คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 73/2563 ฉบับเต็ม

#681859
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 73/2563 นางสาว ส. โจทก์ นางสาว ว. จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 420 โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,050,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 232,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 เมษายน 2560) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี กำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมในคดีหมายเลขแดงที่ 5995/2551 ของศาลจังหวัดพระโขนง ซึ่งพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 1,100,000 บาท โดยวิธีผ่อนชำระ จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม และได้ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับห้องชุดในอาคารชุดให้นางสาวศิริรัตน์เพื่อไม่ให้โจทก์บังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินดังกล่าว โจทก์จึงฟ้องจำเลยและนางสาวศิริรัตน์ในความผิดฐานร่วมกันโกงเจ้าหนี้ต่อศาลจังหวัดพระโขนง ศาลพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ให้จำคุก 1 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์ยังฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์สินระหว่างจำเลยกับนางสาวศิริรัตน์ต่อศาลชั้นต้นซึ่งพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์สินดังกล่าว ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยและนางสาวศิริรัตน์ ศาลฎีกาพิพากษายืน โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินและจดทะเบียนโอนทรัพย์สินดังกล่าวกลับมาเป็นของจำเลย แล้วนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาด และได้เงินจากการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมครบถ้วนแล้ว มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ในมูลละเมิดอันเกิดจากการที่จำเลยทำนิติกรรมโอนทรัพย์สินให้นางสาวศิริรัตน์หรือไม่ เพียงใด โดยโจทก์ฎีกาขอให้จำเลยรับผิดในค่าเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายและค่าทนายความในการดำเนินคดีอาญา ซึ่งโจทก์ขอลดทุนทรัพย์ลงเหลือเพียง 50,000 บาท ค่าใช้จ่ายและค่าทนายความในการดำเนินคดีแพ่ง ซึ่งโจทก์ขอลดทุนทรัพย์ลงเหลือเพียง 100,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินและจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรม 50,000 บาท และค่าเสียหายเป็นกำไรที่โจทก์ควรจะได้จากการนำเงินที่ได้จากการบังคับชำระหนี้ไปลงทุน ซึ่งโจทก์ขอลดทุนทรัพย์ลงเหลือเพียง 300,000 บาท สำหรับค่าใช้จ่ายและค่าทนายความในการดำเนินคดีอาญาซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นการเสียหายแก่ทรัพย์สินนั้น เห็นว่า แม้การที่จำเลยทำนิติกรรมโอนทรัพย์สินให้นางสาวศิริรัตน์โดยประสงค์จะไม่ให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมบังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินดังกล่าว เป็นการจงใจทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายให้โจทก์เสียหายแก่ทรัพย์สินก็ตาม แต่การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาในความผิดฐานร่วมกันโกงเจ้าหนี้ คงเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อให้ศาลลงโทษจำเลยในทางอาญาเท่านั้น เมื่อศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย ก็หามีผลให้โจทก์สามารถบังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินที่จำเลยขายไปได้ไม่ อย่างไรก็ดี กรณีมิใช่ว่าหากโจทก์ไม่ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยแล้ว โจทก์จะบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินที่จำเลยขายไปไม่ได้เลย การดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยจึงเป็นเรื่องที่โจทก์จะดำเนินการหรือไม่ก็ได้ ดังนั้น โจทก์จะอ้างว่าการที่จำเลยทำนิติกรรมโอนทรัพย์สินให้นางสาวศิริรัตน์ทำให้โจทก์ต้องฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาอันเป็นการเสียหายแก่ทรัพย์สินหาได้ไม่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้ ส่วนค่าใช้จ่ายและค่าทนายความในการดำเนินคดีแพ่ง กับค่าใช้จ่ายในการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินและจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์สินระหว่างจำเลยกับนางสาวศิริรัตน์นั้น เห็นว่า การที่จำเลยทำละเมิดต่อโจทก์ย่อมเป็นเหตุให้โจทก์ต้องฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งขอให้เพิกถอนการฉ้อฉล อันเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อให้ทรัพย์สินที่จำเลยขายไปกลับมาเป็นของจำเลย และโจทก์จะได้บังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินดังกล่าว การที่โจทก์จำต้องฟ้องคดีแพ่งจึงเป็นความเสียหายที่เป็นผลโดยตรงจากการทำละเมิดของจำเลย จำเลยจึงต้องใช้ค่าเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายและค่าทนายความในการดำเนินคดีแพ่งแก่โจทก์ ส่วนการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินและจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์สินระหว่างจำเลยกับนางสาวศิริรัตน์ ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องดำเนินการหลังจากศาลมีคำพิพากษาในคดีแพ่งเพื่อให้ทรัพย์สินกลับมาเป็นของจำเลยทางทะเบียนก่อนที่โจทก์จะดำเนินการบังคับคดีต่อไป การที่โจทก์ต้องทำเช่นนั้นจึงเป็นความเสียหายที่เป็นผลต่อเนื่องโดยตรงจากการทำละเมิดของจำเลย จำเลยจึงต้องใช้ค่าเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายในการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินและจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์สินดังกล่าวแก่โจทก์เช่นกัน แต่ที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์เสียค่าใช้จ่ายและค่าทนายความในการดำเนินคดีแพ่งเป็นเงิน 150,000 บาท กับค่าใช้จ่ายในการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินและจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรม การโอนทรัพย์สินเป็นเงิน 50,000 บาท นั้น เห็นว่า หนังสือยืนยันการรับเงินเป็นเพียงหลักฐานที่ทนายโจทก์ทำขึ้นเพื่อแสดงว่าได้รับเงินดังกล่าวไปจากโจทก์ โดยไม่ได้แยกแยะรายละเอียดค่าใช้จ่ายแต่ละรายการและค่าทนายความว่าเป็นอย่างไร ทั้งในชั้นฎีกาโจทก์ยังขอปรับลดค่าเสียหายในส่วนของค่าใช้จ่ายและค่าทนายความในการดำเนินคดีแพ่งลงจาก 150,000 บาท เป็น 100,000 บาท โดยไม่ระบุเหตุผล ส่อแสดงว่าโจทก์กำหนดจำนวนค่าเสียหายเอาตามอำเภอใจ ประกอบกับการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินและจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์สินเป็นการดำเนินการต่อหน่วยงานราชการ ซึ่งควรจะมีเอกสารเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการนั้น แต่โจทก์กลับไม่อ้างเป็นพยานหลักฐาน แม้ในชั้นฎีกาโจทก์ยังคงจำนวนค่าเสียหายในส่วนของค่าใช้จ่ายในการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินและจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรม การโอนทรัพย์สินไว้ตามฟ้อง แต่ตามพฤติการณ์แห่งคดีที่ได้วินิจฉัยมาก็ยังไม่อาจรับฟังว่า โจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการต่าง ๆ ดังกล่าวรวมทั้งค่าทนายความเป็นจำนวนตามที่ขอมาในฎีกา เมื่อพิจารณาคำพิพากษาในคดีแพ่งโดยคำนึงถึงความยากง่ายแห่งคดี ระยะเวลาที่ใช้ในการดำเนินคดีตั้งแต่เริ่มต้นจนคดีถึงที่สุด ซึ่งไม่ปรากฏว่าโจทก์หรือทนายโจทก์ดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์และฎีกาด้วยหรือไม่ ค่าทนายความที่ศาลกำหนดให้จำเลยใช้แทนโจทก์ รวมทั้งรายงานปิดประกาศเรื่องการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินแล้ว สมควรกำหนดค่าเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายและค่าทนายความในการดำเนินคดีแพ่ง 50,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินและจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์สิน 5,000 บาท ส่วนค่าเสียหายเป็นกำไรที่โจทก์ควรจะได้จากการนำเงินที่ได้จากการบังคับชำระหนี้ไปลงทุนนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยมีเจตนาเพียงต้องการไม่ให้โจทก์บังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินที่ได้โอนไป ค่าเสียหายเป็นกำไรที่โจทก์เรียกร้องจึงอยู่นอกเหนือเจตนาของจำเลย ถือเป็นค่าเสียหายที่ไกลกว่าเหตุ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ในส่วนนี้ รวมค่าเสียหายที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ 55,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษากลับว่า ให้จำเลยชำระเงิน 55,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 เมษายน 2560) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี กำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท (จักรกฤช เจริญเลิศ-ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา-อนันต์ เสนคุ้ม) ศาลแพ่ง - นางวาริสสา เทียนบุญ ศาลอุทธรณ์ - นางสาวมาลี เตชะจันตะ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.181/2562 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ1676/2560 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ3822/2560 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
681859
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นางวาริสสา เทียนบุญ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นางสาวมาลี เตชะจันตะ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081953507"
    }
}
date
2563
deka_no
73/2563
deka_running_no
73
deka_year
2563
department
แผนก
judges
[
    "จักรกฤช เจริญเลิศ",
    "ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา",
    "อนันต์ เสนคุ้ม"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 420"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาว ส."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาว ว."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,050,000 บาท

พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 232,000 บาท

พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง

(ฟ้องวันที่ 7 เมษายน 2560) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี กำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ

ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมในคดีหมายเลขแดงที่ 5995/2551 ของศาลจังหวัดพระโขนง

ซึ่งพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 1,100,000

บาท โดยวิธีผ่อนชำระ จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม และได้ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับห้องชุดในอาคารชุดให้นางสาวศิริรัตน์เพื่อไม่ให้โจทก์บังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินดังกล่าว

โจทก์จึงฟ้องจำเลยและนางสาวศิริรัตน์ในความผิดฐานร่วมกันโกงเจ้าหนี้ต่อศาลจังหวัดพระโขนง

ศาลพิพากษาว่า

จำเลยมีความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ให้จำคุก 1 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์ยังฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์สินระหว่างจำเลยกับนางสาวศิริรัตน์ต่อศาลชั้นต้นซึ่งพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์สินดังกล่าว

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยและนางสาวศิริรัตน์ ศาลฎีกาพิพากษายืน

โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินและจดทะเบียนโอนทรัพย์สินดังกล่าวกลับมาเป็นของจำเลย แล้วนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาด

และได้เงินจากการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมครบถ้วนแล้ว

มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ในมูลละเมิดอันเกิดจากการที่จำเลยทำนิติกรรมโอนทรัพย์สินให้นางสาวศิริรัตน์หรือไม่

เพียงใด โดยโจทก์ฎีกาขอให้จำเลยรับผิดในค่าเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายและค่าทนายความในการดำเนินคดีอาญา

ซึ่งโจทก์ขอลดทุนทรัพย์ลงเหลือเพียง 50,000 บาท

ค่าใช้จ่ายและค่าทนายความในการดำเนินคดีแพ่ง ซึ่งโจทก์ขอลดทุนทรัพย์ลงเหลือเพียง

100,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินและจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรม

50,000 บาท และค่าเสียหายเป็นกำไรที่โจทก์ควรจะได้จากการนำเงินที่ได้จากการบังคับชำระหนี้ไปลงทุน

ซึ่งโจทก์ขอลดทุนทรัพย์ลงเหลือเพียง 300,000 บาท

สำหรับค่าใช้จ่ายและค่าทนายความในการดำเนินคดีอาญาซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นการเสียหายแก่ทรัพย์สินนั้น เห็นว่า

แม้การที่จำเลยทำนิติกรรมโอนทรัพย์สินให้นางสาวศิริรัตน์โดยประสงค์จะไม่ให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมบังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินดังกล่าว

เป็นการจงใจทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายให้โจทก์เสียหายแก่ทรัพย์สินก็ตาม

แต่การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาในความผิดฐานร่วมกันโกงเจ้าหนี้

คงเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อให้ศาลลงโทษจำเลยในทางอาญาเท่านั้น เมื่อศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย

ก็หามีผลให้โจทก์สามารถบังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินที่จำเลยขายไปได้ไม่

อย่างไรก็ดี กรณีมิใช่ว่าหากโจทก์ไม่ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยแล้ว โจทก์จะบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินที่จำเลยขายไปไม่ได้เลย

การดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยจึงเป็นเรื่องที่โจทก์จะดำเนินการหรือไม่ก็ได้

ดังนั้น

โจทก์จะอ้างว่าการที่จำเลยทำนิติกรรมโอนทรัพย์สินให้นางสาวศิริรัตน์ทำให้โจทก์ต้องฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาอันเป็นการเสียหายแก่ทรัพย์สินหาได้ไม่

โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้

ส่วนค่าใช้จ่ายและค่าทนายความในการดำเนินคดีแพ่ง

กับค่าใช้จ่ายในการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินและจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์สินระหว่างจำเลยกับนางสาวศิริรัตน์นั้น

เห็นว่า การที่จำเลยทำละเมิดต่อโจทก์ย่อมเป็นเหตุให้โจทก์ต้องฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งขอให้เพิกถอนการฉ้อฉล อันเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อให้ทรัพย์สินที่จำเลยขายไปกลับมาเป็นของจำเลย

และโจทก์จะได้บังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินดังกล่าว

การที่โจทก์จำต้องฟ้องคดีแพ่งจึงเป็นความเสียหายที่เป็นผลโดยตรงจากการทำละเมิดของจำเลย

