คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4456/2564 ฉบับเต็ม

#681550
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4456/2564 พนักงานอัยการจังหวัด โจทก์ นาง ก. ผู้ร้อง นาย ช. จำเลย ป.อ. มาตรา 276 วรรคหนึ่ง (ใหม่), มาตรา 281 (ใหม่), มาตรา 284 ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2), มาตรา 160, มาตรา 196 โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดหลายกระทงรวมในฟ้องเดียวกัน ซึ่งแต่ละกระทงเป็นข้อหาแยกจากข้อหาอื่นได้ และศาลอาจสั่งให้แยกสำนวนพิจารณาความผิดกระทงใดต่างหากก็ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 160 เมื่อต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นเนื่องจากเห็นว่าผู้ร้องและผู้เสียหายที่ 2 ถอนคำร้องทุกข์ และเป็นความผิดอันยอมความได้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) ถือได้ว่าเป็นคำสั่งที่ทำให้ประเด็นแห่งคดีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นซึ่งแยกต่างหากจากข้อหาอื่นได้นั้นเสร็จสำนวนแล้ว คำสั่งศาลชั้นต้นที่จำหน่ายคดีความผิดฐานดังกล่าวจึงมิใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา โจทก์ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้นได้ ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 196 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 276, 284, 318 จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง ระหว่างพิจารณานาง ก. ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ต่อมาผู้ร้องกับจำเลยสามารถตกลงค่าสินไหมทดแทนกันได้ ผู้ร้องขอถอนคำร้องในคดีส่วนแพ่ง และผู้เสียหายทั้งสองขอถอนคำร้องทุกข์ในความผิดข้อหาข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นและข้อหาพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง และมาตรา 284 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องถอนคำร้องในคดีส่วนแพ่ง และมีคำสั่งว่าความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง และมาตรา 284 เป็นคดีความผิดอันยอมความได้ เมื่อผู้เสียหายทั้งสองถอนคำร้องทุกข์ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในความผิดข้อหาดังกล่าวย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 318 วรรคสาม จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น จำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปีรวมกับโทษในความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเป็นจำคุกจำเลยมีกำหนด 5 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกในความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจารนั้น เห็นว่า ความผิดฐานดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี จำเลยไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษในความผิดฐานนี้ เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลชั้นต้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ทั้งเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 6 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่อุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นของศาลชั้นต้นและพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวชอบหรือไม่โดยจำเลยฎีกาอ้างว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่จำหน่ายคดีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา การที่โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวโดยมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในความผิดฐานอื่นด้วย จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดหลายกระทงรวมในฟ้องเดียวกัน ซึ่งเป็นข้อหาแยกจากข้ออื่นได้ และศาลอาจสั่งให้แยกสำนวนพิจารณาความผิดกระทงใดต่างหากก็ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 160 เมื่อต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นเนื่องจากผู้ร้องและผู้เสียหายที่ 2 ถอนคำร้องทุกข์ และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดอันยอมความได้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ถือได้ว่าเป็นคำสั่งที่ทำให้ประเด็นแห่งคดีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นซึ่งแยกต่างหากจากข้อหาอื่นได้นั้นเสร็จสำนวนแล้ว ดังนั้น คำสั่งศาลชั้นต้นที่จำหน่ายคดีความผิดฐานดังกล่าวจึงมิใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา โจทก์ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้นได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 196 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์และพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าว จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งยังเป็นผู้เยาว์ เป็นการล่วงละเมิดทางเพศโดยหาได้คำนึงว่าการกระทำของตนจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิตและอนาคตของผู้เสียหายที่ 2 ไม่ ทั้งยังสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้ร้อง ซึ่งเป็นมารดา ผู้ปกครอง และผู้ดูแลผู้เสียหายที่ 2 พฤติการณ์ของจำเลยจึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ร้องและผู้เสียหายที่ 2 จนเป็นที่พอใจและไม่ติดใจเอาความแก่จำเลย หรือมีเหตุอื่นดังที่อ้างในฎีกา ก็ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะปรานีด้วยการรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ร้องและผู้เสียหายที่ 2 จนเป็นที่พอใจและไม่ติดใจเอาความแก่จำเลย นับว่าจำเลยรู้สำนึกในความผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดของตนตามสมควรแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยังคงลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ให้จำคุก 6 ปี ก่อนลดโทษ นับว่าหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขกำหนดโทษใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดี ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น จำคุก 4 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 แล้ว เป็นจำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 (ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล-สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ-สมชัย ฑีฆาอุตมากร) ศาลจังหวัดกำแพงเพชร - นายพงษ์ศักดิ์ ประสมทอง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายปกรณ์ แต้ประจิตร แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1716/2564 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
681550
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดกำแพงเพชร",
        "judge": "นายพงษ์ศักดิ์ ประสมทอง"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 6",
        "judge": "นายปกรณ์ แต้ประจิตร"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081948004"
    }
}
date
2564
deka_no
4456/2564
deka_running_no
4456
deka_year
2564
department
แผนก
judges
[
    "ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล",
    "สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ",
    "สมชัย ฑีฆาอุตมากร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 276 วรรคหนึ่ง (ใหม่)",
            "ม. 281 (ใหม่)",
            "ม. 284"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 39 (2)",
            "ม. 160",
            "ม. 196"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัด"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นาง ก."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ช."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 276, 284, 318

