คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1961 -ที่ 1962/2564 ฉบับเต็ม

#681545
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1961 - 1962/2564 พนักงานอัยการจังหวัดพิจิตร โจทก์ นาง บ. โจทก์ร่วม นาย ช. กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (7), มาตรา 161 วรรคหนึ่ง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 161 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ให้ศาลสั่งโจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้อง หรือยกฟ้องหรือไม่ประทับฟ้อง" และมาตรา 158 บัญญัติว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือและมี ฯลฯ (7) ลายมือชื่อโจทก์ ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้อง" แต่จำเลยทั้งสองไม่ได้ลงชื่อผู้อุทธรณ์ ฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองจึงไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (7) ชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จะต้องมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยทั้งสองผู้ยื่นฟ้องอุทธรณ์แก้ไขให้ถูกต้องเสียก่อน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 161 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ด่วนพิจารณาไม่รับวินิจฉัยและยกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองโดยไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เห็นควรให้ศาลชั้นต้นจัดการให้จำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อในช่องผู้อุทธรณ์ในฟ้องอุทธรณ์ให้ถูกต้อง แล้วให้ส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ___________________________ คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกโจทก์ร่วมทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ร่วม และเรียกจำเลยสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 เรียกจำเลยสำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 2 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 362, 365 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางบังอร ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ทั้งสองสำนวน ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) (เดิม) ประกอบมาตรา 362 (เดิม), 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี และปรับ 5,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 1 ปี และปรับกระทงละ 5,000 บาท รวม 2 กระทง จำคุก 2 ปี และปรับ 10,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละหนึ่งในสี่ คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 9 เดือน และปรับ 3,750 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 18 เดือน และปรับ 7,500 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี คุมความประพฤติจำเลยทั้งสอง โดยให้จำเลยทั้งสองไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 เดือนต่อครั้ง ภายในกำหนดเวลา 1 ปี กับให้จำเลยทั้งสองกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยทั้งสองเห็นสมควรมีกำหนด 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเนื่องจากจำเลยทั้งสองมิได้ลงลายมือชื่อผู้อุทธรณ์นั้น ชอบหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ขณะจำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์เจ้าพนักงานผู้รับอุทธรณ์ได้ตรวจความเรียบร้อยแล้วบอกให้จำเลยทั้งสองกลับบ้านได้ เมื่อตรวจพบความไม่เรียบร้อยก็ชอบที่จะเรียกจำเลยทั้งสองไปลงลายมือชื่อให้ครบถ้วน จึงเป็นความบกพร่องของเจ้าหน้าที่ศาลส่วนหนึ่ง หรือเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 ตรวจพบเองว่ามีข้อบกพร่องเรื่องลงลายมือชื่อก็ชอบที่จะส่งสำนวนกลับมายังศาลชั้นต้น ให้เรียกจำเลยทั้งสองไปลงลายมือชื่อเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมายให้ศาลสั่งโจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้อง หรือยกฟ้องหรือไม่ประทับฟ้อง" และมาตรา 158 บัญญัติว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือและมี ฯลฯ (7) ลายมือชื่อโจทก์ ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้อง" แต่จำเลยทั้งสองไม่ได้ลงชื่อผู้อุทธรณ์ ฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองจึงไม่ถูกต้องตามกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (7) ชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จะต้องมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยทั้งสองผู้ยื่นฟ้องอุทธรณ์แก้ไขให้ถูกต้องเสียก่อน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ด่วนพิจารณาไม่รับวินิจฉัยและยกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองโดยไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้ศาลชั้นต้นจัดการให้จำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อในช่องผู้อุทธรณ์ในฟ้องอุทธรณ์เสียให้ถูกต้อง แล้วให้ส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี (ชัยยุทธ ศรีจำนงค์-ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์-อนันต์ เสนคุ้ม) ศาลจังหวัดพิจิตร - นายเชาวนัฐ บุญลาภ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายวงการ ช่วยพนัง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2768-2769/2563 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
681545
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดพิจิตร",
        "judge": "นายเชาวนัฐ บุญลาภ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 6",
        "judge": "นายวงการ ช่วยพนัง"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081949013"
    }
}
date
2564
deka_no
1962/2564
deka_running_no
1962
deka_year
2564
department
แผนก
judges
[
    "ชัยยุทธ ศรีจำนงค์",
    "ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์",
    "อนันต์ เสนคุ้ม"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 158 (7)",
            "ม. 161 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดพิจิตร"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นาง บ."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ช. กับพวก"
    }
]
long_text
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกโจทก์ร่วมทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ร่วม และเรียกจำเลยสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 เรียกจำเลยสำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 2

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 362, 365

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางบังอร ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ทั้งสองสำนวน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) (เดิม) ประกอบมาตรา 362 (เดิม), 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี และปรับ 5,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 1 ปี และปรับกระทงละ 5,000 บาท รวม 2 กระทง จำคุก 2 ปี และปรับ 10,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละหนึ่งในสี่ คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 9 เดือน และปรับ 3,750 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 18 เดือน และปรับ 7,500 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี คุมความประพฤติจำเลยทั้งสอง โดยให้จำเลยทั้งสองไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 เดือนต่อครั้ง ภายในกำหนดเวลา 1 ปี กับให้จำเลยทั้งสองกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยทั้งสองเห็นสมควรมีกำหนด 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเนื่องจากจำเลยทั้งสองมิได้ลงลายมือชื่อผู้อุทธรณ์นั้น ชอบหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ขณะจำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์เจ้าพนักงานผู้รับอุทธรณ์ได้ตรวจความเรียบร้อยแล้วบอกให้จำเลยทั้งสองกลับบ้านได้ เมื่อตรวจพบความไม่เรียบร้อยก็ชอบที่จะเรียกจำเลยทั้งสองไปลงลายมือชื่อให้ครบถ้วน จึงเป็นความบกพร่องของเจ้าหน้าที่ศาลส่วนหนึ่ง หรือเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 ตรวจพบเองว่ามีข้อบกพร่องเรื่องลงลายมือชื่อก็ชอบที่จะส่งสำนวนกลับมายังศาลชั้นต้น ให้เรียกจำเลยทั้งสองไปลงลายมือชื่อเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมายให้ศาลสั่งโจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้อง หรือยกฟ้องหรือไม่ประทับฟ้อง" และมาตรา 158 บัญญัติว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือและมี ฯลฯ (7) ลายมือชื่อโจทก์ ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้อง" แต่จำเลยทั้งสองไม่ได้ลงชื่อผู้อุทธรณ์ ฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองจึงไม่ถูกต้องตามกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (7) ชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จะต้องมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยทั้งสองผู้ยื่นฟ้องอุทธรณ์แก้ไขให้ถูกต้องเสียก่อน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ด่วนพิจารณาไม่รับวินิจฉัยและยกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองโดยไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้ศาลชั้นต้นจัดการให้จำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อในช่องผู้อุทธรณ์ในฟ้องอุทธรณ์เสียให้ถูกต้อง แล้วให้ส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000090.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2768-2769/2563
type
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1961 -
year
2564