คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4423/2564 ฉบับเต็ม

#681549
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4423/2564 พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน โจทก์ นาย ส. จำเลย ป.อ. มาตรา 59 วรรคสาม, มาตรา 83, มาตรา 334, มาตรา 335 (7), มาตรา 336 ทวิ การกระทำอันจะถือเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 83 ได้นั้น บุคคลผู้ร่วมกระทำความผิดจะต้องรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด และมีการกระทำโดยเจตนาที่จะร่วมกันกระทำความผิดนั้น จึงจะเป็นตัวการตามบทบัญญัติดังกล่าว แต่ถ้าผู้กระทำมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดจะถือว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นมิได้ ตาม ป.อ. มาตรา 59 วรรคสาม เมื่อพวกของจำเลยที่ขับรถแบ็กโฮเข้าขุดดินในที่ดินของผู้เสียหาย มิได้รู้เท็จจริงว่าดินที่ขุดออกไปเป็นของผู้เสียหายโดยเข้าใจว่าเป็นการขุดดินของจำเลย ก็ย่อมจะถือไม่ได้ว่าจำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง แต่ต้องถือว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความเองโดยอ้อมโดยใช้พวกของจำเลยเป็นตัวแทนโดยบริสุทธิ์ (Innocent Agent) เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดของจำเลยเอง เมื่อพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบยังไม่ได้ความกระจ่างชัดว่าพวกของจำเลยรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดและมีเจตนาร่วมกันกระทำความผิดกับจำเลยอันจะถือเป็นการลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป กรณีจึงต้องฟังข้อเท็จจริงเป็นคุณแก่จำเลยว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปโดยใช้ยานพาหนะ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 334, 335, 336 ทวิ ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 250,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 จำคุก 3 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 250,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหาย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ประกอบมาตรา 336 ทวิ ให้จำคุก 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปโดยใช้ยานพาหนะตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนายจรัล เป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียวมาเบิกความยืนยันว่า จำเลยให้คนขับรถแบ็กโฮมาขุดดินด้านทิศเหนือของผู้เสียหายแล้วนำไปถมในที่ดินของจำเลยด้านทิศใต้ โดยจำเลยเป็นผู้คุมการขุดด้วยตนเอง ส่วนคำเบิกความของพยานโจทก์ปากอื่น ๆ แม้จะเบิกความถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว แต่ก็รับฟังมาจากคำบอกเล่าของนายจรัลอีกทอดหนึ่ง ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์จึงรับฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยให้คนขับรถแบ็กโฮมาขุดดินในที่ดินของโจทก์แล้วนำไปถมในที่ดินของตนเองเท่านั้น นอกจากนี้ ยังได้ความตามที่นายจรัลเบิกความว่าในขณะเกิดเหตุ พยานเข้าใจว่าที่เกิดเหตุเป็นที่ดินของจำเลย และเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงล้วนเข้าใจว่าบริเวณที่เกิดเหตุเป็นที่ดินของจำเลย ซึ่งเมื่อนำมาพิจารณาประกอบกับคำเบิกความของผู้เสียหายที่ว่าตั้งแต่ผู้เสียหายซื้อที่ดินเมื่อปี 2553 ผู้เสียหายเคยกลับไปดูที่ดิน 1 ครั้ง เมื่อปี 2557 ภายหลังจากนั้น ผู้เสียหายไม่ได้กลับมาดูที่ดินอีกจนกระทั่งทราบเหตุคดีนี้เมื่อเดือนสิงหาคม 2560 จึงเชื่อได้ว่าชาวบ้านผู้อยู่อาศัยในละแวกที่เกิดเหตุไม่ทราบว่าที่เกิดเหตุเป็นที่ดินของผู้เสียหายแต่เข้าใจว่าเป็นที่ดินของจำเลย ดังนั้น จึงเป็นการไม่แน่ชัดว่าคนขับรถแบ็กโฮที่เข้ามาขุดดินในที่ดินของผู้เสียหายตามคำสั่งของจำเลยจะล่วงรู้ว่าเป็นการขุดดินในที่ดินของผู้เสียหายหรือไม่ ทั้งนี้ การกระทำอันจะถือเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ได้นั้น บุคคลผู้ร่วมกระทำความผิดจะต้องรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด และมีการกระทำโดยเจตนาที่จะร่วมกันกระทำความผิดนั้น จึงจะเป็นตัวการตามบทบัญญัติดังกล่าว แต่ถ้าผู้กระทำมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดจะถือว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นมิได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสาม ดังนี้ หากพวกของจำเลยที่ขับรถแบ็กโฮเข้าขุดดินในที่ดินของผู้เสียหายมิได้รู้ข้อเท็จจริงว่าดินที่ขุดออกไปเป็นของผู้เสียหาย โดยเข้าใจว่าเป็นการขุดดินของจำเลย ก็ย่อมจะถือไม่ได้ว่าจำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง แต่ต้องถือว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดเองโดยอ้อมโดยใช้พวกของจำเลยเป็นตัวแทนโดยบริสุทธิ์ (Innocent Agent) เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดของจำเลยเอง เมื่อพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบยังไม่ได้ความกระจ่างชัดว่าพวกของจำเลยรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดและมีเจตนาร่วมกันกระทำความผิดกับจำเลยอันจะถือเป็นการลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป กรณีจึงต้องฟังข้อเท็จจริงเป็นคุณแก่จำเลยว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปโดยใช้ยานพาหนะ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ประกอบมาตรา 336 ทวิ มานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (อรพิน พรแสงจันทร์-กึกก้อง สมเกียรติเจริญ-อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์) ศาลจังหวัดลำพูน - นายวิเศษ วิเศษจุมพล ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายสนิท โพชนะกิจ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1542/2564 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