จำเลยจึงต้องใช้ค่าเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายและค่าทนายความในการดำเนินคดีแพ่งแก่โจทก์

ส่วนการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินและจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์สินระหว่างจำเลยกับนางสาวศิริรัตน์

ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องดำเนินการหลังจากศาลมีคำพิพากษาในคดีแพ่งเพื่อให้ทรัพย์สินกลับมาเป็นของจำเลยทางทะเบียนก่อนที่โจทก์จะดำเนินการบังคับคดีต่อไป

การที่โจทก์ต้องทำเช่นนั้นจึงเป็นความเสียหายที่เป็นผลต่อเนื่องโดยตรงจากการทำละเมิดของจำเลย

จำเลยจึงต้องใช้ค่าเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายในการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินและจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์สินดังกล่าวแก่โจทก์เช่นกัน

แต่ที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์เสียค่าใช้จ่ายและค่าทนายความในการดำเนินคดีแพ่งเป็นเงิน 150,000 บาท

กับค่าใช้จ่ายในการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินและจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรม การโอนทรัพย์สินเป็นเงิน

50,000 บาท นั้น เห็นว่า หนังสือยืนยันการรับเงินเป็นเพียงหลักฐานที่ทนายโจทก์ทำขึ้นเพื่อแสดงว่าได้รับเงินดังกล่าวไปจากโจทก์

โดยไม่ได้แยกแยะรายละเอียดค่าใช้จ่ายแต่ละรายการและค่าทนายความว่าเป็นอย่างไร

ทั้งในชั้นฎีกาโจทก์ยังขอปรับลดค่าเสียหายในส่วนของค่าใช้จ่ายและค่าทนายความในการดำเนินคดีแพ่งลงจาก 150,000

บาท เป็น 100,000 บาท โดยไม่ระบุเหตุผล

ส่อแสดงว่าโจทก์กำหนดจำนวนค่าเสียหายเอาตามอำเภอใจ

ประกอบกับการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินและจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์สินเป็นการดำเนินการต่อหน่วยงานราชการ

ซึ่งควรจะมีเอกสารเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการนั้น แต่โจทก์กลับไม่อ้างเป็นพยานหลักฐาน แม้ในชั้นฎีกาโจทก์ยังคงจำนวนค่าเสียหายในส่วนของค่าใช้จ่ายในการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินและจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรม

การโอนทรัพย์สินไว้ตามฟ้อง

แต่ตามพฤติการณ์แห่งคดีที่ได้วินิจฉัยมาก็ยังไม่อาจรับฟังว่า โจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการต่าง ๆ

ดังกล่าวรวมทั้งค่าทนายความเป็นจำนวนตามที่ขอมาในฎีกา เมื่อพิจารณาคำพิพากษาในคดีแพ่งโดยคำนึงถึงความยากง่ายแห่งคดี ระยะเวลาที่ใช้ในการดำเนินคดีตั้งแต่เริ่มต้นจนคดีถึงที่สุด ซึ่งไม่ปรากฏว่าโจทก์หรือทนายโจทก์ดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์และฎีกาด้วยหรือไม่

ค่าทนายความที่ศาลกำหนดให้จำเลยใช้แทนโจทก์ รวมทั้งรายงานปิดประกาศเรื่องการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินแล้ว

สมควรกำหนดค่าเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายและค่าทนายความในการดำเนินคดีแพ่ง 50,000 บาท

ค่าใช้จ่ายในการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินและจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์สิน

5,000 บาท

ส่วนค่าเสียหายเป็นกำไรที่โจทก์ควรจะได้จากการนำเงินที่ได้จากการบังคับชำระหนี้ไปลงทุนนั้น เห็นว่า

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า

จำเลยมีเจตนาเพียงต้องการไม่ให้โจทก์บังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินที่ได้โอนไป ค่าเสียหายเป็นกำไรที่โจทก์เรียกร้องจึงอยู่นอกเหนือเจตนาของจำเลย ถือเป็นค่าเสียหายที่ไกลกว่าเหตุ

จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ในส่วนนี้

รวมค่าเสียหายที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ 55,000

บาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับว่า ให้จำเลยชำระเงิน 55,000 บาท

พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 เมษายน

2560) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์

เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี กำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท
opensearch_id
primary_black_case_no
พ1676/2560
primary_red_case_no
พ3822/2560
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000132.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.181/2562
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2563