คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 893/2563 ฉบับเต็ม

#681858
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 893/2563 พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี โจทก์ นาย พ. จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 276, 278, 364 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง (เดิม), 278 (เดิม), 364 (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานข่มขืนกระทำชำเรา ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 8 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 16 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 12 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยยื่นฎีกา 2 ฉบับ กล่าวคือ ฉบับลงวันที่ 19 เมษายน 2562 และฉบับลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2562 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเบิกตัวจำเลยมาสอบถาม จำเลยแถลงว่า จำเลยจัดทำฎีกาฉบับลงวันที่ 19 เมษายน 2562 ก่อนฎีกาฉบับลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2562 โดยเนื้อความในฎีกาฉบับลงวันที่ 19 เมษายน 2562 จำเลยยังคงให้การปฏิเสธและขอให้ศาลฎีกาลดโทษให้แต่ภายหลังจำเลยสำนึกผิดจึงจัดทำฎีกาฉบับลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2562 โดยขอให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาฉบับลงวันที่ 19 เมษายน 2562 เป็นฎีกาของจำเลย และรับฎีกาฉบับลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2562 เป็นคำแถลงการณ์ประกอบฎีกาเนื่องจากจำเลยยื่นเกินกำหนดระยะเวลายื่นฎีกาที่ขอขยายไว้ เห็นว่า ตามฎีกาของจำเลยฉบับลงวันที่ 19 เมษายน 2562 จำเลยอ้างว่าเหตุคดีนี้เกิดขึ้นโดยผู้เสียหายที่ 2 ยินยอม จำเลยจึงมิได้กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ขอให้ยกฟ้องเพียงประการเดียว มิได้ขอให้ลดโทษให้ตามที่จำเลยแถลงต่อศาลชั้นต้นด้วย เมื่อต่อมาจำเลยยื่นฎีกาฉบับลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2562 โดยศาลชั้นต้นรับเป็นคำแถลงการณ์ แต่ตามเนื้อหาเป็นการขอให้การรับสารภาพในชั้นฎีกา ซึ่งแม้จำเลยไม่อาจกระทำได้เพราะการแก้ไขคำให้การจะต้องกระทำก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคสอง แต่อย่างไรก็ตามการที่จำเลยยื่นคำแถลงการณ์ดังกล่าวต่อศาลฎีกาโดยขอให้การรับสารภาพในชั้นฎีกาเช่นนี้ ถือได้ว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงโดยไม่โต้แย้งข้อที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง จึงไม่มีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยอีกต่อไปว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ อย่างไรก็ดี เมื่อจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในชั้นพิจารณาของศาลฎีกา จึงเห็นสมควรลดโทษให้แก่จำเลยมากกว่าที่ศาลล่างทั้งสองลดโทษให้ อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกามีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 ใช้บังคับ โดยมาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 276 แห่งประมวลกฎหมายอาญาและให้ใช้ความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงให้ใช้กฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามา พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 5 ปี 4 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 10 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 (สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ-ไพจิตร สวัสดิสาร-สมบูรณ์ วัฒนพรมงคล) ศาลจังหวัดอุดรธานี - นางสาวณัฏฐ์นิชา สุวรรณพงษ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายสมพงศ์ แพนเดช แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2711/2562 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ869/2560 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ1199/2561 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
681858
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดอุดรธานี",
        "judge": "นางสาวณัฏฐ์นิชา สุวรรณพงษ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายสมพงศ์ แพนเดช"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081952263"
    }
}
date
2563
deka_no
893/2563
deka_running_no
893
deka_year
2563
department
แผนก
judges
[
    "สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ",
    "ไพจิตร สวัสดิสาร",
    "สมบูรณ์ วัฒนพรมงคล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 163 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย พ."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 91, 276, 278, 364

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า

จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 276

วรรคหนึ่ง (เดิม),

278 (เดิม), 364 (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

ให้ลงโทษฐานข่มขืนกระทำชำเรา

ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 8 ปี รวม 2

กระทง จำคุก 16 ปี

ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา

มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 12 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

จำเลยยื่นฎีกา 2 ฉบับ

กล่าวคือ ฉบับลงวันที่ 19

เมษายน 2562

และฉบับลงวันที่

2 พฤษภาคม 2562 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเบิกตัวจำเลยมาสอบถาม จำเลยแถลงว่า

จำเลยจัดทำฎีกาฉบับลงวันที่ 19

เมษายน 2562

ก่อนฎีกาฉบับลงวันที่ 2

พฤษภาคม 2562

โดยเนื้อความในฎีกาฉบับลงวันที่

19 เมษายน 2562

จำเลยยังคงให้การปฏิเสธและขอให้ศาลฎีกาลดโทษให้แต่ภายหลังจำเลยสำนึกผิดจึงจัดทำฎีกาฉบับลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2562

โดยขอให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาฉบับลงวันที่ 19 เมษายน 2562 เป็นฎีกาของจำเลย

และรับฎีกาฉบับลงวันที่ 2

พฤษภาคม 2562

เป็นคำแถลงการณ์ประกอบฎีกาเนื่องจากจำเลยยื่นเกินกำหนดระยะเวลายื่นฎีกาที่ขอขยายไว้ เห็นว่า

ตามฎีกาของจำเลยฉบับลงวันที่ 19

เมษายน 2562

จำเลยอ้างว่าเหตุคดีนี้เกิดขึ้นโดยผู้เสียหายที่

2 ยินยอม

จำเลยจึงมิได้กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ขอให้ยกฟ้องเพียงประการเดียว

มิได้ขอให้ลดโทษให้ตามที่จำเลยแถลงต่อศาลชั้นต้นด้วย เมื่อต่อมาจำเลยยื่นฎีกาฉบับลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2562

โดยศาลชั้นต้นรับเป็นคำแถลงการณ์ แต่ตามเนื้อหาเป็นการขอให้การรับสารภาพในชั้นฎีกา

ซึ่งแม้จำเลยไม่อาจกระทำได้เพราะการแก้ไขคำให้การจะต้องกระทำก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 163 วรรคสอง

แต่อย่างไรก็ตามการที่จำเลยยื่นคำแถลงการณ์ดังกล่าวต่อศาลฎีกาโดยขอให้การรับสารภาพในชั้นฎีกาเช่นนี้

ถือได้ว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงโดยไม่โต้แย้งข้อที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง

จึงไม่มีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยอีกต่อไปว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค

4 หรือไม่

อย่างไรก็ดี เมื่อจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4

ในชั้นพิจารณาของศาลฎีกา จึงเห็นสมควรลดโทษให้แก่จำเลยมากกว่าที่ศาลล่างทั้งสองลดโทษให้

อนึ่ง

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกามีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 ใช้บังคับ โดยมาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 276 แห่งประมวลกฎหมายอาญาและให้ใช้ความใหม่แทน

แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงให้ใช้กฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามา

พิพากษาแก้เป็นว่า

ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 5 ปี

4 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 10 ปี

8 เดือน

นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค

4
opensearch_id
primary_black_case_no
อ869/2560
primary_red_case_no
อ1199/2561
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000119.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2711/2562
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2563