681549
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดลำพูน",
        "judge": "นายวิเศษ วิเศษจุมพล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 5",
        "judge": "นายสนิท โพชนะกิจ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081948007"
    }
}
date
2564
deka_no
4423/2564
deka_running_no
4423
deka_year
2564
department
แผนก
judges
[
    "อรพิน พรแสงจันทร์",
    "กึกก้อง สมเกียรติเจริญ",
    "อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 59 วรรคสาม",
            "ม. 83",
            "ม. 334",
            "ม. 335 (7)",
            "ม. 336 ทวิ"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ส."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 334, 335, 336 ทวิ ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 250,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 จำคุก 3 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 250,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ประกอบมาตรา 336 ทวิ ให้จำคุก 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปโดยใช้ยานพาหนะตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนายจรัล เป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียวมาเบิกความยืนยันว่า จำเลยให้คนขับรถแบ็กโฮมาขุดดินด้านทิศเหนือของผู้เสียหายแล้วนำไปถมในที่ดินของจำเลยด้านทิศใต้ โดยจำเลยเป็นผู้คุมการขุดด้วยตนเอง ส่วนคำเบิกความของพยานโจทก์ปากอื่น ๆ แม้จะเบิกความถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว แต่ก็รับฟังมาจากคำบอกเล่าของนายจรัลอีกทอดหนึ่ง ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์จึงรับฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยให้คนขับรถแบ็กโฮมาขุดดินในที่ดินของโจทก์แล้วนำไปถมในที่ดินของตนเองเท่านั้น นอกจากนี้ ยังได้ความตามที่นายจรัลเบิกความว่าในขณะเกิดเหตุ พยานเข้าใจว่าที่เกิดเหตุเป็นที่ดินของจำเลย และเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงล้วนเข้าใจว่าบริเวณที่เกิดเหตุเป็นที่ดินของจำเลย ซึ่งเมื่อนำมาพิจารณาประกอบกับคำเบิกความของผู้เสียหายที่ว่าตั้งแต่ผู้เสียหายซื้อที่ดินเมื่อปี 2553 ผู้เสียหายเคยกลับไปดูที่ดิน 1 ครั้ง เมื่อปี 2557 ภายหลังจากนั้น ผู้เสียหายไม่ได้กลับมาดูที่ดินอีกจนกระทั่งทราบเหตุคดีนี้เมื่อเดือนสิงหาคม 2560 จึงเชื่อได้ว่าชาวบ้านผู้อยู่อาศัยในละแวกที่เกิดเหตุไม่ทราบว่าที่เกิดเหตุเป็นที่ดินของผู้เสียหายแต่เข้าใจว่าเป็นที่ดินของจำเลย ดังนั้น จึงเป็นการไม่แน่ชัดว่าคนขับรถแบ็กโฮที่เข้ามาขุดดินในที่ดินของผู้เสียหายตามคำสั่งของจำเลยจะล่วงรู้ว่าเป็นการขุดดินในที่ดินของผู้เสียหายหรือไม่ ทั้งนี้ การกระทำอันจะถือเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ได้นั้น บุคคลผู้ร่วมกระทำความผิดจะต้องรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด และมีการกระทำโดยเจตนาที่จะร่วมกันกระทำความผิดนั้น จึงจะเป็นตัวการตามบทบัญญัติดังกล่าว แต่ถ้าผู้กระทำมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดจะถือว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นมิได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสาม ดังนี้ หากพวกของจำเลยที่ขับรถแบ็กโฮเข้าขุดดินในที่ดินของผู้เสียหายมิได้รู้ข้อเท็จจริงว่าดินที่ขุดออกไปเป็นของผู้เสียหาย โดยเข้าใจว่าเป็นการขุดดินของจำเลย ก็ย่อมจะถือไม่ได้ว่าจำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง แต่ต้องถือว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดเองโดยอ้อมโดยใช้พวกของจำเลยเป็นตัวแทนโดยบริสุทธิ์ (Innocent Agent) เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดของจำเลยเอง เมื่อพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบยังไม่ได้ความกระจ่างชัดว่าพวกของจำเลยรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดและมีเจตนาร่วมกันกระทำความผิดกับจำเลยอันจะถือเป็นการลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป กรณีจึงต้องฟังข้อเท็จจริงเป็นคุณแก่จำเลยว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปโดยใช้ยานพาหนะ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ประกอบมาตรา 336 ทวิ มานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000082.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1542/2564
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2564