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง

ระหว่างพิจารณานาง ก. ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ต่อมาผู้ร้องกับจำเลยสามารถตกลงค่าสินไหมทดแทนกันได้ ผู้ร้องขอถอนคำร้องในคดีส่วนแพ่ง และผู้เสียหายทั้งสองขอถอนคำร้องทุกข์ในความผิดข้อหาข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นและข้อหาพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง และมาตรา 284

ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องถอนคำร้องในคดีส่วนแพ่ง และมีคำสั่งว่าความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง และมาตรา 284 เป็นคดีความผิดอันยอมความได้ เมื่อผู้เสียหายทั้งสองถอนคำร้องทุกข์ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในความผิดข้อหาดังกล่าวย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2)

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 318 วรรคสาม จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น จำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปีรวมกับโทษในความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเป็นจำคุกจำเลยมีกำหนด 5 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกในความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจารนั้น เห็นว่า ความผิดฐานดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี จำเลยไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษในความผิดฐานนี้ เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลชั้นต้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ทั้งเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 6 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่อุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นของศาลชั้นต้นและพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวชอบหรือไม่โดยจำเลยฎีกาอ้างว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่จำหน่ายคดีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา การที่โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวโดยมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในความผิดฐานอื่นด้วย จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดหลายกระทงรวมในฟ้องเดียวกัน ซึ่งเป็นข้อหาแยกจากข้ออื่นได้ และศาลอาจสั่งให้แยกสำนวนพิจารณาความผิดกระทงใดต่างหากก็ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 160 เมื่อต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นเนื่องจากผู้ร้องและผู้เสียหายที่ 2 ถอนคำร้องทุกข์ และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดอันยอมความได้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ถือได้ว่าเป็นคำสั่งที่ทำให้ประเด็นแห่งคดีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นซึ่งแยกต่างหากจากข้อหาอื่นได้นั้นเสร็จสำนวนแล้ว ดังนั้น คำสั่งศาลชั้นต้นที่จำหน่ายคดีความผิดฐานดังกล่าวจึงมิใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา โจทก์ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้นได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 196 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์และพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าว จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งยังเป็นผู้เยาว์ เป็นการล่วงละเมิดทางเพศโดยหาได้คำนึงว่าการกระทำของตนจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิตและอนาคตของผู้เสียหายที่ 2 ไม่ ทั้งยังสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้ร้อง ซึ่งเป็นมารดา ผู้ปกครอง และผู้ดูแลผู้เสียหายที่ 2 พฤติการณ์ของจำเลยจึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ร้องและผู้เสียหายที่ 2 จนเป็นที่พอใจและไม่ติดใจเอาความแก่จำเลย หรือมีเหตุอื่นดังที่อ้างในฎีกา ก็ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะปรานีด้วยการรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ร้องและผู้เสียหายที่ 2 จนเป็นที่พอใจและไม่ติดใจเอาความแก่จำเลย นับว่าจำเลยรู้สำนึกในความผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดของตนตามสมควรแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยังคงลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ให้จำคุก 6 ปี ก่อนลดโทษ นับว่าหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขกำหนดโทษใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดี ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น จำคุก 4 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 แล้ว เป็นจำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000082.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1716/2564
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2564