ว่า กองทุนออมทรัพย์ อ. นำเงินของสมาชิกไปลงทุนในกิจการและมีผลกำไรตามที่โฆษณาไว้ ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย และแม้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยอีกก็ไม่ทำให้การรับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำ พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสี่นำสืบจึงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเจตนาหลอกลวงโจทก์ร่วมทั้งสี่กับผู้เสียหายที่ 4 ถึงที่ 10 ที่ 12 และที่ 13 ให้นำเงินไปฝากกับกองทุนออมทรัพย์ อ. โดยไม่มีการนำเงินฝากของโจทก์ร่วมทั้งสี่กับผู้เสียหายที่ 4 ถึงที่ 10 ที่ 12 และที่ 13 ไปลงทุนตามที่โฆษณาชักชวนไว้จริง จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อต่อไปมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชอบหรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้วินิจฉัยประเด็นอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เกี่ยวกับการนำเงินของกองทุนออมทรัพย์ อ. ไปลงทุนในโครงการต่าง ๆ โดยเห็นพ้องกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น มิใช่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 มิได้วินิจฉัยประเด็นดังกล่าวดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา ทั้งศาลอุทธรณ์ภาค 9 จะวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวอย่างไรย่อมเป็นดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ส่วนประเด็นอื่นนั้นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จะวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประเด็นใดนั้นก็เป็นดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ที่จะพิจารณาว่าอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นประเด็นที่สำคัญที่ต้องวินิจฉัยก่อนและรับฟังได้หรือไม่ เพียงใด เช่นกัน ไม่จำเป็นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จะต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทุกประเด็น ซึ่งเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยประเด็นที่สำคัญแล้วเห็นว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดตามฟ้องและอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในประเด็นอื่นซึ่งไม่มีผลเปลี่ยนแปลงการรับฟังข้อเท็จจริงจนเป็นเหตุให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่สามารถลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ก็ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในประเด็นนั้นอีก คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ชอบแล้ว ฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อสุดท้ายมีว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกันประกอบธุรกิจเงินทุนโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานร่วมกันใช้ชื่อหรือคำแสดงชื่อในธุรกิจทางการเงินหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจัดตั้งกองทุนออมทรัพย์ อ. โดยวิธีการฝากเงิน ซึ่งมี 3 ประเภท คือ 1. ฝากเงินแบบขอรับเงินปันผลกำไร (มูฎอรอบะห์) คือ ฝากร่วมลงทุนทั่วไปมีกำหนดระยะเวลา 3 เดือน หรือ 6 เดือน หรือ 1 ปี หรือ 3 ปี จึงจะขอถอนเงินคืนได้ ต้องเปิดบัญชีครั้งแรก 5,000 บาท 2. ฝากเงินแบบรักษาทรัพย์ (วาดีอะห์) ไม่มีส่วนร่วมเงินปันผล ต้องเปิดบัญชีครั้งแรกขั้นต่ำ 100 บาท 3. ฝากเงินเพื่อฮัจญ์และอุมเราะห์ ต้องเปิดบัญชีครั้งแรก 50,000 บาท โดยกองทุนออมทรัพย์ อ. จะนำเงินของสมาชิกไปลงทุนทำธุรกิจตามโครงการที่โฆษณาไว้ แล้วจะแบ่งปันผลกำไรหรือผลตอบแทนให้แก่สมาชิกที่ฝากเงินลงทุนดังกล่าว ซึ่งการรับฝากเงินดังกล่าวเป็นการประกอบธุรกิจรับฝากเงินตามความหมายคำนิยามคำว่า ธุรกิจเงินทุน ของมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 แล้ว เมื่อกองทุนออมทรัพย์ อ. ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล และไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีให้ประกอบธุรกิจเงินทุน การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันประกอบธุรกิจเงินทุนโดยไม่ได้รับอนุญาต ทั้งองค์ประกอบความผิดของมาตรา 12 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 มิได้บัญญัติไว้ว่าผู้กระทำความผิดต้องมีเจตนาทุจริต เพียงแต่บัญญัติห้ามผู้ใดนอกจากสถาบันการเงินใช้ชื่อหรือคำแสดงชื่อในธุรกิจทางการเงินว่า ธนาคาร เงินทุน การเงิน การลงทุน เครดิต ทรัสต์ ไฟแนนซ์ บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ หรือคำอื่นใดที่มีความหมายเช่นเดียวกันเท่านั้น เมื่อกองทุนออมทรัพย์ อ. มิใช่สถาบันการเงิน และคำว่า กองทุนออมทรัพย์ เป็นคำอื่นที่มีความหมายเช่นเดียวกับธนาคาร เงินทุน การลงทุน การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ชื่อกองทุนออมทรัพย์ อ. จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันใช้ชื่อหรือคำแสดงชื่อในธุรกิจทางการเงิน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้โดยชอบและถูกต้องแล้วนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน
พิพากษายืน
(เทพ อิงคสิทธิ์-พงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ-จาตุรงค์ สรนุวัตร)
ศาลจังหวัดสงขลา - นายสุนทร จันทร์ฉิ้น
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายศุภกิจ บุญพ้นทุกข์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.301/2564
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